หลินอู๋เฉินไม่ได้ใส่ใจการตายของใครหรอก
ที่เขาย่ำเดินคือเส้นทางอมตะ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาตั้งมั่นไว้ว่าต้องเดินไปให้ถึง เพราะมีเหตุผลและสิ่งตั้งมั่นนั้นเป็นหลักยึดเหนี่ยว เขาจึงยังเดินไปบนเส้นทางนี้
ขับรถมาถึงฉู่หลง ก็พบกับภรรยาปลอมๆ หยางลู่ซือ ตรวจสอบด้วย'เนตรอัตตา'ดูเหมือนว่าอีกไม่นาน ลมปราณจะทะลวงไปอีกขั้น
“สามี คุณกลับมาพอดีเลย แต่ฉันยังไม่ได้เริ่มทำอาหารหรอกนะคะ กำลังเริ่มทำน่ะค่ะ หวังว่าคุณจะรอได้นะคะ” หยางลู่ซือที่อยู่ในชุดผ้ากันเปื้อนยิ้มกล่าว นี่ก็หลายวันแล้วที่ความจำเสื่อม ปัจจุบันทำงานเป็นอาจารย์สอนเพลงกระบี่ในสำนักต้าเทียน เลิกงานก็มาทำอาหารให้สามีทาน
ชีวิตในฝันของชายหนุ่มหลายคนคงอยากมีภรรยาแบบเธอ
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องรีบ”
หลินอู๋เฉินนั่งลงบนเก้าอี้ พักผ่อนดวงตาและร่างกาย หยางลู่ซือไม่ได้เข้าไปรบกวน ทำอาหารในครัวและชิมไป
หลินอู๋เฉินสำรวจดูตันเถียน
การต่อสู้วันนี้ใช้พลังวิญญาณเพียงอย่างเดียวไม่ใช้กระบวนท่า แต่กระนั้นลูกแก้ววิญญาณยังมากล้นด้วยพลัง เหตุนั้นง่ายมาก ด้วยตอนนี้ที่อยู่ในขั้นที่สูงขึ้นการบริโภคพลังจะน้อยลงมา และทักษะจะรุนแรงขึ้น
และนอกจากนั้นยิ่งลูกแก้ววิญญาณมีขนาดใหญ่มากเท่าไหร่ การเพิ่มระดับขั้นไปตำหนักวิญญาณก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ลืมตาขึ้นมาก็พบว่าแดดยามนี้เป็นสีส้ม
เสียงไก่ขันข้างบ้านช่างรำคาญ แต่กลับทำให้เขานึกถึงบ้านในชนบท
หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา มองดูรูปถ่ายครอบครัว น้องสาวถักเปียใบหน้าจิ้มลิ้ม ดูน่ารักน่าเอ็นดู
“เฮ้อ...ไม่รู้ว่าป่านนี้น้องสาวคนนี้เป็นยังไงบ้าง คงต้องหาเวลาว่างกลับไปบ้านสักหน่อย” หลินอู๋เฉินพึมพำ ยิ่งมองดูรูปเธอก็ยิ่งคิดถึง
..........
ตระกูลสือ
สือก้วนผิงที่กลับเข้ามาในบ้านมีท่าทางร้อนใจ กินไม่ได้นอนไม่หลับ ครุ่นคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในสนามประลอง ยิ่งคิดก็ยิ่งใจสั่น หากแต่ลูกชายถูกฆ่าตายไปต่อหน้าต่อตา เขาจึงไม่สามารถกล้ำกลืนฝืนทนความอัปยศได้อีกต่อไป
สือก้วนผิงตบโต๊ะดังปัง ทำเอาสมาชิกตระกูลที่ตามมาจากบนเขาซือฟางมีท่าทางตื่นตกใจ
“หลินอู๋เฉินกำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว เขาไม่เห็นหัวตระกูลสือ คิดจะฆ่าคนก็ฆ่า แบบนี้ปล่อยไว้ไม่ได้เด็ดขาด ในฐานะผู้นำตระกูลฉันต้องฆ่าเขาเป็นหมื่นๆ ครั้ง!”
