ปราณ จอมคนเหนือพิภพ ภาคปฐมบท

    บทที่ 43 เดินพันด้วยศักดิ์ศรีและเกียรติยศ

    บทที่ 43

    เดิมพันด้วยศักดิ์ศรีและเกียรติยศ

     

            “รุ่นพี่พิมพ์ลภัสจะต้องออกจากการเป็นประธานรุ่นของชั้นปีที่สองและต้องเรียกข้าว่าลูกพี่ปราณ!”

             

            เสียงฮือฮากับการเดิมพันถือเป็นเรื่องของเกียรติยศอย่างยิ่งใหญ่ของเธอทีเดียว

             

            โดยเฉพาะถ้าพิมพ์ลภัสแพ้จะต้องเรียกปราณเด็กที่อายุอ่อนกว่าเธอถึง 10 ปี ว่าลูกพี่ช่างเป็นเดิมพันที่หยามเกียรติกันยิ่งนัก

             

            รุ่นพี่ปีสองหลายคนแสดงท่าทางไม่พอใจ

             

            “ไอ้เจ้าเด็กนี่ กล้าดียังไงถึงมาเดิมพันด้วยวิธีต่ำทรามเช่นนี้”

             

            “ใช่...เจ้ารู้ไหมว่าพิมพ์ลภัสเป็นลูกของใคร?”

             

            “ปากดีนักนะ แค่เด็ก 6 ขวบ ยังจะกล้าดีกับพวกเราเดี๋ยวไม่ได้ตายดีแน่!”

            ปราณโบกมือให้หยุดแล้วจ้องรุ่นพี่ทั้งห้าด้วยสายตาที่โกรธขึ้งเพราะพูดจาระคายหู ฉับพลันนั้นพลังฌานอุ่นๆก็แผ่ซ่านออกมาจากม่านตาแล้วขยายออกเป็นรัศมีครึ่งวงกลม กลายเป็นคลื่นพลังลมบางๆคล้ายใบมีด ผ่านวูบเข้าปะทะรุ่นพี่ทั้งห้าจนถึงกับเซถอยหลังเล็กน้อย

             

            รุ่นพี่ห้าคนมองดูปราณด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปบางคนไม่กล้าสบตาด้วยซ้ำ ความปากดี อารมณ์พลุ้งพล่านเมื่อครู่ของพวกเขาหดหายอย่างเห็นได้ชัด

             

            แม้แต่ปราณเองก็ยังงงกับตัวเองว่าพลังฌานที่ไหลผ่านดวงตาออกมาแบบนี้ เกิดขึ้นได้ยังไงเขาเพียงแค่เพ่งมองด้วยความโกรธขึงเท่านั้นไม่คิดว่าสามารถปล่อยพลังฌานออกมาได้ด้วย

             

            แต่ก็เป็นการดีเพราะรุ่นพี่ปากดีเล่านั้นค่อยๆ ขยับถอยหนีหลบไปหลังพิมพ์ลภัสโดยที่เธอไม่รู้ว่าเพื่อนๆ ของเธอโดนอะไร เพราะที่ไม่ได้จ้องตาปราณ

             

            ‘น่ากลัวเหลือเกิน แค่มองหน้าข้า ก็ยังมีพลังส่งมาสะกดฌานข้าได้พิมพ์เอ๋ย...สงสัยงานนี้เจ้าคงจะได้เรียกปราณว่าลูกพี่แน่ๆ’

             

            ‘เจ้าเด็กบ้านี่ไม่ธรรมดาจริงๆ สงสัยว่าพลังลหุยุทธ์จะไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเสียแล้ว...หรือว่าเจ้าเด็กนี่จะผ่านความเป็นความตายมาได้จริงๆ’

             

            ‘มัน...มันต้องเป็นปีศาจแน่ๆเด็กตัวแค่นี้สามารถปล่อยพลังฌานออกมาจากดวงตาได้ ข้าไม่เคยเจอมาก่อน’

             

            ‘ข้าเรียนมานาน เพิ่งอยู่แค่ระดับ 13 ขืนข้ากล้าดีคงไม่รอดแน่ๆ’

