หลี่เฟิ่งหวงตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ความอ่อนเพลียทางกายที่ตามมาจากการสำรวจตนเองในคืนก่อนได้จางหายไปแล้ว เหลือไว้เพียงความตื่นตัวและความกระหายใคร่รู้ที่แผดเผาอยู่ภายใน นางไม่ได้รู้สึกผิดหรือละอายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่กลับรู้สึกเหมือนได้เปิดประตูบานใหม่สู่โลกที่แท้จริงของความเป็นผู้ใหญ่
โลกที่เคยถูกมองผ่านม่านของความไร้เดียงสาและความคาดหวังอันสวยงาม บัดนี้กลับเผยให้เห็นความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังความสุภาพเรียบร้อยและจารีตประเพณี ทุกสิ่งรอบตัวที่เคยเป็นเพียงฉากหลังที่คุ้นเคย บัดนี้กลับเต็มไปด้วยร่องรอยของความปรารถนาที่นางไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน
นางเดินไปตามทางเดินในจวนแม่ทัพใหญ่ ซึ่งเป็นสถานที่ที่นางเติบโตมา แต่ทุกย่างก้าวกลับรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในดินแดนที่ไม่รู้จัก นางไม่ได้มองเพียงแค่ความงามของดอกไม้ในสวน หรือความสง่างามของสถาปัตยกรรมอีกต่อไป แต่มองทะลุเข้าไปในเบื้องหลังของทุกการกระทำ ทุกคำพูดและทุกสายตาที่ผู้คนมีต่อกัน
เช้าวันนั้น ขณะที่นางกำลังเดินผ่านลานด้านหลังที่เชื่อมไปยังห้องครัว นางสังเกตเห็นยามเฝ้าประตู ผู้มีใบหน้าซื่อตรงและเคร่งขรึม กำลังยืนอยู่ใกล้กับแม่ครัว ร่างอวบที่มักจะทำอาหารโปรดให้นางเสมอ ยามผู้นั้นมีนามว่า หลี่ซาน เป็นชายหนุ่มที่ดูซื่อสัตย์และไม่เคยแสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา แต่ในตอนนี้ แววตาของเขาที่มองไปยังแม่ครัวนั้นกลับเต็มไปด้วยความเร่าร้อนที่ถูกเก็บซ่อนไว้
แม่ครัวจูเจี่ยกำลังถือตะกร้าผักอยู่ แต่สายตาของนางไม่ได้อยู่ที่ผักในตะกร้า หากแต่อยู่ที่หลี่ซาน ทั้งสองไม่ได้พูดคุยกันอย่างเปิดเผย แต่มีสายตา ที่สื่อสารกันอย่างลึกซึ้ง หลี่ซานส่งถุงผ้าเล็กๆ ให้กับจูเจี่ยอย่างรวดเร็ว และจูเจี่ยก็รับมันไว้ด้วยรอยยิ้มที่ซ่อนเร้น ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้เกิดจากความยินดีในการทำงาน แต่เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและความลับที่มีร่วมกัน
มันเป็นเพียงเสี้ยววินาที แต่หลี่เฟิ่งหวงก็จับภาพนั้นไว้ได้อย่างชัดเจน ภาพของเฉินชางกับนางกำนัลก็แวบเข้ามาในความคิดของนางอีกครั้ง ความเร่าร้อนที่นางเห็นในตำหนักลับนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวังหลวง หรือในหมู่ชนชั้นสูงเท่านั้น แต่มันดำรงอยู่ในทุกชนชั้น ทุกมุมของโลกนี้ แม้แต่ในจวนแม่ทัพที่ดูเคร่งครัดและมีระเบียบวินัยแห่งนี้
"ความปรารถนาที่ซ่อนเร้น" คำนี้ผุดขึ้นมาในความคิดของนาง มันไม่ใช่ความรักที่เปิดเผย ไม่ใช่การหมั้นหมายที่ถูกกำหนด แต่มันคือ แรงขับเคลื่อน ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของมนุษย์ทุกคน นางตระหนักว่าโลกของผู้ใหญ่เต็มไปด้วย ความต้องการทางกาย ที่ไม่สามารถควบคุมได้ และผู้คนต่างก็หาทางเติมเต็มความต้องการเหล่านั้นในรูปแบบที่ซ่อนเร้น
นางยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นไม่ใช่อาการรังเกียจหรือความโกรธ แต่เป็นความเข้าใจที่เย็นชาและเฉียบคม นางตระหนักว่า ความปรารถนา คืออำนาจที่แท้จริงในโลกนี้ และนางเพิ่งจะค้นพบกุญแจที่จะไขไปสู่ความลับนั้น การตื่นรู้ทางกายของนางในคืนนั้น ไม่ได้เป็นเพียงการสำรวจร่างกายตนเอง แต่เป็นการเปิดประตูสู่โลกใหม่ที่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนและความซับซ้อน ซึ่งนางจะต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมมันให้ได้
ความกระหายใคร่รู้ที่เพิ่งถูกปลุกให้ตื่นขึ้นได้นำพาหลี่เฟิ่งหวงไปยังบริเวณที่เงียบสงบที่สุดของจวน ซึ่งเป็นเรือนเก็บของเก่าที่ถูกทิ้งร้างอยู่ด้านหลังสวนไผ่ นางเดินเข้าไปอย่างเงียบเชียบราวกับเงา โดยมีเพียงเสียงกระซิบของผ้าไหมที่เสียดสีกันเบาๆ เป็นเพื่อน
ที่นั่น นางได้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งกว่าสายตาที่สื่อสารกันในตอนเช้า หลี่ซานยามเฝ้าประตูผู้เคร่งขรึมกำลังยืนพิงผนังอิฐเก่าๆ โดยมีจูเจี่ยแม่ครัวร่างอวบยืนประชิดตัวอย่างแนบแน่น ผ้ากันเปื้อนสีขาวของจูเจี่ยถูกเลิกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อผ้าที่หนาหนัก
หลี่ซานไม่ได้พูดอะไร แต่เสียงกระซิบแหบพร่าก็เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่กำลังบดเบียดกับซอกคอของจูเจี่ย "เจ้า... เจ้ามันยั่วเย้าข้าเหลือเกิน จูเจี่ย... ข้าทนไม่ไหวแล้ว"
จูเจี่ยเงยหน้าขึ้น ดวงตาปิดสนิท ริมฝีปากเผยอออกเล็กน้อย ตอบกลับด้วยเสียงที่สั่นเครือ "ท่านพี่หลี่ซาน... เร็วเข้า... ข้า... ข้าก็ไม่ไหวแล้ว"
มีเพียง เสียงครางอู้อี้ ที่ถูกกลืนลงไปในลำคอด้วยความระมัดระวัง แต่หลี่เฟิ่งหวงที่ยืนอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าวก็สามารถรับรู้ถึง ความเร่าร้อน ที่แผ่ออกมาจากคนทั้งสองได้อย่างชัดเจน
"อาา... ท่านพี่... ข้า... ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน" จูเจี่ยครางแผ่วเบา เสียงของนางเต็มไปด้วยความกระหาย
"ข้าก็คิดถึงเจ้า... ดอกไม้ของข้า" หลี่ซานตอบกลับด้วยเสียงแหบพร่า ก่อนจะกระซิบคำพูดที่ทำให้หลี่เฟิ่งหวงรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัว "ข้าจะทำให้เจ้าลืมทุกอย่าง... ลืมความเหนื่อยล้า... ลืมโลกทั้งใบ"
"ลืมโลกทั้งใบ..." คำพูดนั้นดังก้องอยู่ในโสตประสาทของหลี่เฟิ่งหวง มันเป็นคำพูดที่ดิบและจริงยิ่งกว่าคำมั่นสัญญาใดๆ ที่นางเคยได้ยินจากเฉินชาง คู่หมั้นของนางที่ถูกกำหนดด้วยราชประเพณี คำพูดของหลี่ซานไม่ได้พูดถึงเกียรติยศ ฐานะหรือความมั่นคง แต่มันพูดถึงการหลบหนี การหลบหนีเข้าไปในห้วงแห่งความปรารถนาที่คนสองคนสร้างขึ้นมาด้วยกัน
