เสน่หาชั่วกัลป์

    บทที่ 37 เผายาวจิ่วให้ตาย!

    คณะละครตระกูลเยี่ยนอย่างไรเสียก็มีคนตาย หนึ่งศพสองชีวิต ยามค่ำคืนมีเสียงวิญญาณร้องโหยหวน จนผู้คนตื่นตกใจ


    เป็นปีชงของคณะละครตระกูลเยี่ยน เข้ามาหนึ่งตายหนึ่ง เข้ามาสองตายสอง!


    คณะละครตระกูลเยี่ยนทำให้เทพเจ้าไม่พอใจ เถ้าแก่เยี่ยนจู่ ๆ เกิดคลั่งเตะเฟิ่งฮัวจนตาย ในท้องเฟิ่งฮัวมีทารกที่ตายอย่างไม่เป็นธรรม กลายเป็นค้างคาวดูดเลือดที่ต้องการชีวิตเถ้าแก่เยี่ยน เยี่ยนเต๋อหลินก็เป็นบ้า


    ในคณะละครตระกูลเยี่ยนล้วนแต่เป็นคนตาย ไม่อย่างนั้นจะมีหนูมากมายเช่นนั้นทะลักออกมาได้อย่างไร?  


    คนที่อยู่ในคณะละครตระกูลเยี่ยนล้วนกินคน! ล้วนเป็นปีศาจที่แปลงเป็นค้างคาวดูดเลือด! เมื่อค่ำคืนพระจันทร์เต็มดวงก็ต้องการดื่มเลือดกินคน! 


    ข่าวลือเกี่ยวกับคณะละครตระกูลเยี่ยนเล่าต่อ ๆ กันไปจากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย เล่าไปเล่ามากลายเป็นสิ่งน่าสะพรึงกลัว ใครก็ตามที่เอ่ยถึงคณะละครตระกูลเยี่ยนล้วนรู้สึกถึงความน่าขนพองสยองเกล้า ชั่วขณะหนึ่งที่คนในเขตลิ้วเหอหวาดหวั่นตื่นตระหนก


    มีคนนำเลือดสุนัขดำไปสาดประตูใหญ่ของคณะละครตระกูลเยี่ยน ผู้คนมากมายพากันร้องเรียกให้เผาปีศาจในนั้นให้ตาย! ชื่อของยาวจิ่ว นั่นแค่ฟังก็รู้ว่ามิใช่คน คนปกติทั่วไปใครบ้างไม่มีชื่อเรียกว่าฟู่กุ้ย ว่างฉาย ? ไหนจะรูปร่างหน้าตาของยาวจิ่ว ทั้งเขตลิ้วเหอไม่เจอใครที่มีเสน่ห์เย้ายวนมากไปกว่ายาวจิ่ว แม้แต่ชุนเหนียงในหอต้านชุนที่หน้าตาแพรวพราวเย้ายวน ก็ยังเทียบไม่ได้สักครึ่งหนึ่งของริมฝีปากแดงระเรื่อของยาวจิ่ว


    ในที่ว่าการเขต ชวีหนานอีกำลังยกแขนเสื้อ พลิกดูตำราไม้ไผ่ ตรวจอ่านเรื่อง《บันทึกเรื่องประหลาดอัศจรรย์》


    หลี่ต้าจ้วงหัวหน้าหยาอีรีบร้อนวิ่งมา กระหืดกระหอบตะโกนว่า “ตะ...ใต้เท้า ใต้เท้า แย่แล้ว!”


    ชวีหนานอีไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาได้ตอบกลับไปว่า “ใต้เท้ายังดีมาก ใครกันที่แย่?”


    หลี่ต้าจ้วงรีบกล่าว “เป็นยาวจิ่ว! คณะละครตระกูลเยี่ยนถูกล้อมไว้หมดแล้ว ทุกคนต้องการจุดไฟเผายาวจิ่วให้ตาย บอกว่ายาวจิ่วเป็นปีศาจแปลงมา”


    ชวีหนานอีค่อย ๆ ขมวดคิ้ว โยนตำราไม้ไผ่ทิ้ง ปล่อยแขนเสื้อลง กล่าวอย่างคล่องแคล่วว่า “ไป!” ผู้ปลุกระดมชาวบ้านให้กระทำการกระหายเลือดช่างน่าชังยิ่งนัก! ผู้โง่เขลาที่ไม่รู้ความเขลาของตนช่างน่าสงสาร แต่ผู้น่าสงสารกลับยังเป็นผู้ที่น่าชังอีกด้วย! 