แต่พูดน่ะพูดได้ แล้วใครล่ะจะฆ่าหลินอู๋เฉินได้
แม้แต่คนของสำนักซูที่บอกนักบอกหนาว่าเก่ง พอเจอเข้ากับหลินอู๋เฉินก็ล้มไม่เป็นท่า พ่ายแพ้ยับเยิน เหลือรอดเพียงไม่กี่ชีวิตเท่านั้น
สมาชิกตระกูลสือมองหน้ากัน แต่ไม่รู้ว่าจะตอบสนองความต้องการผู้นำตระกูลยังไงดี
“พ่อครับ สำนักซูไม่ปล่อยหลินอู๋เฉินไว้แน่ ผู้เฒ่าหลานหลงถูกฆ่าตายบนลานประลอง พวกเขาจะต้องเคลื่อนไหวทวงความยุติธรรมกับหลินอู๋เฉิน ผมว่าตอนนี้เราควรอยู่เงียบๆ รอดูสถานการณ์ไปก่อนดีกว่าครับ” สือหวังเฉา หนึ่งในลูกชายเสนอทางออก
“ใช่ครับพ่อ ต่อให้หลินอู๋เฉินจะแข็งแกร่งแต่เขาก็ตัวคนเดียว จะสู้กับคนจากสำนักซูได้ยังไง ผมเชื่อว่าเขาจะต้องถูกฆ่าตาย หรือถ้าหากไม่ถูกฆ่าอย่างน้อยก็ต้องได้รับบาดเจ็บหนัก พวกเราควรรออยู่เงียบๆ เถอะครับ แล้วจากนั้นค่อยเล่นงานหลินอู๋เฉินก็ไม่สาย”
สือก้วนผิงตรึกตรองใคร่ครวญถึงสิ่งที่ลูกหลานกล่าว
ตัวตนของหลินอู๋เฉินประหลาดมาก สิ่งที่ได้แสดงวันนี้ช่างน่าอัศจรรย์ แต่ปฏิเสธไม่ได้อยู่ดีว่าเขาตัวคนเดียวไม่มีผู้ช่วย ถ้างั้นการฆ่าก็ง่าย ถึงยังไงซะสู้กับคนจำนวนมากก็ต้องมีเหนื่อยบ้างละ
สือก้วนผิงพยักหน้าลับๆ ก่อนจะตัดสินใจบางอย่างได้ “หวังเฉา สืบประวัติของหลินอู๋เฉินมา พ่ออยากจะรู้นักว่าครอบครัวเขาเป็นใครอยู่ที่ไหน เอาให้ละเอียดนะ!”
สือหวังเฉาที่ยืนอยู่ยืดหลังตรง ใบหน้าหนักแน่นจริงจัง “ได้ครับพ่อ ผมจะเร่งการสืบสวนและหาข้อมูลเขามาให้เร็วที่สุด!”
นี่คือโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้นำตระกูล สือหวังเฉามีเหรอจะไม่คว้าโอกาส
สมาชิกตระกูลที่เหลือพากันแยกย้าย แต่ลึกๆ ย่อมอิจฉาหวังเฉา ดังนั้นจึงมีคนบางกลุ่มเริ่มเลียขา สนับสนุนการขึ้นเป็นผู้นำตระกูลสือรุ่นถัดไป
แม้จะยังไม่มีการกล่าวออกมาอย่างชัดเจนถึงผู้ที่ถูกเลือก แต่ทุกคนย่อมรู้ว่าต้องเป็นเขาแน่ๆ
..........