นางรู้สึกเหมือนถูกกระชากออกจากโลกที่นางเคยรู้จัก โลกที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์และมารยาทอันเคร่งครัด ความร้อนผ่าว พลันแล่นวาบขึ้นมาที่ช่องท้องส่วนล่างของนางอย่างฉับพลัน ลมหายใจของนางติดขัดราวกับถูกบีบรัด ภาพที่นางเห็นเมื่อคืนก่อนในตำหนักลับ ภาพที่นางสำรวจร่างกายตนเองด้วยความสับสนและตื่นเต้น บัดนี้กลับมาพร้อมกับ ความเข้าใจ ที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม
*นี่คือสิ่งที่ข้าค้นหาใช่หรือไม่?* คำถามผุดขึ้นในใจ นางไม่เคยรู้ว่า ความรัก หรือ ความใคร่ที่แท้จริงนั้นสามารถปลดปล่อยผู้คนได้ถึงเพียงนี้ มันไม่ใช่การกระทำที่สง่างาม แต่มันคือการยอมจำนนต่อสัญชาตญาณที่บริสุทธิ์ที่สุด
ความเร่าร้อน ที่ถูกกักเก็บไว้ตลอดวันปะทุขึ้นอย่างรุนแรง หลี่ซาน ยก ร่างอวบอิ่มของจูเจี่ยขึ้นเล็กน้อย โดยที่ขาของนางยังคงยืนอยู่บนพื้น แต่สะโพกของนางถูกตรึงไว้กับเอวของเขาอย่างมั่นคง จูเจี่ยใช้มือข้างหนึ่งบีบเค้นกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งบริเวณบ่าของหลี่ซาน ส่วนมืออีกข้างหนึ่งของนางก็สอดเข้าไปใต้เสื้อผ้าของเขาอย่างไม่รีรอ การเคลื่อนไหวของทั้งคู่เป็นไปอย่างเร่งรีบและกระหาย ราวกับว่าเวลาที่มีอยู่นั้นมีค่าเพียงเสี้ยววินาที
หลี่ซานก้มลงจูบจูเจี่ยอย่างดูดดื่มและรุนแรง การจูบที่ไม่ได้มีความอ่อนโยนของความรัก แต่เป็นการช่วงชิงและการปลดปล่อยความปรารถนาที่ถูกกักเก็บไว้ ร่างกายของทั้งสองเสียดสีกันอย่างรุนแรงในท่ายืนที่ดิบเถื่อนและเร่งรีบ เสียงเนื้อกระทบกันดังตับๆ แผ่วเบา แต่ชัดเจนในความเงียบของเรือนเก็บของ จูเจี่ย บิดเร่าร่างกายไปมาอย่างควบคุมไม่ได้ เสียงครางของนางเริ่มดังขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ถูกกลืนหายไปในเสียงหอบหายใจของหลี่ซาน
"อ๊า... ท่านพี่... แรงอีก... แรงอีกเจ้าค่ะ" จูเจี่ยครางออกมาอย่างไม่สามารถควบคุมได้ เสียงของนางเต็มไปด้วยความสุขสมและเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน หลี่ซานตอบกลับด้วยเสียงคำรามต่ำในลำคอ "เจ้ามันยั่วเย้าข้า... จูเจี่ย... ข้าจะทำให้เจ้าเป็นของข้า... เป็นของข้าคนเดียว" การเคลื่อนไหวของเขายิ่งรุนแรงและรวดเร็วขึ้นตามคำขอของนาง
"เป็นของข้าคนเดียว..." เสียงคำรามต่ำๆ ของหลี่ซานเต็มไปด้วยอำนาจและความต้องการที่ไม่อาจปฏิเสธได้ หลี่เฟิ่งหวงรู้สึกถึง แรงสั่นสะเทือน ของคำพูดนั้นที่ส่งผ่านอากาศมาถึงตัวนาง จูเจี่ยไม่ได้แสดงท่าทีต่อต้านแม้แต่น้อย นางกลับยินดีที่จะถูกครอบครอง ถูกทำให้เป็นสมบัติของชายผู้นี้
*ข้า... ข้าจะถูกเฉินชางครอบครองเช่นนี้หรือไม่?* ความคิดนี้ทำให้นางรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาทันที การครอบครองของเฉินชางนั้นมาพร้อมกับ ภาระ และ หน้าที่ ในขณะที่การครอบครองของหลี่ซานนั้นมาพร้อมกับความสุขสมและการปลดปล่อย นางไม่เคยคิดว่าการถูกช่วงชิงจะเป็นสิ่งที่น่าปรารถนาถึงเพียงนี้
