เหตุใดข้ามาอยู่ในร่างขององค์ชายไร้ค่า

    ภาค 2 บทที่ 8 : พบเจออีกครั้ง

     บทที่ 8 หลังคาสูงจากพื้นสามชั้นบุรุษชุดขาวได้นำพาสตรีสามนางลอยขึ้นมาอยู่บนหลังคากระเบื้องที่ดูแข็งแรง ภายในเมืองหลวงบอกจากตัวอาคารของวังหลวงแล้วมีเพียงบ่อนการพนันของแม่นางเสวี่ยเฟยเท่านั้นที่มีความสูงถึงสามชั้น บรรยากาศที่เงียบสนิทความมึนงงยังคงอยู่ในหัวของพวกนางทั้งสาม อันใดกันพวกนางรู้สึกประหลาดใจที่หยางหลงนั้นสามารถพาร่างของพวกนางเคลื่อนที่มาถึงจุดนี้มาถึงได้รวดเร็วขนาดนี้ ระยะทางจากจวนสกุลถังมาถึงจุดไม่ใช่ระยะทางใกล้ๆ การที่จะเคลื่อนที่จากจวนสกุลถังมาจนถึงบ่อนการพนันของแม่นางเสวี่ยเฟยนั้นมิใช่ระยะทางใกล้ๆ การที่สามารถใช้วิชาเบามาถึงสถานที่แห่งนี้ได้ในระยะเวลาอันสั้นนั้นมิใช่เรื่องง่าย แม่นางเสวี่ยเฟยนั้นมองบุรุษตรงหน้าด้วยสายตาอาวรณ์ น้ำตาของนางนั้นแทบจะไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองของนาง ผ่านไปเพียงครู่เดียวปากของแม่นางเสวี่ยเฟยเริ่มจะสั่น หยดน้ำตาเริ่มไหลซึมออกมาจากดวงตาทั้งสอง แม่นางเสวี่ยเฟยที่กำลังจะหลั่งน้ำตาบุรุษชุดขาวเบื้องหน้าของนางได้ขยับกายเข้ามาใกล้ มือที่หยาบกร้านจากการฝึกฝนอย่างหนักได้ยกขึ้นมาสัมผัสใบหน้าอันนุ่มนวลของหญิงสาวที่สวมใส่ชุดแดงสด แก้มอันนุ่มนวลที่ได้ถูกมืออันหยาบกร้ามสัมผัสเข้าที่ใบหน้า แม่นางเสวี่ยเฟยนั้นรู้ได้ทันทีว่าหยางหลงนั้นผ่านอะไรมาบ้างในช่วงที่เขานั้นหายไป เพราะก่อนที่หยางหลงนั้นหายไปฝ่ามือของเขามิได้หยาบกร้านเช่นนี้ แม่นางเสวี่ยเฟยได้ยกมือของนางขึ้นมาสัมผัสเข้าที่หลังฝ่ามือของหยางหลง ความรู้สึกแม่นางเสวี่ยเฟยในขนาดนี้คงไม่มีอะไรที่จะบอกได้นอกจากความดีใจที่จุกแน่นอยู่ภายในอก หยดน้ำตาแห่งความปิติเริ่มไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างของแม่นางเสวี่ยเฟย ความดีใจ ความโล่งใจ ทุกอย่างนั้นเข้ามาภายในใจของแม่นางเสวี่ยเฟยในคราวเดียว บุรุษและสตรีหลังจากที่ทั้งสองนั้นซึมซับความรู้สึกดีๆในช่วงเวลาที่เป็นอยู่นั้นมาสักพัก สตรีในชุดสีแดงสดนั้นก็ได้เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของบุรุษผู้นั้น นางนั้นสังเกตุได้ว่าใบหน้าของหยางหลงเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยเพราะว่าหนวดเคราที่ขึ้นมาอย่างประปรายอยู่บนใบหน้า