มานาของนักเวทฝึกหัดหนุ่มที่เคยสั่นไหวค่อย ๆ สงบลง แกนมานาเริ่มยืดออกอีกครั้ง
สีหน้าของนิโคลัสผ่อนคลาย เขาปล่อยวางจากเป้าหมายสูงสุดและเงื่อนไขที่ชายชรากำหนดไว้
‘ไปได้แค่ไหนก็เท่านั้น… โลกก่อนก็เคยพลาดมานับครั้งไม่ถ้วน’
เหงื่ออาบทั่วร่าง หยดลงบนพื้นไม้เป็นวง ๆ กลิ่นชื้นอับของห้องฝึกผสมกับลมหายใจหนักหน่วง ความตึงเครียดยังคงอยู่ แต่หัวใจกลับสงบกว่าก่อนหน้า
เวลาผ่านไปราวชั่วโมงครึ่ง มานาในร่างเหลือไม่ถึงหนึ่งในสิบ
ขณะที่ชิ้นส่วนมานา ได้ถึงสามในสามสิบสองส่วน
แม้ไม่ถึงระดับปาฏิหาริย์ ยังนับเป็น อัจฉริยะ
‘พอแค่นี้… ถ้าฝืนต่อคงไม่เหลือแรงโคจรชิ้นส่วนแน่’
เขาตัดสินใจลงมือขัดเกลารอยต่อระหว่างแกนหลักกับชิ้นส่วนที่ดึงออกมา มานาส่วนหนึ่งคอยประคองให้อยู่นิ่ง อีกส่วนขัดเกลารอยต่ออย่างนุ่มนวลราวกับปลายนิ้วกำลังแกะสลักอัญมณี
ความผิดพลาดเพียงเสี้ยวเดียวอาจทำให้แกนมานาเสียหาย
สมาธิถูกบีบเค้นอย่างหนัก จนชายหนุ่มรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเงียบงัน มีเพียงเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นก้องในหู
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าอีกหนึ่งชั่วโมง รอยต่อเหลือเพียงเส้นบาง ๆ มานาบางเบาเริ่มแผ่กระจายออกจากร่างโดยไม่รู้ตัว ราวกับอากาศในห้องสั่นสะเทือนเบา ๆ
สีหน้าชราที่เฝ้ามองอยู่คลายความกังวลลง นายน้อยของเขาผ่านจุดวิกฤตแล้ว
ผึง!
เสียงคล้ายสายพิณขาดดังขึ้นจากภายใน ร่างนิโคลัสสะดุ้งเล็กน้อยก่อนรอยยิ้มเผยบนใบหน้า
เสียงชราเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี
“เจ้าเริ่มพามันโคจรรอบแกนมานาได้แล้ว จงขัดเกลารูปร่างไปพร้อมกัน พยายามรักษาวงโคจรให้อยู่ในเส้นทางเดิม”
เมื่อเห็นชายหนุ่มทำตามได้ จึงกล่าวต่อ
“ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ พร้อมกับสะสมมานา ตอนเย็นข้าจะกลับมาดูผล”
เมื่อร่างสูงของชายชราเดินจากไป ความเงียบก็ปกคลุมโรงฝึกอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงหอบเหนื่อยของนิโคลัส
เขารู้สึกอ่อนล้าอย่างยิ่ง เพียงเอนตัวลงก็คงหลับไปทันที มานาที่สะสมไว้เกือบหมดไปจนเสี่ยงต่อแกนมานา แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้
ชิ้นส่วนมานาที่เพิ่งแยกออกมา ยังคงรูปหยดน้ำจากแรงดึง เริ่มเคลื่อนไหวช้า ๆ เพื่อสร้าง วงแหวนมานา
‘ต้องใช้เวลาอีกกี่เดือน กว่าแกนมานาจะกลับมาเท่าเดิมกันนะ…’
นี่คือครั้งแรกที่เขาสร้างวงแหวนมานา ความรู้ที่มีอยู่จึงไม่อาจบอกวิธีจัดการแกนมานาที่เล็กลงได้ และจอมเวทเองก็จะไม่สอนสิ่งที่ยังไม่จำเป็น
“ท่านพ่อ นายน้อยทำสำเร็จหรือไม่?”
เสียงอีรินดังขึ้นทันทีเมื่อเห็นจอมเวทชราก้าวเข้าสู่บ้านพัก
“เจ้าคิดว่าเขาจะทำไม่สำเร็จงั้นหรือ?”