            ‘ข้าไม่กล้ากับมันแล้ว แค่มองตาข้าก็แทบขยับไม่ได้พลังบ้าอะไรของมันช่างน่ากลัวเหลือเกิน’

             

            รุ่นพี่ทั้งห้านึกในใจไปต่างๆนานา ไม่กล้าสบตากับเด็กน้อย ที่มีทีท่าขึงขังเอาจริง ไม่ใช่ล้อเล่น

             

            ผู้ชมที่เห็นอาการของรุ่นพี่ทั้งห้าที่ขยับหนีปราณและเปลี่ยนท่าทีจากเสือคำรามเมื่อครู่กลายเป็นลูกแมวเชื่องๆไปเสียแล้ว มันเกิดอะไรขึ้น ทุกคนได้แต่สงสัย

             

            สิ่งที่ปราณทำก็ไม่รอดพ้นจากสายตาของปรมาจารย์ปฏิมากรและบรรดานักฌายุทธ์ต่างๆ ไปได้

            ‘วิชาเนตรสะกดฌาน!เจ้าหนูปราณไปเรียนวิชานี้มาจากไหนกันหรือว่าเขามีพลังฌานถึงขนาดที่สามารถสะกดฌานผู้อื่นได้ ไม่น่าจะใช่อายุของเขาพลังฌานจะแก่กล้าขนาดนั้นได้ยังไงกัน มันอะไรกันเนี่ย?’ 

             

           จากผู้ที่คิดว่าตัวเองเหนือกว่าปราณในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นระดับพลังฌานยุทธ์ประสบการณ์ฝึกฝนและอายุที่มากกว่าเป็นรอบ กลับอยู่ในอาการเครียด ขบคิด

     

            เดิมพันที่ปราณเสนอหมายรวมไปถึงศักดิ์ศรีของสกุลเมฆมรกตทีเดียว เพราะใครๆย่อมรู้ว่าพิมพ์ลภัสเป็นทายาทของสำนักเมฆมรกตการออกจากประธานรุ่นก็เท่ากับเป็นการลดความเชื่อถือในตัวของเธอลงไปด้วย

             

            เธอลุกขึ้นยืนใบหน้าร้อนผ่าว มีน้ำตาเอ่อขึ้นมาน้อยๆ แน่ล่ะอาการแบบนี้ไม่เคยมีใครทำกับเธอมาก่อน

             

            ปราณกล้าเอาท่านลุงมาประจานซึ่งมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเธอ แม้จะใช้สกุลเดียวกันก็เถอะแต่ในเพลานี้เธอเองกลับเป็นคนที่ต้องขายหน้า

             

            พิมพ์ลภัสกัดกรามแน่นไม่มีหนทางใดให้เลือก ก็ในเมื่อเธอตัดสินใจที่จะท้าประลองแล้วแต่เจ้าเด็กน้อยเบื้องหน้าแม้จะอยู่ขั้นลหุยุทธ์จริงๆ แต่แค่ระดับ 12สู้กันอย่างไรก็ไม่มีทางเอาชนะระดับ 16 ที่กำลังจะขึ้น 17 บวกกับการฝึกฝนที่ยาวนานกว่า ยังไงเธอยังคิดว่าต้องชนะอยู่แล้ว

             

            เพียงแต่วันนี้ปราณตั้งใจจะทำให้สกุลเมฆมรกตของเธอเสียเกียรติซะมากกว่าแล้วคนที่จะต้องออกจากโรงเรียนคือปราณ คิดได้เช่นนั้น เธอก็ปรากฏรอยยิ้มโดยไม่ได้สนใจกับท่าทางของเพื่อนๆ ที่มีต่อปราณได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

             

            “ได้...ข้ารับเดิมพันของเจ้าหวังว่าข้าคงจะไม่ได้เห็นหน้าเจ้าในโรงเรียนนี้อีกต่อไป”พิมพ์ลภัสเผยรอยยิ้มกลับมาอีกครั้ง พร้อมชี้ปราณ

             