ความรู้สึกผิดที่ควรจะเกิดขึ้นกลับถูกแทนที่ด้วยความอิจฉาอย่างรุนแรง นางอิจฉาจูเจี่ยที่ได้รับการปลดปล่อยที่แท้จริงนี้ อิจฉาที่นางสามารถแสดงความปรารถนาออกมาได้อย่างเปิดเผยและไม่ปิดบัง ในขณะที่นางต้องซ่อนเร้นความรู้สึกทั้งหมดไว้ภายใต้ผ้าไหมที่สวยงามและตำแหน่งที่สูงส่ง
*ข้าต้องการมัน... ข้าต้องการความเร่าร้อนเช่นนี้!* เสียงกระซิบในใจของนางดังชัดเจนยิ่งกว่าเสียงครางของจูเจี่ย นางตระหนักว่า ความปรารถนา ที่นางเพิ่งค้นพบนั้นไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่มันคือ พลังที่สามารถทำลายกำแพงของชนชั้นและจารีตได้ นางจะต้องเรียนรู้ที่จะใช้พลังนี้เพื่อ ช่วงชิง สิ่งที่นางต้องการกลับคืนมา ไม่ใช่แค่การถูกครอบครอง แต่เป็นการครอบครองเสียเอง
หลี่เฟิ่งหวงเห็นใบหน้าของจูเจี่ยที่แดงก่ำด้วยความสุขสมและเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน หยาดเหงื่อไหลลงมาตามขมับของหลี่ซานที่กำลังกัดฟันแน่นเพื่อระงับเสียง การทำรักในท่ายืนที่รวดเร็วและกระหายนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อความพึงพอใจที่ยาวนาน แต่มีไว้เพื่อการปลดปล่อยความต้องการที่ไม่อาจรอได้ มันเป็นภาพที่ดิบและจริงยิ่งกว่าภาพใดๆ ที่นางเคยเห็นมา
หลี่เฟิ่งหวงยืนมองภาพนั้นด้วย ความรู้สึกที่ซับซ้อน นางไม่ได้รู้สึกรังเกียจ แต่กลับรู้สึกเหมือน ถูกดึงดูด เข้าไปในห้วงแห่งความเร่าร้อนนั้น ภาพของเฉินชางกับนางกำนัลในตำหนักลับย้อนกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันซ้อนทับกับภาพตรงหน้า ความดิบเถื่อน และ ความกระหาย ที่ไม่ถูกปรุงแต่งของคนทั้งสอง ทำให้ภาพของเฉินชางดู จืดชืด ลงไปถนัดตา
นางสัมผัสได้ถึง ความร้อนผ่าว ที่แล่นพล่านไปทั่วร่างกายอีกครั้ง ความรู้สึกเสียวซ่าน ที่เพิ่งค้นพบเมื่อคืนก่อนถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้นมาอย่างรุนแรง นางต้องใช้มือปิดปากตัวเองไว้แน่นเพื่อไม่ให้ เสียงคราง ที่ไม่พึงประสงค์เล็ดลอดออกมา
*นี่คือโลกที่แท้จริง* นางคิดอย่างเย็นชา โลกที่ขับเคลื่อนด้วยความปรารถนา ที่ไม่สนใจฐานะ ไม่สนใจจารีต และไม่สนใจความรักที่สวยงาม นางตระหนักว่าสิ่งที่นางเห็นในคืนก่อนไม่ใช่การทรยศ แต่เป็น บทเรียน ที่ธรรมชาติมอบให้ นางต้องเรียนรู้ที่จะใช้ ความปรารถนา นี้เป็นเครื่องมือในการควบคุมผู้คนและสถานการณ์รอบตัว
เสียงครางของจูเจี่ยเริ่มดังขึ้นเมื่อหลี่ซานเปลี่ยนจังหวะให้ช้าลงแต่แรงขึ้น "อ๊า... อ๊า... ท่านพี่... ข้า... ข้าจะเป็นบ้า..." เสียงของนางสั่นเครือด้วยความสุขสมที่ท่วมท้น หลี่ซานกระซิบใส่หูนางด้วยเสียงแหบพร่า "เป็นบ้าเถอะ... เป็นบ้าเพื่อข้า... เพื่อความรู้สึกนี้..."