ฝ่ามืออันแสนนุ่มนวลได้ยกขึ้นนางได้ยื่นมือไปสัมผัสกับใบหน้าของหยางหลง “ หนวดเคราท่านขึ้นหมดแล้ว ” แม่นางเสวี่ยเฟยนั้นเอ่ยอย่างอบอุ่นนางแสดงรอยยิ้มอ่อนๆบนใบหน้าของตนเองขนาดที่กำลังพูดอยู่นั้น “ ข้าจากไปเพียงครู่เดียวเจ้ากลับจะมีสามีใหม่ไปแล้วหรือ... ” หยางหลงกล่าวเย้าหยอกด้วยรอยยิ้ม คำพูดของหยางหลงนั้นทำให้แม่นางเสวี่ยเฟยนั้นหลุดหัวเราะออกมาอย่างเบาๆ หลังจากสนทนากันจบหยางหลงได้ปรายสายตาไปมองคุณหนูตระกูลทั้งสองที่ตนนั้นพามาด้วย หยางหลงยิ้มเล็กๆให้นางทั้งสองก่อนจะกล่าวออกมา“ พวกเจ้าพัฒนาขึ้นมานิดนึงแล้วนิ ” คุณหนูทั้งสองสกุลได้ยิ้มเล็กๆออกมาให้กับหยางหลง ............................... ภายในห้องสี่เหลี่ยมของแม่นางเสวี่ยเฟยสตรีทั้งสามนางได้นั่งอยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมที่ถูกตกแต่งด้วยโทนสีแดง โต๊ะกลมใจกลางห้องนั้นเต็มไปด้วยความเงียบ บุรุษชุดสีขาวงามสง่าได้นั่งอยู่บริเวณริมหน้าตาเขานั้นทอดสายตามองยาวออกไปด้านนอกเพื่อให้เห็นทัศนียภาพของเมืองหลวงที่กำลังเต็มไปด้วยผู้คน สตรีทั้งสามได้มองหน้ากันไปมาอยู่สักพักก่อนที่แม่นางเสวี่ยเฟยนั้นหันไปเอ่ยถามกับหยางหลงที่นั่งอยู่บริเวณริมหน้าต่างของห้อง“ ท่านไม่คิดจะหนีไปจริงๆงั้นหรือเพค่ะองค์ชาย ” บุรุษชุดขาวได้หันมองใบหน้าของสตรีที่เอ่ยถามอย่างช้าๆ ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้ม“ เจ้าจะให้ข้านั้นหนีไปไหนกันล่ะ ” “ ที่ไหนก็ได้!!! เจ้ารู้หรือไม่ว่าถ้าท่านพ่อนั้นรู้สิ่งที่เจ้าทำนั้นเจ้าคงจะไม่มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้แน่ๆ ” คุณหนูถังน้้นกล่าวออกมาอย่างหวาดกลัว ความน่ากลัวของบิดาตนเองคุณหนูถังผู้นี้รู้ดีที่สุด สกุลถังและสกุลหลิวสองอำนาจอันยิ่งใหญ่ของเมืองหลวง แม้จะมีอำนาจมากมายท่วมท้นเหมือนกันแต่อำนาจของทั้งสองนั้นก็มาซึ่งความแตกต่างกัน อำนาจของสกุลถังนั้นคือความมืดในมุมต่างๆของเมืองหลวง ส่วนสกุลหลิวนั้นจะเป็นความซื่อตรงที่ผู้นำตระกูลใช้มันเป็นแนวทางมาโดยตลอด ผู้นำสกุลถังนั้นเป็นคนที่มีจิตโหดเหี้ยม แม้เขานั้นจะไม่เห็นด้วยกับงานแต่งในครั้งนี้แต่ถ้าเขานั้นรู้ว่ามีคนทำเช่นนี้เขาคงจะไม่อยู่เฉย การกระทำของหยางหลงนั้นไม่ต่างจากการหักหน้าสกุลถัง