“ข้าเชื่อว่าเขาทำได้แน่นอน แต่ไม่รู้ว่าเขาจะดึงออกมาได้ใหญ่แค่ไหน… จะประหลาดเหมือนครั้งก่อนหรือเปล่า”
ชายชราพยักหน้าช้า ๆ แววตาฉายรอยพึงใจ
“ขนาดภายนอกไม่ต่างจากเหล่าอัจฉริยะ แต่คลังมานายังบอกไม่ได้ ต้องรอให้เขาสร้างวงแหวนมานาให้สมบูรณ์ก่อน เย็นนี้ก็น่าจะรู้ผล”
เขากวาดตามองรอบห้องที่เงียบว่าง ไม่มีใครนอกจากลูกสาว
“พวกเขาออกไปช่วยดูลูกค้ากันหรือ? …เจ้าต้องหาลูกจ้างเพิ่มได้แล้ว ไม่อย่างนั้นจะไม่มีเวลาซ้อม เมื่อพวกมันกลับมา เจ้าอาจไม่ทันตั้งตัว”
“รับทราบ”
อีรินรับคำหนักแน่น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความจริงจัง เมื่อเป็นเรื่องงาน นางไม่เคยทำเล่น ๆ
ตลอดบ่าย นิโคลัสชักนำชิ้นส่วนมานาให้โคจรช้า ๆ รอบแกนหลักเพื่อสร้าง วงแหวนมานา
หยดเหงื่อร่วงกระทบพื้นไม้ดังติ๋ง ๆ ดังก้องในห้องฝึกที่เงียบสงัด ชิ้นส่วนที่เคยบิดเบี้ยวจากแรงดึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากรูปหยดน้ำเป็นรี และกลมขึ้นทีละน้อยเมื่อเวลาผ่านไปกว่าสามชั่วโมง
มานาในคลังหลักเริ่มสะสมขึ้นเล็กน้อย แม้ยังน้อยนิด แต่ก็เพียงพอให้นิโคลัสเบาใจที่พื้นที่คลังไม่ได้ลดลงไปพร้อมกับขนาดแกนที่เล็กลง
อาทิตย์คล้อยต่ำ แสงยามเย็นลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาเป็นลำ ฝุ่นละอองลอยฟุ้งในอากาศราวกับมีลมพัดเบา จอมเวทรอยก้าวเข้ามาในโรงฝึกอีกครั้ง
“เจ้าเริ่มปล่อยให้มันโคจรเองได้แล้ว หากยังไม่อยู่ในวงโคจรเจ้าก็ทำต่อ แต่ถ้าเข้าที่แล้ว เพียงเฝ้าตรวจสอบเป็นระยะก็พอ พ้นคืนนี้ไปจะไม่มีปัญหา”
นิโคลัสทำตามทันที ถอนมานาที่คอยประคองออก ปล่อยให้ชิ้นส่วนแกนมานาหมุนวนด้วยแรงโคจรของมันเอง
เวลาผ่านไปเพียงครู่ เขาลืมตาขึ้น ดวงตาสว่างด้วยความตื่นเต้น รีบเอ่ยด้วยเสียงร้อนใจ
“ข้าสร้างวงแหวนมานาได้แล้วท่านตา! ตามสัญญาท่านต้องบอกวิธีทำให้มันมีแกนมากขึ้น”
ชายชราหัวเราะเบา ๆ แววตาแฝงความพึงใจ
“เจ้าจำวิธีวันนี้ได้ใช่หรือไม่?”
“ขอรับ”
“เพียงทำซ้ำอีกครั้ง ขัดเกลาแกนหลักให้สมบูรณ์แล้วดึงชิ้นใหม่ออกมา ให้โคจรอยู่ในวงแหวนมานาเดิม เท่านี้เจ้าก็ได้วงแหวนมานาสองแกน”
นิโคลัสอึ้งไปชั่วครู่ รู้สึกเหมือนโดนสาดน้ำเย็น เขาคิดว่าจะมีเคล็ดลับลึกลับ แต่กลับตรงไปตรงมาเสียอย่างนั้น
“ถ้าอย่างนั้น… สู้สร้างวงแหวนใหม่ไปเลยไม่ดีกว่าหรือ จะได้เลื่อนเป็นขั้นกลาง ทำไมต้องสร้างแกนเสริมแล้วคงอยู่ขั้นต้นเหมือนเดิมด้วย?”