ภาพนั้นทำให้หลี่เฟิ่งหวงนึกถึงคำถามที่ไม่เคยมีคำตอบ *ทำไมเฉินชางไม่เคยทำให้ข้ารู้สึกเช่นนี้?* *ทำไมเขาไม่เคยมองข้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนาเช่นนี้?* คำตอบที่นางได้รับจากภาพตรงหน้าชัดเจนเจ็บปวด เพราะเขาไม่ได้ ต้องการ นางอย่างแท้จริง เขาต้องการเพียงแค่ ตำแหน่ง และ ความสะดวกสบาย ที่นางนำมาให้
หลี่เฟิ่งหวงถอยออกมาอย่างเงียบเชียบราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้น ความสับสน เข้ามาแทนที่ความเย็นชาที่เคยมี นางรู้สึกเหมือนถูกฉีกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งคือ หลี่เฟิ่งหวง คนเดิมที่ถูกสอนให้เชื่อในความรักอันบริสุทธิ์และจารีตประเพณี ส่วนอีกส่วนหนึ่งคือ หลี่เฟิ่งหวง คนใหม่ที่ถูกปลุกให้ตื่นด้วย เปลวไฟแห่งความปรารถนา ที่เร่าร้อนและดิบเถื่อน
"นี่คือสิ่งที่เรียกว่าความรักหรือ?" คำถามผุดขึ้นในใจของนาง ความรักที่นางเคยรู้จักคือความอ่อนโยน ความเคารพ และความผูกพัน แต่สิ่งที่นางเห็นตรงหน้าและสิ่งที่นางรู้สึกในร่างกายของตนเองนั้น มันคือ ความกระหาย ที่ไม่สนใจสิ่งใดนอกจาก การปลดปล่อย นางรู้สึก สับสน ว่าความรู้สึกที่เร่งเร้าในร่างกายของนางนั้นเป็นสิ่งที่ ผิด หรือ ถูก กันแน่
แต่ความสับสนนั้นก็ถูกกลืนกินด้วย แรงกระตุ้นทางเพศ ที่เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ภาพของหลี่ซานและจูเจี่ยยังคงติดตา เสียงครางอู้อี้ยังคงก้องอยู่ในหู มันเป็น เชื้อเพลิง ที่โหมกระหน่ำความร้อนผ่าวในกายของนาง นางรู้สึกว่า ความบริสุทธิ์ ที่นางเคยยึดมั่นนั้นเป็นเพียง กำแพง ที่กักขังนางไว้จาก ความจริง อันหอมหวานของโลก นางตระหนักว่า ความปรารถนา ไม่ใช่แค่ อำนาจ แต่มันคือ ชีวิต มันคือ แก่นแท้ ของการมีอยู่
รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรู้เท่าทัน ปรากฏขึ้นที่มุมปากของนางอีกครั้ง นางรู้แล้วว่า เกม ที่แท้จริงคืออะไร และนางก็พร้อมที่จะเป็นผู้เล่นที่เหนือกว่า นางจะใช้ความงามและความบริสุทธิ์ที่ยังคงมีอยู่เป็นอาวุธที่ร้ายกาจที่สุด เพื่อเปิดเผยและควบคุมความปรารถนาที่ซ่อนเร้นของทุกคนที่เข้ามาในชีวิตของนาง
นางเดินกลับไปยังห้องของตนเองด้วยก้าวเดินที่มั่นคงและเต็มไปด้วยจุดมุ่งหมาย ความรู้สึกอ่อนเพลียจากการเห็นภาพที่เร่าร้อนนั้นถูกแทนที่ด้วย พลังใหม่ ที่เพิ่งตื่นขึ้นมา นางรู้สึกเหมือนได้รับ การศึกษา ที่ไม่มีตำราใดสอนได้ การศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์และความปรารถนาที่ขับเคลื่อนโลก
เมื่อกลับถึงห้อง นางนั่งลงหน้ากระจกทองเหลืองอีกครั้ง แต่คราวนี้สิ่งที่นางเห็นในกระจกไม่ใช่หญิงสาวไร้เดียงสาอีกต่อไป แต่เป็นหญิงสาวที่มี ความรู้ และ ความเข้าใจ เกี่ยวกับโลกที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความสุภาพเรียบร้อย