            ปราณยิ้มมุมปากแล้วบอกท่านผอ. “ส่วนการประลองนั้น ถ้าท่านผอ. ไม่ติดขัดอะไรข้าจะรบกวนให้จัดการประลองในวันพรุ่งนี้เลยครับ เพื่อให้ข้อกังขาต่างๆหมดไปโดยเร็ว! หมดหน้าที่ของข้าแล้ว ข้าหวังว่ารุ่นพี่ทุกท่านคงจะได้สิ่งที่ต้องการแล้วจึงไม่ควรจะขัดขวางพิธีการคัดเลือกนักฌานยุทธ์รุ่นเยาว์ให้เสียเวลาเพียงเพราะความไม่พึงพอใจข้าเป็นการส่วนตัวของเจ้าจนทำให้ผู้ชมและนักฌานยุทธ์จำนวนมากต้องมาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระเช่นนี้”

             

            ปราณชี้ไปที่พิมพ์ลภัสพร้อมด้วยคำพูดที่เฉือดเฉียนและเป็นการสั่งสอนมารยาท

            จากนั้นเขาจึงโค้งคำนับผู้ชมในระดับเอวเฉกเช่นกับท่านผอ.ด้วยเวลาประมาณ 5 วินาที แล้วก้าวฉับๆ ไปนั่งยังที่ของเขาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นสภาพอารมณ์และจิตใจช่างสงบนิ่งเป็นสมาธิยิ่งนักทุกสายตามองทุกกิริยาของปราณด้วยความชื่นชม

             

            ผู้ชมหลายคนรู้สึกปลาบปลื้มกับกิริยาอาการการพูดจา และการแสดงออกที่สง่างามมิได้มีความขลาดกลัวใดๆ ต่อเด็กสาวอายุ 16ลหุยุทธ์ระดับ 16 ตรงหน้าแต่กลับพูดจาที่แสดงให้เห็นถึงความคิดที่เหนือกว่าหลายเท่านัก

             

            อีกทั้งยังเห็นด้วยกันกับปราณที่พิมพ์ลภัสทำให้นักฌานยุทธ์คนอื่นต้องมาเสียเวลากับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องเช่นนี้

             

            ‘เด็กคนนี้ช่างเป็นเด็กที่มีความคิดยิ่งใหญ่นัก ข้าเองไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อดีแต่เขาสามารถแก้ไข แล้วทำทุกอย่างให้กลับสู่ภาวะปกติได้เก่งทั้งการเจรจาและการควบคุมสถานการณ์ มีเด็กแบบนี้อยู่ในบรรณพิภพด้วยหรือ?’

             

            ท่านผอ.มองตามจนเด็กน้อยนั่งลงยังที่เดิม ผู้ชมทั่วทั้งอัฒจันทร์กลับยิ่งโห่ร้องแสดงความชื่นชมและส่งเสียงเรียก “ยุวาจารย์ปราณ” จนดังทั่วไปหมด

            ปราณได้กู้ศักดิ์ศรีของเขากลับคืนมาซ้ำยังประจานความเลวทรามของคนในสกุลเมฆมรกตให้ผู้คนได้รับรู้

             

            ลึกๆแล้ว ท่านผอ. ก็รู้สึกสะใจไม่น้อย ที่ปราณได้เดิมพันเช่นนี้อีกทั้งยังทิ้งท้ายด้วยการสอนมารยาทรุ่นพี่อย่างพิมพ์ลภัสจนเธอต้องกัดฟันกำหมัดแน่นเพราะเหมือนการถูกด่าประจาน

             

            เมื่อเหตุการณ์จบลงในแบบที่ปราณกลายเป็นผู้มีชัยในการปะทะคารมทำให้เธอยิ่งหงุดหงิด เดินลงส้นหนักๆ กลับออกไปด้วยความไม่พอใจจนแทบไม่เหลือภาพสาวน้อยผู้งามสง่าเมื่อตอนเป็นผู้สาธิตการใช้เครื่องวัดพลังฌาน

             

            ท่านผอ.เองไม่เคยสบายใจ กับการปรากฏตัวของพิมพ์ลภัสเลยสักครั้งเพราะเธอคิดเสมอว่าเป็นทายาทของสำนักเมฆมรกตผู้ยิ่งใหญ่