    ชวีหนานอีเพิ่งจะกลับมาเหยียบที่ว่าการเขต เปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมรับประทานอาหาร ก็กลับถูกเรื่องป่าเถื่อนพวกนี้ทำให้ต้องออกไปอีกครั้ง ช่างน่าเกลียดน่าชังจริง ๆ!


    ชวีหนานอีควบม้ามุ่งตรงไปยังคณะละครตระกูลเยี่ยน ผ่านประตูใหญ่ที่ถูกชาวบ้านทั้งสาดเลือดสุนัข ทั้งทุบเจาะเป็นรู มุ่งตรงไปหลังบ้าน ตวัดชุดคลุมพลิกตัวลงจากม้า 


    หลังบ้าน ผู้คนมากมายทะเลาะตบตีกันเป็นกลุ่มก้อน 


    ตามที่หลี่ต้าจ้วงแจ้งข่าว เป็นชาวบ้านที่ต้องการจับยาวจิ่วไปเผา หากแต่เวลานี้ที่เห็นกลับเป็นคนสองฝ่ายกำลังต่อสู้กัน


    โอ้โฮ ทั้งหมัดทั้งเท้าล้วนทรงพลัง


    ชวีหนานอีหาสถานที่ที่ค่อนข้างปลอดภัย ใช้เท้าเกี่ยวเก้าอี้ยาวมาหนึ่งตัว สะบัดเสื้อคลุมนั่งลงแล้วคลี่พัด ดวงตาแหลมคมเรียวยาวหรี่ลงครึ่งหนึ่ง มองดูความครึกครื้นนี้อย่างสบายใจ


    ที่ว่าการเขตมีม้าทั้งหมดสองตัว หนึ่งในนั้นแก่ตายไปเมื่อวันก่อน ด้วยเหตุนี้หลี่ต้าจ้วงจึงทำได้แค่วิ่งนำเหล่าหยาอีมาตลอดทาง แม้ว่าระยะทางจะไม่ไกล แต่ก็เหนื่อย หายใจอย่างกระหืดกระหอบ 


    หลี่ต้าจ้วงเพิ่งวิ่งมาถึงหลังบ้าน เห็นผู้คนมากมายสู้รบกันเป็นกลุ่มก้อน เกรงว่าชวีหนานอีจะอยู่ด้านในจึงรีบร้อนตะโกน: “หยุด! หยุด! ท่านใต้เท้ามาถึงแล้ว รีบหยุดเดี๋ยวนี้!”


    หลี่ต้าจ้วงไม่ทำให้ชื่อเสียงชวีหนานอีผิดหวัง เกิดมาทั้งสูงทั้งกำยำ กล่องเสียงใหญ่กว่าเป็นพิเศษ เสียงที่เปล่งออกไป ในที่สุดผู้คนก็ได้สติ ค่อย ๆ คลายกำปั้น ถอยไปด้านหลังหนึ่งก้าว 


    คนที่ฉลาดสักหน่อย ตามหาสถานที่ที่ใต้เท้าชวีหนานอีอยู่ แล้วก้าวเข้าไปทำการคารวะ 


    ถัดมาไม่นาน ผู้คนทั้งแถบต่างพากันคุกเข่า ยกเว้นสองคน


    ชวีหนานอีไม่แลสองคนนั้น กวาดสายตามองแค่ยี่สิบกว่าคนที่คุกเข่าอยู่ใต้เท้าของตน ยิ้มอย่างมีไมตรีก่อนจะเอ่ย “เมื่อครั้งที่ข้าเพิ่งเป็นขุนนางที่เขตลิ้วเหอ ยังรู้สึกกังวลไม่น้อยว่าไม่มีวิธีในการเป็นผู้ปกครองที่ดี แต่ในวันนี้สายตาของข้าเห็นทุกท่านแต่ละคนมีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยพลัง สุขภาพร่างกายแข็งแรง รู้สึกสบายใจยิ่งนัก”  