ฉินกรุ๊ปฯ
ซ่งจื่อจิงนั่งอยู่บนเก้าอี้ผู้บริหารห้องประธานบริษัท เธอเหยียดปลายเท้าไปที่โต๊ะ เอนกายพิงพนักเก้าอี้ มือจับโทรศัพท์เล่นเกม ไม่ได้ทำงานอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ
ประตูห้องถูกเคาะ ซ่งจื่อจิงกัดฟันกรอด รู้นะว่าต้องเป็นยายเลขาจางนั่นแน่ๆ เคาะไม่รู้เวล่ำเวลา สงสัยคงอยากโดนทำโทษอีกเป็นแน่
ประตูห้องถูกเปิดหลังจากได้รับอนุญาต เลขาจางเดินเข้ามา เมื่อเห็นสีหน้าของคุณหนูซ่งเธอก็รู้สึกกลัว
“จางหลี่ ฉันเคยบอกแล้วว่าเวลานี้เล่นเกมไม่อยากให้เธอมารบกวน แล้วนี่เธอเข้ามาเคาะประตูทำไม มีเรื่องอะไรก็วางไว้ก่อน หรือว่าเธอต้องการเห็นฉันแพ้!” ซ่งจื่อจิงทำเสียงดังทั้งที่ยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ ก่อนจะปรับเปลี่ยนสีหน้าเมื่อเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาข้างหลังเลขาจาง
“แม่...มาที่นี่ได้ยังไง” ซ่งจื่อจิงลุกขึ้นยืน ลืมการมีอยู่ของเลขาจางไปหมดสิ้นเมื่อนางเฉียนเดินเข้ามาในห้อง
“เอาล่ะ เธอออกไปก่อน” นางเฉียนบอกเลขาจาง เธอรับคำรีบล่าถอย ประตูห้องถูกปิด สองแม่ลูกอยู่กันตามลำพัง
“ไหนบอกว่าประชุม เห็นอยู่ว่ากำลังเล่นเกม?” นางเฉียนถาม
ซ่งจื่อจิงเดินเข้ามานวดไหล่ให้ ปั้นหน้ายิ้มเก่ง “เพิ่งประชุมเสร็จค่ะ ตอนนี้อยู่ในช่วงเวลาพักหนูเลยพักสมองด้วยการเล่นเกม”
“เหรอ แล้วโทรมาทำไมไม่รับ”
“เอ่อ...หนูมีโทรศัพท์สองเครื่อง เวลาเล่นเกมไม่อยากถูกรบกวน อีกเครื่องเลยปิดสัญญาณไว้ค่ะ ว่าแต่แม่มีเรื่องอะไรหรือเปล่าถึงได้มาหาหนูถึงบริษัท จริงสิคุณหลินเป็นยังไงบ้าง การแข่งครั้งนี้ตระกูลซ่งเราชนะใช่หรือเปล่าคะ”
นางเฉียนถึงกับยิ้มแก้มปริ พยักหน้าเป็นคำตอบลูกสาว
ซ่งจื่อจิงดีใจจนตัวลอย เธอกอดแม่ทั้งยังพูดว่า “เห็นไหมล่ะ แฟนหนูเก่งที่สุด ตัวตนของเขาไม่ใช่ธรรมดา นอกจากร่ำรวยเงินทองแล้วยังเก่งมากอีกด้วย”
“จ้าๆ เขาอันตรายสุดๆ เลยล่ะ” นางเฉียนยืนยันคำตอบ
“จริงเหรอคะ แม่เล่าให้ฟังหน่อยสิว่าการต่อสู้วันนี้เป็นยังไง แฟนหนูจัดการพวกบ้านั่นยังไงคะ” ซ่งจื่อจิงจับมือนางเฉียนให้นั่งลงบนเก้าอี้
นางเฉียนไม่กล้าเล่าทั้งหมด เพราะเธอไม่รู้ว่าลูกสาวรู้เกี่ยวกับหลินอู๋เฉินมากน้อยแค่ไหน รวมถึงไม่ได้เล่าเกี่ยวกับการตายของคนสำนักซูและตระกูลสือ
ได้ฟังคำพูดจากปากแม่ซ่งจื่อจิงก็ปลื้มปริ่ม
“คนที่เฉินหยูพามา ตอนนี้เป็นยังไงบ้างคะ”
นางเฉียนหัวเราะขบขัน “หน้าตาดูไม่ได้ ถูกซ้อมซะยับเยินเลยล่ะ และนอกจากนั้นเขายังคุกเข่าต่อหน้าคุณหลิน อยากให้คุณหลินรักษาพี่สาวที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย”