             

            พลังฌานพยัคฆ์มรกตของเธอไม่มีใครในโรงเรียนที่จะต่อกรได้สักคน เธอจึงหยิ่งทระนงและคิดว่าเก่งกว่าผู้อื่น

             

            อีกทั้งท่านพ่อของเธอยังเป็นขั้นอัครยุทธ์ที่บรรดาคณาจารย์ของโรงเรียนมหรรณพาลัยยังต้องให้ความเกรงใจ เด็กน้อยปราณนี่แหละที่จะทลายกำแพงแห่งความอวดดื้อถือดีของเธอลงได้

            ปราณเป็นเด็กที่คิดยาวไกลไปล่วงหน้าเสมอและยอมรับกับผลแห่งการกระทำนั้นอย่างองอาจเมื่อคนที่พูดท้าทายต่อหน้า กล่าวหาว่าพลังฌานของเขาเป็นมายากลเพียงเพราะเขาพัฒนาก้าวกระโดดมาไกลเกินกว่าที่เคยมีการจารึกหรือบอกเล่าต่อๆ กันมา

             

            แล้วผู้คนจะเก่งเกินกว่าที่ตำรากำหนดมิได้เชียวหรือ? ทำไมจำเป็นต้องเชื่อตำราถ้อยคำ หรือการจารึกเหล่านั้น

             

            ซึ่งเมื่อตัวของเขาสามารถทำได้นอกเหนือกว่าที่ในตำราได้ระบุไว้มีตัวตนเป็นๆ มิได้แค่จารึกไว้แต่ไม่สามารถพิสูจน์ความจริงได้หรือแค่เล่าลือสืบต่อกันมา

             

            เขาต้องยอมแสร้งเป็นผู้ที่อยู่ภายใต้กฎเหล่านั้นเพื่อให้ได้รับการยอมรับกระนั้นหรือ?

             

            ใครจะว่าท้าทายรุ่นพี่เป็นการเสียมารยาทก็ตามแต่ท้ายที่สุดผู้ที่แข็งแกร่งกว่าจะเป็นผู้ที่อยู่รอด

             

            ปราณไม่เคยแสดงตัวอวดอ้างความเก่งกาจแต่หากมีโอกาส เขาจะไม่ยอมให้ใครมาหยามเกียรติของเขาอีกต่อไปแล้วยิ่งคนที่ยืนท้าทายด้วยท่าทางอหังการ์ มีความเกี่ยวข้องกับปรมาจารย์เศกเมฆมรกตก็ถึงเวลาที่สกุลนี้ จะต้องรับผลในสิ่งที่คนของสกุลตนเองได้ก่อไว้คืนไปบ้าง

             

            เดิมทีปราณแค่อยากจะถามพิมพ์ลภัสว่าเป็นอะไรกับปรมาจารย์เศกแต่เมื่อเหตุการณ์กลับกลายเป็นเช่นนี้ การพูดคุยกันด้วยดี คงไม่มีทางเป็นได้

             

            ในขณะที่หงส์นราสีหน้าเปลี่ยนไปทันทีจากความกระหยิ่มใจเมื่อครู่ ที่เขาและรุ่นพี่พิมพ์ลภัสกำลังจะพลิกมาเป็นฝ่ายชนะและกำจัดปราณให้ออกไปจากโรงเรียนเพราะจับได้ว่านั่นคือมายากลชนิดหนึ่ง  แต่กลับมิได้เป็นเช่นนั้น

             

            เจ้าเด็กน้อยคนนั้นต่างหากที่เหนือกว่าซ้ำยังเล่าถึงการถูกลอบสังหารจากบุคคลของสกุลเมฆมรกต บอกเล่าลักษณะจนพิมพ์ลภัสถึงกับผวาออกอาการตัวสั่นแล้วส่ายหัวแบบไม่เชื่อ

             

            ปราณกลายเป็นเด็ก6 ขวบ ที่ผ่านความเป็นความตายมาแล้วจริงๆดังนั้นการบรรลุขั้นลหุยุทธ์อาจจะเป็นความจริงขึ้นมาแล้วก็ได้