นางเริ่มวางแผนอย่างละเอียดถี่ถ้วน การที่นางได้เห็นภาพของหลี่ซานและจูเจี่ยทำให้นางตระหนักว่า ความปรารถนา นั้นไม่จำกัดเพียงชนชั้นสูง แต่มันแพร่หลายไปทุกระดับของสังคม และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ มันสามารถใช้เป็น เครื่องมือ ในการควบคุมและจัดการผู้คนได้
นางคิดถึงเฉินชางและนางกำนัล ถึงวิธีที่นางกำนัลใช้ ความงาม และ ความเข้าใจ ในความต้องการของผู้ชายเพื่อครอบครองใจของรัชทายาท ในขณะที่นางผู้เป็นคู่หมั้นที่ถูกต้องตามกฎหมายกลับถูกมองข้าม
*ข้าจะไม่ทำผิดพลาดเช่นนั้นอีก* นางคิดอย่างมุ่งมั่น *ข้าจะเรียนรู้วิธีการใช้ความปรารถนาเป็นอาวุธ ไม่ใช่เป็นจุดอ่อน*
นางเริ่มวางแผนที่จะศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง นางจะสังเกตและเรียนรู้จากผู้คนรอบข้าง จะหาทางเข้าใจธรรมชาติของความปรารถนาและวิธีการใช้มันให้เป็นประโยชน์ นางจะไม่ใช่เหยื่อของเกมนี้อีกต่อไป แต่จะเป็น ผู้เล่นหลัก
เมื่อค่ำคืนมาเยือน หลี่เฟิ่งหวงยืนอยู่หน้าต่างมองออกไปยังสวนไผ่ที่โอบล้อมจวนแม่ทัพ แสงจันทร์ส่องลงมาทำให้ใบไผ่เปล่งประกายเงิน แต่ในสายตาของนาง ทุกสิ่งดูแตกต่างไปจากเดิม
นางไม่ได้มองเห็นเพียงความงามของธรรมชาติอีกต่อไป แต่มองเห็น โอกาส และ ความเป็นไปได้ ที่ซ่อนอยู่ในทุกมุมมืด ทุกเงาไผ่ ทุกทางเดินเงียบสงบ ล้วนเป็นสถานที่ที่ความปรารถนาสามารถเบ่งบานได้
นางคิดถึงอนาคตที่รออยู่ข้างหน้า การแต่งงานกับเฉินชางที่อาจจะเกิดขึ้น หรืออาจจะไม่เกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับว่านางจะเล่นเกมนี้ได้ดีเพียงใด นางรู้สึกถึง ความตื่นเต้น แปลกใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ความตื่นเต้นของผู้ที่กำลังจะเริ่มต้นการผจญภัยครั้งใหม่
ความไร้เดียงสา ที่เคยเป็นเอกลักษณ์ของนางได้จากไปแล้ว แทนที่ด้วย ความรู้เท่าทัน และ ความมุ่งมั่น ที่จะไม่ยอมให้ใครมาเหยียดหยามหรือมองข้ามอีกต่อไป นางจะใช้ทุกสิ่งที่เรียนรู้มา ทั้งจากการเห็นเฉินชางกับนางกำนัล และจากการเห็นหลี่ซานกับจูเจี่ย เพื่อสร้าง อำนาจ ของตนเอง
นางหันกลับมามองกระจกทองเหลืองอีกครั้ง ในกระจกปรากฏภาพของหญิงสาวที่ยังคงมีความงามเหมือนเดิม แต่ในดวงตาหงส์คู่นั้นมี ประกายใหม่ ประกายของผู้ที่รู้ความลับของโลก และพร้อมที่จะใช้ความรู้นั้นเพื่อเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตนเอง
"จากนี้ไป" นางกระซิบกับตัวเองในกระจก "ข้าจะเป็นผู้ที่ควบคุมเกม ไม่ใช่ผู้ที่ถูกเล่น"
เกมแห่งความปรารถนาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และหลี่เฟิ่งหวงก็พร้อมที่จะเป็นผู้เล่นที่เหนือกว่าทุกคน ด้วยความงาม ความฉลาด และที่สำคัญที่สุด ด้วย ความเข้าใจ ในธรรมชาติที่แท้จริงของความปรารถนาของมนุษย์ นางจะไม่เป็นเพียงผู้รับ แต่จะเป็น ผู้ให้ และ ผู้ควบคุม ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของนางเอง
ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเติบโตจากเด็กสู่ผู้ใหญ่ แต่เป็นการ เกิดใหม่ จากหญิงสาวไร้เดียงสาสู่หญิงสาวที่มีอำนาจ และนางก็พร้อมที่จะใช้อำนาจนั้นอย่างเต็มที่