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้าชรา เพียงแววตานั้นก็บอกชัด เขาไม่ใช่พ่อบ้านที่แสนซื่อของวันวานอีกต่อไป
“ตอนนี้เจ้าเองก็คงเข้าใจแล้ว ว่าทำไม ‘อาร์คาโนแมนเซอร์’ ถึงถูกทอดทิ้งจนไร้ผู้สืบทอด”
คำตอบตรงไปตรงมา แต่น้ำหนักมหาศาล นิโคลัสถอนหายใจเบา ๆ หากอยากได้พลังเหนือกว่าผู้อื่น ก็ต้องทุ่มแรงกายใจเหนือกว่าผู้อื่น ไม่มีทางลัดใด ๆ
เขาจึงถามต่อด้วยเสียงทุ้ม
“ถ้าไปถึงขั้นสูง มีวงแหวนสามวงแล้วค่อยสร้างแกนย่อยเพิ่มได้หรือไม่?”
“ย่อมได้ แต่ยิ่งสูงก็ยิ่งยากลำบาก หากเจ้าคิดสร้างแกนเสริมจริง ๆ จงทำตั้งแต่เทียร์สอง ขั้นต้น”
“ขอรับ”
รอยทอดสายตาไปยังนายน้อยด้วยความภาคภูมิใจ แววตาคมลึกเหมือนมองเห็นอนาคตไกลโพ้น
“เจ้าไปอาบน้ำได้แล้ว อีกไม่นานก็ถึงเวลากับเพื่อน ๆ ของเจ้า คงไม่อยากให้พวกเขาเห็นสภาพโทรม ๆ แบบนี้ใช่ไหม”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“พรุ่งนี้เจ้าต้องเข้าสถาบัน สุดสัปดาห์จึงจะกลับมาได้”
นิโคลัสชะงักไปกับคำว่า สถาบัน ก่อนนึกขึ้นได้ รีบถามอย่างกังวล
“แล้วพวกนกจะเข้าไปได้ไหม? ข้าต้องมีที่ส่วนตัวเช่นนี้หรือเปล่า หากขาดช่วง ข้ากลัวจะควบคุมพวกมันไม่ได้เหมือนเดิม”
ชายชราตอบทันทีโดยไม่ลังเล
“เรื่องนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า เจ้าไม่ต้องกังวล”
หลังจากนั้นนิโคลัสกลับไปทำธุระส่วนตัว ก่อนย้อนกลับสู่โรงฝึกในช่วงโพล้เพล้
เมื่อฝึกตำราสรรพสัตว์เสร็จ เขาก็เอ่ยบอกพวกมันถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่วันพรุ่งนี้
“ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ ข้าต้องย้ายไปอยู่ที่สถาบันวาลเดียลาทางเขตเหนือ และจะกลับมาทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ ข้ายังไม่รู้ว่าในสถาบันจะนัดเจอที่ไหน ตอนเย็นเจ้าลองบินวน ๆ ดูก่อน ข้าจะให้ซิลฟี่คอยรับอยู่”
ทันใดนั้น เสียงร้องของนก แมว สุนัข และสัตว์เล็กทั้งหลายดังระงมไปทั่วโรงฝึก คล้ายจะไม่พอใจที่ต้องห่างจากนายน้อย
นิโคลัสยกมือปรามเสียงพลางยิ้มอ่อน
“เอาน่า ถ้ามันไกลนักก็รอสุดสัปดาห์ ข้าจะกลับมา ใครไปได้ก็ไป ใครไปไม่ไหวก็รอ ข้าจะให้เวลาเพิ่มเอง ไม่ต้องกังวล”
เสียงร้องเริ่มเบาลงทีละน้อย แม้ยังมีแว่วอยู่บ้างในมุมมืดของโรงฝึก
เขามองฝูงสัตว์เหล่านั้นด้วยสายตาอ่อนโยน ในใจพลันคิดถึง มิติสัตว์เลี้ยง ที่เพิ่งขยายจากสิบเป็นสิบห้าลูกบาศก์เมตรหลังสร้างวงแหวนมานาสำเร็จ แต่สัตว์ที่อยู่ตรงหน้านี้ธรรมดาเกินไป หากเก็บไว้ในมิติอาจไม่คุ้มค่า พลังที่มีควรถูกใช้เลือกสิ่งที่พิเศษกว่านี้
หลังจากปลอบอยู่ครู่หนึ่ง เสียงเหล่านั้นก็ค่อย ๆ เงียบลง ฝูงสัตว์แยกย้ายออกไป
เขาหันไปหาซิลฟี่แล้วเอ่ย
“เจ้าพอจะบอกได้ไหมว่าสัตว์ตัวไหนพิเศษ ข้าไม่อยากนำมันเข้ามิติแล้วค่อยรู้คุณสมบัติทีหลัง เรื่องมิตินี้อยากเก็บเป็นความลับที่สุด ส่วนเพื่อนของเจ้าข้างใน ข้าไม่ได้กังวลแล้ว”
“ข้าพอจะรู้สึกได้เล็กน้อย ว่าตัวไหนพิเศษ แต่บอกคุณสมบัติชัด ๆ ไม่ได้ ทำไมรึ?”