ซ่งจื่อจิงแสดงท่าทางรังเกียจ “หน้าไม่อาย ยังกล้ามาขอร้องแฟนหนูอีก แล้วคุณหลินตอบตกลงว่าจะหาหมอเก่งๆ มารักษาหรือเปล่าคะ”
“ไม่ เขาขับรถออกไป ไม่ได้เหลียวมองหมอนั่นด้วยซ้ำ”
ซ่งจื่อจิงพยักหน้า เธอรู้อยู่แล้วว่าหลินอู๋เฉินไม่ให้ค่าคนธรรมดา
นางเฉียนดึงมือลูกสาวเข้ามา ตามด้วยกล่าว “จิงเออร์ วันนี้ที่แม่มาก็เพื่อจะให้ลูกชวนคุณหลินมาทานข้าวที่บ้าน ตามคำชวนของคุณปู่”
“เอ๋...แล้วแม่ไม่ชวนเองละคะ วันนี้เจอหน้ากันแล้วไม่ใช่เหรอ”
“ไม่ได้ คุณหลินไม่ได้มีเวลาว่างมาคุยกับแม่นะ และนอกจากนั้นใครจะกล้าหยุดเขาล่ะ คงมีแต่ลูกที่เป็นแฟนเท่านั้นถึงจะกล้าเข้าไปคุย”
“อ้อ...” ซ่งจื่อจิงพยักหน้าเข้าใจ ตัวตนของหลินอู๋เฉินในสายตาคุณปู่คือสูงมาก เป็นเรื่องปกติที่จะไม่มีใครกล้าชวนตรงๆ จึงต้องอ้อมมาหาเธอ
“จริงสิ เพราะคุณหลินวันนี้ลูกถึงได้หุ้นของเฉินหยูตั้ง 5 เปอร์เซ็นต์นะ!”
“มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอคะ!”
“ใช่...”
นางเฉียนเริ่มเล่าอีกครั้ง ซ่งจื่อจิงที่รับฟังก็ยิ่งมีความสุข ใบหน้าเชิดเริ่ดหยิ่ง นัยน์ตาคู่นั้นมีความเกลียดชังจำนวนมากซ่อนอยู่
“สมน้ำหน้าเฉินหยู สถานะในตระกูลของเธอกำลังตกต่ำ ตอนนี้มันถึงเวลาที่ฉันกำลังเฉิดฉาย...ไม่ได้การ ต้องรีบติดต่อไปหาคุณหลิน วันนี้ฉันจะต้องพาเขาไปที่ตระกูลให้ได้!”
นางเฉียนมีความสุขเมื่อเห็นท่าทางดีใจของลูกสาว ในขณะเดียวกันเธอก็ติดต่อหาบรรดาญาติๆ ให้เข้าร่วมงานวันนี้ เผื่อว่าจะถูกตาคุณหลินบ้าง อนาคตจะได้สดใสเหมือนลูกสาวของเธอ
.........
เวลาเดียวกัน สำนักซู
สำนักซูตั้งอยู่ในเมืองชุนเหลียนเยื้องไปทางนอกเมืองหน่อยๆ รายล้อมด้วยทิวทัศน์สวยงาม ตึกรามบ้านช่องแถวนี้ไม่ค่อยมี สำนักซูจึงเด่นสง่า
ตัวสำนักสร้างแบบเป็นเรือนหลังเล็กและใหญ่สลับกันไป โดยรวมยิ่งใหญ่กว่าสำนักต้าเทียนหรือสำนักชิวหาน นอกจากนั้นศิษย์ของที่นี่ยังแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
“อาหลาน กลับมาแล้วเหรอ แล้วศิษย์พี่หลานหลงล่ะไปไหน ทำไมฉันถึงไม่เห็นหน้าเลย”
อาหลานก้มศีรษะ เอ่ยตอบทั้งน้ำตา “อาจารย์เกา...อาจารย์หลานหลง...ถูกฆ่าตายแล้วครับ!”
“ว่ายังไงนะ!” อาจารย์เกาลุกขึ้นยืน ใบหน้าถมึงดุร้ายสุดขีด
อาหลานตกใจกลัวจนต้องรีบอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่นานอาจารย์เกาก็เข้าใจเรื่องราวทุกอย่าง
“ผู้ฝึกยุทธ นี่ค่อนข้างเป็นปัญหา” อาจารย์เกาพลันมีสีหน้าเคร่งเครียดกว่าเดิม มองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