             

            ‘สิ่งที่ข้ามั่นใจมานาน บัดนี้ถูกเจ้าปราณนั่นทำลายลงในพริบตามันจะเป็นไปได้ยังไงกัน เด็ก 6 ขวบผ่านความเป็นความตายขนาดนั้น ...ถ้าเช่นนั้นแสดงว่าปราณจะต้องเป็นเด็กที่นิสัยอันธพาลอย่างแน่นอน ใช้พลังฌานยุทธ์ที่มีหาเรื่องระรานผู้อื่นไปทั่วแน่ๆ มิเช่นนั้นจะถูกลอบสังหารได้อย่างไร’

             

            หงส์นราคิดวกไปเวียนมาแล้วก็เชื่อในแบบที่ตัวเองคิดไปแล้วว่าปราณต้องเป็นเด็กอันธพาลระรานไปทั่วมิเช่นนั้นจะมีคนมาลอบสังหารได้หรือ?

             

            ใบหน้าที่เศร้าหมองของเธอเริ่มปรากฏรอยยิ้ม ‘รอให้ถึงพรุ่งนี้ก่อนเถอะ ก่อนการประลองข้าจะประจานความเลวของเจ้าบ้าง มีอย่างที่ไหน เด็ก 6 ขวบจะถูกลอบสังหาร นอกเสียจากจะเป็นโจรหรือใช้พลังฌานสัมบูรณ์ในทางผิด’

             

            “เสียเวลากันไปเสียนาน ก็เพื่อความสบายใจของทุกฝ่ายดังนั้นผมจึงขอแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า ปีนี้โรงเรียนมหรรณพาลัย จะมีกิจกรรมพิเศษคืองานประลองยุทธ ระหว่าง ปราณ โอฬารปฐพี นักเรียนชั้นปีที่หนึ่ง อายุ 6 ขวบ ขั้นลหุยุทธ์ ระดับ 12 กับ พิมพ์ลภัส เมฆมรกตนักเรียนชั้นปีที่สอง อายุ 16 ปี ขั้นลหุยุทธ์ ระดับ16 ซึ่งเป็นความต่างของอายุถึง 10 ปี”

             

            ท่านผอ.เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากที่เงียบเหงาไปนานเสียงเฮในอาคารก็คึกคักขึ้นเรื่อยๆ ตามจังหวะการประกาศของท่านผอ.

             

            “และการประลองครั้งนี้ ถือเป็นการยินยอมของทั้งสองฝ่าย ซึ่งสาเหตุการประลองก็เพื่อพิสูจน์ว่าปราณอยู่ในขั้นลหุยุทธ์ ระดับ 12ที่เสถียรจริงๆ มิใช่การแสดงกลอย่างที่พิมพ์ลภัสให้ร้าย โดยมีเดิมพันว่าถ้าปราณแพ้เขายินดีที่จะไม่เข้าเรียนและไม่มาเฉียดใกล้โรงเรียนมหรรณพาลัยอีกต่อไป...แต่ถ้าพิมพ์ลภัสแพ้เธอจะต้องลาออกจากการเป็นประธานรุ่นชั้นปีที่สองและเรียกปราณว่าลูกพี่”

             

            เมื่อกล่าวจบก็พลันมีเสียงหัวเราะโดยเฉพาะประโยคสุดท้าย ช่างทิ่มแทงใจพิมพ์ลภัสยิ่งนักสิ่งเดียวที่เธอจะทำได้คือการเอาชนะเท่านั้นเธอถึงจะเรียกเกียรติและศักดิ์ศรีของเธอกลับคืนมาได้

             

            “ส่วนการประลองเราจะเริ่มขึ้นพรุ่งนี้ในเวลาบ่ายโมงครับ...เอาล่ะต่อจากนี้เข้าสู่พิธีคัดเลือกที่เหลือ 10คนสุดท้าย...ก่อนที่เราจะแยกย้ายกันกลับบ้านไปก่อน”

             