“ถ้าเจ้าพบสัตว์พิเศษ ชวนมันมาหาข้าได้เลย ข้าอยากมีสัตว์สัญญาจริงจังไว้บังหน้า ไม่อย่างนั้นมันน่าสงสัยเกินไปถ้าขลุกกับพวกเจ้าอยู่ทุกวัน”
ซิลฟี่ส่ายปีกเบา ๆ ก่อนตอบ
“ตกลง แต่ตอนนี้ไปกินข้าวได้แล้ว ข้าหิวแล้ว”
เสียงหัวเราะหลุดจากนิโคลัส ก่อนทั้งเขาและนกน้อยออกจากห้องฝึก มุ่งหน้าสู่ร้านราเม็ง
หลังปิดร้านไปตั้งแต่เย็น โต๊ะไม้ถูกจัดใหม่สำหรับงานเลี้ยงเล็ก ๆ ภายใต้แสงตะเกียงมานา อากาศอบอวลด้วยกลิ่นซุปเข้มข้นและเนื้อย่างหอมกลุ่น ผสานกับเสียงพูดคุยเฮฮา
คืนนี้เป็นค่ำคืนแห่งการสังสรรค์ เพื่อส่งนายน้อยก้าวเท้าเข้าสู่สถาบัน
บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารและเครื่องดื่ม อดีตองครักษ์ตระกูลเบลลาทอร์ที่บัดนี้กลายเป็นฮันเตอร์ของกิลด์เขี้ยวอัสดงนั่งรายล้อม ดื่มกินอย่างเต็มที่
อีรินรีบรายงานด้วยแววตาเปล่งประกาย
“นายน้อย ร้านราเม็งของเราได้รับความนิยมเกินคาด ตอนนี้ไม่พอขายแล้ว เราควรขยายสาขาไหม แม้ลูกค้าอาจไม่แน่นเท่าเดิม แต่ก็น่าจะอยู่ได้สบาย”
นิโคลัสนั่งนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนตอบชัดถ้อยชัดคำ
“พรุ่งนี้ ให้มิเรียทำสัญญาซื้อสูตรราเม็งไป แล้วให้เธอใช้กลุ่มความหวังเปิดร้านสาขาใหม่ตามเขตต่าง ๆ ของเมืองหลวง”
คำตอบทำให้ทั้งวงเงียบไปชั่ววูบ ก่อนเสียงโห่เฮดังขึ้น พวกเขาไม่ต้องเหนื่อยแบกหน้าร้านเองอีกต่อไป
และมิเรียที่เขากล่าวถึงคือ คนที่โอลิเวอร์ส่งมาทำหน้าที่ ผู้ถือหุ้นของกลุ่มการค้าความหวังแทนเขานั่นเอง
และในอนาคตเธอต้องเหนื่อยขึ้นอีกมาก
ชายหนุ่มยกมือขึ้นขอให้เงียบ ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พวกเราไม่มีเวลาสนใจเรื่องพวกนี้แล้ว หากหาคนอื่นทำแทนได้ย่อมดีกว่า”
เขาหยุดเล็กน้อย จ้องสายตาสมาชิกทีละคน
“พวกท่านต้องเร่งยกระดับขึ้นให้เร็ว ข้าจะหาเงินมาจัดหายาบำรุงให้ อย่างน้อยทุกคนต้องไปถึงเทียร์สามขั้นกลาง ส่วนคนที่อยู่ขั้นกลาง แม้เลื่อนเป็นขั้นสูงจะยาก ข้าก็จะพยายามหายามาสนับสนุนให้”
บรรยากาศรอบโต๊ะเงียบลงในบัดดล ใบหน้าทั้งสิบสามคนเต็มไปด้วยความจริงจังและกังวล แม้นายน้อยให้คำมั่น แต่พวกเขาต่างรู้ว่ายาเหล่านั้นมีค่ามหาศาลเกินกว่าที่จะเอื้อมถึงได้ง่าย ๆ
นิโคลัสมองสายตาเหล่านั้นก็เข้าใจทันที จึงกล่าวเสริม