พวกนางทั้งสามนั้นมองหยางหลงด้วยความเป็นห่วง บุรุษผู้นั้นยิ้มออกมาก่อนที่จะเอ่ย “ พวกเจ้าไม่ต้องกังวล” “ ข้าไม่คิดว่าตนเองต้องกลัวสกุลถังหรืออะไรหรอกนะ ” หยางหลงกลข่าวต่อด้วยรอยยิ้ม “ เหตุใดท่านจึงเอ่ยเช่นนั้นออกมาอย่างไม่ทุกข์ร้อน ” แม่นางเสวี่ยเฟยเอ่ยออกอย่างเป็นห่วง ท่าทางที่สบายๆของหยางหลงนั้นทำให้นางนั้นเป็นกังวล “ พวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอกอย่างไรเสียพวกนั้นก็ไม่สามารถทำอะไรเราได้อยู่แล้ว ” หยางหลงนั้นกล่าวอย่างมั่นใจ “ อะไรทำให้ท่านมั่นใจได้ขนาดนั้น ” แม่นางเสวี่ยเฟยเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ ฮ่าๆๆๆ หยางหลงนั้นหัวเราะออกมาอย่างเบาๆก่อนที่เขานั้นจะลุกขึันจากริมหน้าต่างแล้วเดินตรงมาที่โต๊ะกลมใจกลางห้อง “ ไม่รู้สิ.... ” หยางหลงนั้นเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่มุมปากทั้งสองของตนเอง “ พวกเจ้าก็ทำตัวปกติไปเถอะเพราะว่าอีกไม่นานคงจะมีบางเกิดขึ้น ” หยางหลงนั้นกล่าวอย่างมีเลศนัย รอยยิ้มที่มุมปากของบ่งบอกว่าเขานั้นกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ สตรีทั้งสามมิสามารถอ่านความคิดของบุรุษผู้นี้ออกเลยสักนิด ความคิดที่ลึกซึ้งเกินกว้างที่คนธรรมดานั้นจะไม่สามารถคาดเดาได้ ............................. สามวันผ่านไป กาลเวลานั้นผ่านพ้นไปความแต่งตั้งองค์รัชทายาทก็มาถึง ยามเช้าที่ท้องนภาอันเปิดกว้างแสงแดดนั้นสาดส่องลงมาที่เมืองหลวง ก้อนเมฆสีขาวนั้นลอยปกคลุมอยู่ทั่วท้องฟ้า ไม่เมฆสีดำซึ่งเป็นสัญญาณของเมฆฟ้าเลยสักนิด วันนี้ชั่งเป็นคนที่เหมาะสมกับงานมงคลยิ่งนัก ผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาในเมืองหลวงนั้นมีมากกว่าสามวันก่อนเสียอีก เจ้าสำนักต่างๆในแผ่นดิน ทูลของแคว้นต่างไป ของขวัญจากแคว้นต่างๆก็เดินทางมาถึงเกือบจะทั้งหมดแล้ว ความแออัดของผู้คนนั้นเริ่มมากขึ้น ถนนเส้นหลักของเมืองทางเดินที่เต็มไปด้วยผู้คนเดินเบียดกันจนไม่มีที่จะเดิน บ่อนการพนันของแม่นางเสวี่ยเฟยที่ตั้งอยู่กลางเมืองที่มีถนนเส้นหลักตัดผ่าน บนชั้นสามที่หน้าต่างบานใหญ่ที่ถูกเปิดเอาไว้ บุรุษผู้หนึ่งกำลังมองต่ำลงมาที่ฝูงชนด้วยสายตาที่เรียบเฉย แอ๊ด!!! เสียงประตูบานใหญ่ที่ถูกเปิดเข้ามาภายในห้อง