    หนึ่งประโยคกล่าวไปคนไม่น้อยหน้าแดง แต่ยังมีบางคนไม่รู้ความ เลียนแบบท่าทางอย่างในละคร ไตร่ตรองพิจารณา ส่ายหัวไปมาและตอบว่า “ใต้เท้าชมเกินไป ใต้เท้าชมเกินไป” 


    ชวีหนานอีไม่รู้สึกเคอะเขิน กลับเออออไปตามคำกล่าวของคนพวกนั้น “ในเมื่อทุกท่านล้วนมีพละกำลังถึงเพียงนี้ ก็มาช่วยข้าสร้างเขื่อนกั้นน้ำเป็นอย่างไร นำพาความผาสุขมาให้แก่เขตลิ้วเหอ


    ตระกูลที่พอมีลู่ทางที่ดีกลับไม่ยินดี กล่าวพึมพำว่า “มีสิทธิ์อะไรให้พวกเราไปสร้างเขื่อน?” 


    ชวีหนานอีเลิกคิ้ว กล่าว “อ้อ” ลากเสียงยาว “รวมตัวก่อความวุ่นวาย บุกรุกที่พักตามอำเภอใจ ขัดแย้งกับข้า เจ้าคิดจะใช้ข้อหาใดเข้าไปอยู่ในคุกดี? ข้ามีเมตตาเจ้าบอกมาว่าต้องการแบบใด ข้าจะจัดให้แบบนั้น”


    คนพวกนั้นแห้งเหี่ยวลงทันที รีบตอบ “ข้าน้อยยอมไปสร้างเขื่อน”


    ผู้คนที่ถนัดการเล่นลิ้นรีบตอบ “ใต้เท้า พวกข้าน้อยเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา เหตุไฉนจะกล้ารวมตัวก่อความวุ่นวาย? เพียงแค่ยาวจิ่วนั่นเป็นปีศาจ หากไม่กำจัดในสักวันหนึ่ง ชาวบ้านเขตลิ้วเหอคงกินไม่ได้นอนไม่หลับ วันนี้ที่พวกข้ามา เป็นการกำจัดอันตรายให้ผู้คน เหตุใดจึงกล่าวว่าก่อความวุ่นวาย? ขอใต้เท้าช่วยชี้แนะ” 


    ชวีหนานอีหัวเราะลั่น ชี้ไปที่ยาวจิ่วที่ผมเผ้ากระเซิง ริมฝีปากแตก รองเท้าไม้หายไปข้างหนึ่ง เขาส่ายหัวแล้วเอ่ย “พวกเจ้าเคยเห็นปีศาจตนไหนดูน่าอนาถเช่นนี้บ้าง หากเขาเป็นปีศาจ พวกเจ้ายังสามารถคุกเข่าอยู่ตรงนี้ตอบคำถามได้หรือ?”


    พวกชาวบ้านต่างมองกันไปมาโดยไม่มีคำกล่าวใด


    ทันใดนั้นชวีหนานอีตะโกนว่า “พูดมา! เหตุใดจึงรวมตัวก่อความวุ่นวาย?!”


    มีผู้ใจกล้าตะโกนตอบกลับไป “ใต้เท้า พวกเราชาวเขตลิ้วเหอไม่อาจให้อภัยคณะละครตระกูลเยี่ยน! ต้องไสหัวพวกมันออกไป! ช่วงนี้ ในคณะละครตระกูลเยี่ยนก่อความวุ่นวายมากมายเหลือคณานับ ทั้งหนูทั้งค้างคาว พวกข้าน้อย...พวกข้าน้อยกลัว” 


    เมื่อได้ฟังข้อซักถามจากบางคน ชาวบ้านที่มาเข้าร่วมก็ตะโกนลั่นว่า “ใช่แล้ว ใช่แล้ว พวกข้าได้ยิน เฟิ่งฮัวนั่นตายอย่างน่ากลัว ทั้งตัวกลายเป็นเหมือนกับคนแก่”  


    ยังมีคนกล่าวว่า “ยังมีอีก ยังมีอีก คนขับรถม้าเคยกล่าวกับข้าน้อยว่า เยี่ยนเต๋อหลินมักจะได้ยินเสียงผีเคาะประตู แต่พอเปิดประตูกลับไม่พบใคร ทำให้เยี่ยนเต๋อหลินตกใจจนโง่ไปเลย!” 