“พวกท่านเห็นรถม้าแล้วใช่ไหม ข้าบอกได้เลยว่านั่นเป็นแค่ส่วนหนึ่ง ยังมีอีกมากอยู่ในหัวของข้า แต่ก่อนอื่น ข้าต้องเข้าไปศึกษาในสถาบัน เพราะอาจผสานความคิดบางอย่างเข้ากับจารึกเวทได้ หากถึงตอนนั้น เรื่องเงินจะไม่เป็นปัญหาอีก แต่ถ้าวันนั้นมาถึงแล้วน้ำยาพร้อมแล้ว แต่พวกท่านยังไม่พร้อม… อย่าโทษว่าข้าแล้วกัน”
“มั่นใจได้เลยนายน้อย ข้าจะขยันฝึกเต็มที่แน่นอน”
แจ็คยืนขึ้นยืดอก พูดด้วยท่าทีมั่นใจเกินร้อย
แต่ก่อนที่เขาจะได้รับคำชม เสียงแซวแทรกขึ้นมา
“คนอื่นเขาขยันฝึกกันตามปกติ มีแต่เจ้านี่แหละที่ขี้เกียจ ชอบหนีเที่ยวอยู่เรื่อย”
บอริสรองหัวหน้าหน่วยเอ่ยพลางหัวเราะ ทำเอาหลายคนยิ้มขบขัน
ยังไม่ทันที่แจ็คจะเถียง เสียงทุ้มเข้มอีกเสียงก็ดังขึ้นกดบรรยากาศให้สงบลงทันที
“นายน้อยโปรดวางใจ ข้าจะออกแบบการฝึกให้พวกเขาเหมือนสมัยอยู่ที่ตระกูล”
น้ำเสียงของชายชราหนักแน่น เย็นเยียบ กลับมาเป็นพ่อบ้านรอยผู้ซื่อสัตย์ดังเดิม
นิโคลัสพยักหน้า
“ข้าฝากท่านตาด้วย”
เมื่อเห็นทุกคนเงียบลง อารินเป็นฝ่ายทำลายความเงียบ
“นายน้อย ข้ากับอีรินจัดเสื้อผ้า ตำรา และของใช้จำเป็นให้ท่านแล้ว ใส่ไว้ในถุงเก็บของ อยู่บนโต๊ะในห้องท่านเรียบร้อย”
นิโคลัสพยักหน้า แววตาอบอุ่น
“ขอบคุณพวกท่านมาก ข้าแทบไม่มีเวลาเตรียมการเลย”
อีรินรีบเอ่ยต่อทันที
“นายน้อยไม่ต้องขอบคุณหรอก มันเป็นหน้าที่ของพวกข้าอยู่แล้ว… ที่จริงถ้าท่านไม่ได้เลือกพักในสถาบัน ท่านพ่อก็คิดจะจ้างเมดมาดูแลท่านด้วยนะ แต่พอท่านเลือกหอใน ท่านพ่อก็ยกเลิกไป”
นิโคลัสเหลือบมองชายชราที่นั่งปลายโต๊ะ แต่เขากลับทำเพียงตักอาหารเข้าปาก แสร้งทำเป็นไม่สนใจสิ่งที่พูดถึง
“ข้าอยากอ่านตำราของสถาบันให้มากที่สุด เพราะเขาไม่อนุญาตให้นำหนังสือออกไปข้างนอก เลยจำเป็นต้องเลือกหอใน อีกอย่าง ข้าโชคดีที่ได้ห้องพักเดี่ยวจากสิทธิ์นักเรียนยี่สิบอันดับแรก ทำให้สะดวกสบาย หากไม่ได้สิทธิ์นั้น ข้าคงลำบากกว่านี้มาก”
เสียงพูดคุยรอบวงเบาลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินเรื่องสิทธิ์พิเศษของสถาบัน บางคนพยักหน้าอย่างเข้าใจ บางคนมีแววตาแฝงความภาคภูมิใจ
สิทธิพิเศษของสถาบันวาลเดียลา คือห้องพักเดี่ยวสำหรับนักเรียนยี่สิบอันดับแรก ส่วนอันดับยี่สิบเอ็ดถึงห้าสิบได้ห้องพักคู่พร้อมห้องน้ำในตัว
ขณะที่นักเรียนทั่วไปต้องพักหอรวม ห้องละสี่คนที่มีห้องน้ำภายใน ซึ่งต้องช่วยกันดูแลความสะอาดเอง