            ลำดับที่95 นั่งรอจนแทบจะหมดแรง แต่ก็หันมองปราณด้วยความยิ้มแย้มเด็กน้อยฌานยุทธ์รุ่นเยาว์ผู้มาคัดเลือกต่างจ้องมองปราณแล้วมอบรอยยิ้มให้แทบทุกคน

            บางคนยกนิ้วหัวแม่มือให้ซึ่งนั่นก็แสดงว่า สิ่งที่เขาทำ มิใช่เป็นเรื่องเสียเวลาแต่กลับเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างเห็นด้วยกันเขา

             

            เหมือนกับว่าปราณคือผู้ที่ทำให้เกียรติและศักดิ์ศรีของนักฌานยุทธ์รุ่นเยาว์ไม่ต้องถูกเหยียดยามเพียงเพราะไม่มีวงแหวนฌานยุทธ์

             

            แน่นอนว่าเธียรยิ้มไม่หุบเพราะไม่คิดว่าเพื่อนรักของเขาจะสามารถควบคุมสถานการณ์ที่ดูน่ากลัวได้อย่างหมดจด

             

           “เจ้าลงไปแค่ไม่นานก็สามารถควบคุมเหตุการณ์ทั้งหมดได้โดยง่ายเจ้าทำได้ยังไงกัน โดยเฉพาะพลังฌานที่ปล่อยมาจากดวงตาทำเอารุ่นพี่ทั้งห้าคนนั้นหลีกห่างไปเลย”

     

           “อ้า...เจ้าก็สังเกตเห็นด้วยหรือ?”

     

           “ใช่ข้าเห็นลมพุ่งออกจากตาเป็นครึ่งวงกลมแว๊บเดียวเอง  คนอื่นๆ ยังตกใจว่ามันคืออะไรพุ่งออกมาจากตาของเจ้า จากนั้นก็เห็นพวกเขาเซถลาแล้วรีบหลบด้านหลังของแม่ประธานรุ่นนั่น”

     

           “ข้าก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรตอนนั้นข้าแค่โกรธที่แต่ละคนมาเหยียดหยามว่าพลังฌานยุทธ์ของข้าเป็นแค่การแสดงพอข้าสบตาพวกเขาก็เป็นดังเจ้าว่านั่นแหละ เดี๋ยววันนี้กลับบ้านข้าจะได้ถามท่านพ่อ”

     

           ตามปกติแล้ว เมื่อนักเรียนได้รับการคัดเลือกก็จะต้องอยู่ประจำ ในเมื่อวันพรุ่งนี้ มีการประลองยุทธจึงยังไม่สามารถเปิดเรียนได้ ต้องจัดกิจกรรมนี้ให้เรียบร้อยเพื่อมิให้รบกวนการเรียนและเกิดความบาดหมางในอนาคต

     

            และเมื่อการประลองยุทธเสร็จสิ้นนักสู้ทั้งคู่จะไม่ติดใจเอาความ หรือมีเรื่องมีราวต่อกันอีกถ้าต้องการประลองยุทธแก้มือจะต้องแจ้งให้คณาจารย์รับทราบนี่คือกฎสำหรับการเรียนฌานยุทธ์ที่ทุกสถาบันกระทำเป็นบรรทัดฐานเดียวกันที่สำคัญคือ การประลองยุทธนี้ บุคคลภายนอกสามารถเข้ามาชมได้ 

             

    “ก็ดีเจ้าปราณ...พรุ่งนี้ข้าจะเชิญท่านพ่อของข้าให้มาเห็นความอวดดีของเจ้าแล้วเจ้าจะต้องยอมศิโรราบให้กับข้า แล้วหากแม้ว่าเจ้าจะเอาชนะข้าได้จริงๆคิดหรือว่าเจ้าจะรอดพ้นจากฝีมือคนของสกุลเมฆมรกตไปได้” พิมพ์ลภัสยิ้มอย่างผู้ชนะเมื่อเขาคิดถึงถึงกลอุบายบางอย่างขึ้นมาได้...

    คล้ายกับเรื่องปราณ จอมคนเหนือพิภพ ภาคปฐมบท ที่คุณอ่าน