    ยังมีคนกล่าวต่อมาติด ๆ ว่า “ไม่แค่นั้น ไม่แค่นั้น ในคณะละครตระกูลเยี่ยนยังมีหนูวิ่งออกมามากมายทำเอาคนตกใจตายไปแล้ว”


    ทุกคนผลัดกันกล่าวคนละทีสองที แค่รู้สึกว่ายิ่งกล่าวก็ยิ่งน่ากลัวไปกันใหญ่ สายตามองไปยังหลังบ้านที่แสงอาทิตย์ทอเป็นประกาย กลับกลายเป็นมืดมน ทั้งขาและท้องอดไม่ได้ที่จะเริ่มสั่น 


    คนใจกล้าคนเดิมตะโกน “เผายาวจิ่วให้ตาย! เผายาวจิ่วให้ตาย!” ตามเสียงที่เขาเรียกร้อง ชาวบ้านคนอื่น ๆ ก็เรียกร้องด้วย 


    ชวีหนานอีชำเลืองมองชายที่เป็นคนนำ ทว่ามิได้ห้ามชาวบ้านที่ก่อความวุ่นวาย เมื่อเกิดการเอะอะไปมาก็เริ่มเกิดอารมณ์ ง่ายที่จะดำเนินไปเช่นนี้ ใครที่สามารถเก็บอารมณ์ได้ หากไม่ตายก็ต้องถลกหนังออกมาสักชั้นหนึ่ง


    ในขณะที่ฝูงชนอยู่ในอารมณ์ฮึกเหิม ชวีหนานอีกวาดสายตาไปที่คนสองคนซึ่งยืนอยู่ ณ มุมหนึ่งของลานบ้าน 


    หนึ่งในนั้นคือยาวจิ่วที่ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อคลุมหลุดลุ่ย ริมฝีปากแตก ใบหน้าเขียวช้ำ ในมือถือท่อนไม้ ยืนตัวตรง การต่อสู้เมื่อครู่ทำให้รองเท้าไม้ของยาวจิ่วหายไปข้างหนึ่ง ในตอนนั้นจึงเตะรองเท้าไม้อีกข้างบินลอยออกไป สวมแต่ถุงเท้าธรรมดายืนอยู่อย่างภาคภูมิ 


    ชวีหนานอีเห็นการต่อสู้เมื่อครู่อย่างชัดเจน ใครก็ตามที่เข้าใกล้ยาวจิ่ว คนผู้นั้นจะโดนทุบตีอย่างเหี้ยมโหด วิธีใช้ไม้ตีของยาวจิ่วไร้แบบแผน เหมือนเป็นการระเบิดโทสะ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ยาวจิ่วจึงไม่มีการป้องกัน ปล่อยให้หมัดของผู้อื่นทุบตีบนร่างกายของตน คล้ายว่าตั้งใจให้เป็นแบบนั้น


    อีกผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ สวมผ้าลายปักสีดำ คอปกค่อนข้างสูง แขนเสื้อค่อนข้างยาว หน้าตาสะอาดสะอ้าน ผิวขาวใสกว่าบุรุษทั่วไปสองเท่า เขายืนอยู่เงียบ ๆ ดังว่าไร้ตัวตน แต่หากได้เหลือบมองไปทางเขาแล้ว กลับยากที่จะถอนสายตากลับมา มิใช่ว่าตกใจในความงดงามของรูปร่างหน้าตา แต่เป็น...สิ่งที่กล่าวได้ยาก อธิบายก็ไม่เข้าใจ มีความไม่แยแส เย็นชา หักห้ามใจ ลึกลับ สรุปคือไม่เหมือนกับคนทั่วไป ชวีหนานอีรู้ว่านั่นคือ ไป๋จื่อชี