“นายน้อย อย่าหักโหมเกินไปนัก ต้องพักผ่อนให้เพียงพอด้วยนะขอรับ”
อังเดรเอ่ยเตือน น้ำเสียงจริงใจจนต่างจากชายผู้เคยหยิ่งยโสในคืนแรกที่พบกันโดยสิ้นเชิง
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากหลายคน ก่อนจะมีเสียงแทรกตามมาเป็นระยะ ทั้งกำลังใจและการเตือนเล็กน้อยเรื่องการใช้ชีวิตในหอพักใหม่
ท้ายที่สุด วิคเตอร์ก็เอ่ยขึ้น น้ำเสียงขรึมแต่แฝงความห่วงใย
“ท่านจะฝึกทักษะการต่อสู้ในสถาบันต่อหรือไม่? สนามฝึกส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เปิดโล่ง หากท่านไปฝึกทักษะอื่น ๆ คนอื่นคงเห็นหมด”
คำถามทำให้นิโคลัสชะงัก เขาเองก็ไม่รู้เรื่องนี้ จึงหันไปมองจอมเวทชราที่นั่งนิ่งอยู่นาน
“มองข้าเช่นนั้นทำไม”
จอมเวทรอยถอนหายใจเล็กน้อย
“นักเรียนชั้นยอดมีสิทธิ์ใช้ห้องฝึกส่วนตัวอยู่แล้ว… ตอนนั้นเจ้าไม่ได้เป็นชั้นยอดเลยไม่รู้ สถาบันก็ไม่ได้ประกาศให้แพร่หลาย เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำเกินไป พวกชั้นยอดเองก็เงียบเฉยเพราะไม่มีผลเสียต่อพวกมัน”
เสียงรอบวงเงียบลงอีกครั้ง บางคนเหลือบตามองรอย บางคนทำเพียงก้มหน้ากินเงียบ ๆ เพราะต่างรู้ว่าเรื่องในอดีตของชายชรายังเป็นบาดแผล
หากตอนนั้นไม่ไปอยู่ตระกูลเบลลาทอร์ บางทีชะตาของลูกชายเขาอาจไม่เป็นเช่นนั้น
นิโคลัสกลับเผยรอยยิ้มกว้าง ความกังวลในใจคลายไปทันที ห้องฝึกส่วนตัวคือสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด
เขายกแก้วเครื่องดื่มขึ้นช้า ๆ แสงตะเกียงสะท้อนในของเหลวสีอำพัน ก่อนเอ่ยเสียงหนักแน่น
“ข้า นิโคลัส เบลลาทอร์ ขอบคุณทุกท่านด้วยใจจริง หากไม่มีพวกท่าน ข้าย่อมไม่มีวันมาถึงจุดนี้ นับจากนี้ ข้าจะเรียนรู้และสร้างรากฐานของเราขึ้นใหม่ กองกำลังของเรา เขี้ยวอัสดง จะอยู่ในมือของพวกท่าน”
สายตาของเขาหันไปยังทิศใต้ราวมองผ่านกำแพงเมือง สู่แผ่นดินที่เคยสูญเสียทุกสิ่ง
“ยามใดที่เรามีพลังแข็งแกร่งพอ ไม่เพียงแค่ต่อสู้กับปีศาจหรือสัตว์อสูร แต่เราต้องยืนหยัดในวงการค้าและอำนาจอย่างมั่นคง เมื่อทุกอย่างพร้อม ข้าจะนำทัพกลับไปทวงความแค้นของพวกเรา”
ราวกับอากาศหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนแก้วหลายใบถูกยกขึ้นพร้อมเสียงโห่ฮึกเหิม ความอบอุ่นและความมุ่งมั่นผสานกลมกลืนกันในค่ำคืนนั้น…
จบภาค 1 "อัสดง"