สีฝีเท้าอันนุ่มนวลต่างจากเสียงฝีเท้าของบุรุษ “ เห็นทีวันนี้บ่อนของเจ้าคงจะทำกำไรได้มิน้อยเลยนะ ” บุรุษผู้นั้นกล่าวในขนาดที่สายตานั้นกำลังมองต่ำลงไปฝูงชนที่อยู่ด้านล่าง “ หื้อ!!! ท่านกล่าวอย่างไม่ทุกร้อนเช่นนี้ทำให้ข้าประหลาดใจยิ่งนัก การที่บ่อนของเรารอดพ้นจากสกุลถังมาได้แม้ท่านจะกระทำเช่นนั้นไป นั้นก็เพราะมันใกล้วันแต่งตั้งองค์รัชทายาทพอดีเพราะเช่นนั้นสกุลถังเลยเลือกไม่เคลื่อนไหว ” เสียงของสตรีได้เอ่ยดังขึ้นมาจากด้านหลังของบุรุษผู้นั้น หยางหลงนั้นหันกลับมองไปภายในห้อง แม่นางเสวี่ยเฟยนั้นกำลังนั่งริมน้ำชาอยู่ที่โต๊ะกลมใจกลางห้อง น้ำชาสองถ้วยบนโต๊ะถูกรินจนเต็ม หยางหลงที่นั่งอยู่โต๊ะริมหน้าต่างได้ลุกจากริมหน้าต่างแล้วเดินมานั่งลงที่เก้าอี้ที่มีถ้วยน้ำชาตั้งเอาไว้ บุรุษชุดขาวได้หยิบถ้วยน้ำชายกขึ้นมาดื่มอย่างใจเย็น เมื่อเขานั้นลงถ้วยน้ำชาลงหยางหลงนั้นหันไปถาม“ ที่หมู่บ้านห้าธาตุเป็ออย่างไรบ้าง... ” “ ตอนนี้หมู่บ้านนั้นกำลังเริ่มทำการขนส่งไข่ไก่จำนวนมากออกไปขายตามเมืองต่างๆ ” แม่นางเสงี่ยเฟยนั้นกล่าวรายงาน “ ถ้าทำอย่างนั้นแปลว่าถึงชั้นตอนที่ฟาร์มไก่นั้นลงตัวแล้วสินะ ” “ เพค่ะ...ตอนนี้ทางกุ้ยตานกำลังดำเนินการทำฟาร์มวัวเพิ่มแต่ว่าตอนเริ่มขยายพื้นที่ของหมู่บ้านเสียก่อน ” สตรีในชุดม่วงอันเย้ายวนนั้นกล่าวอย่างสงบนิ่งพลางกับยกถ้วยน้ำชาดื่มไปด้วย “ เรื่องเช่นนั้นไม่จำเป็นก็ได้มิใช่หรือ... ” หยางหลงนั้นกล่าวขึ้น แม่นางเสวี่ยเฟยนั้นหันมองด้วยความประหลาดใจ นางเอียงคอสงสัย “ ที่ข้าพยายามจะสื่อนั้นก็คือการเลี้ยงแบบฟาร์มเปิด ” คำพูดของหยางหลงนั้นยิ่งทำให้แม่นางเสงี่ยเฟยนั้นมึนงงกับคำพูด ก่อนที่หยางหลงนั้นจะอธิบายระบบของฟาร์มเปิดให้กับแม่นางเสวี่ยเฟยนั้นได้ฟัง จนกระทั่งเมื่อได้ฟังความจนจบแม่นางเสวี่ยเฟยก็เริ่มทำหน้าตาเข้าใจขึ้นมา “ ถ้าเช่นนั้นท่านจะให้ข้าส่งกำหนดการไปให้กับกุ้ยตานเลยหรือมั้ย ” แม่นางเสวี่ยเฟยนั้นเอ่ยถาม “ ช่วยจัดการให้ข้าหน่อยเพราะว่าเห็นทีวันนี้ตัวข้านั้นจะไม่ว่างเสียแล้ว ” หยางหลงนั้นกล่าวออกมาอย่างเยือกเย็น ดวงตาของแม่นางเสวี่ยเฟยนั้นได้มองเห็นรอยยิ้มที่มุมปากทั้งสองข้างของหยางหลงจบบท

    คล้ายกับเรื่องเหตุใดข้ามาอยู่ในร่างขององค์ชายไร้ค่า ที่คุณอ่าน