ท่านอ๋องจอมเย็นชากับพระชายาตัวแสบ

    บทที่ 45 การฝึกฝนสุดโหด

    บทที่ 45 การฝึกฝนสุดโหด


    อย่างแรกคือการรัดเอว ผ้าสีขาวถูกพันรอบเอว แม้เอวของลู่จือฉิงจะเล็กอยู่แล้วแต่ก็ไม่เท่าผ้าสีขาวผืนนั้นนางรู้สึกเหมือนเอวจะขาดลู่จือฉิงต้องกลั้นหายใจจึงจะสวมเข้าไปได้


    เมื่อรัดเอวเสร็จ ก็เริ่มสวมกระโปรงผ้าซ้อนกันเป็นชั้นๆ เส้นไหมทองปักเป็นลวดลายซ้อนกันบนชายกระโปรง ปักเป็นรูปดอกโบตั๋นพันชั้น แขนเสื้อสีน้ำเงินเข้มเหน็บผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมสีเขียวอมฟ้า


    เครื่องประดับศีรษะยิ่งประณีตบรรจง ผมสีดำสนิทถูกหวีเป็นรูปวงแหวนลงมาข้างหู หน้าผากติดปิ่นปักผมรูปดอกเหมย ซึ่งเป็นเครื่องแต่งกายที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเมืองหลวงขณะนี้


    การเขียนคิ้วและทาปากยิ่งซับซ้อน เขียนคิ้วแบบคิ้วโค้งทาแก้มสีแดงระเรื่อ แต้มริมฝีปากสีแดง ลู่จือฉิงเดิมทีก็มีรูปโฉมงดงามอยู่แล้ว เมื่อแต่งกายเช่นนี้ยิ่งทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาได้


    ใช้เวลาแต่งตัวอยู่หนึ่งชั่วยามจึงเสร็จสิ้น ลู่จือฉิงยืนอยู่หน้ากระจกทองแดง แม้กระจกจะไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่ก็ทำให้ลู่จือฉิงเห็นหญิงสาวรูปโฉมงดงามราวกับเทพธิดา ดูท่าคำที่ว่า ‘หน้าตาสามส่วน แต่งเจ็ดส่วน’ เป็นเรื่องจริง


    เซี่ยมู่ตื่นแล้วเช่นกัน เขาเดินเข้ามาจากข้างนอก วันนี้เขาสวมเสื้อคลุมสีเหลืองตัดกับแสงอรุณ ทำให้เขาดูเปล่งประกายไปทั้งตัว


    เมื่อเซี่ยมู่เห็นลู่จือฉิงก็ร้อง “ว้าว!” ออกมาอย่างอดไม่ได้ ลู่จือฉิงยิ้มอย่างภาคภูมิใจให้เขา พวกแม่นมและสาวใช้ที่อยู่ด้านข้างเห็นเซี่ยมู่ตัวน้อยก็พากันทำความเคารพ


    เซี่ยมู่มองออกทันทีว่าใครเป็นผู้นำที่นี่ จึงดึงชายแขนเสื้อของแม่นมแล้วถามว่า “แม่นม ท่านแม่ของข้าจะไปงานปาร์ตี้หรือ?”


    แม่นมมองเซี่ยมู่ด้วยสายตาเอ็นดู แต่ ณ ที่นั้น นอกจากลู่จือฉิงแล้ว ไม่มีใครเข้าใจสิ่งที่เขาพูดลู่จือฉิงรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งปกติสอนอะไรไม่สอนดันไปสอนคำนี้


    ลู่จือฉิงเองก็อยากรู้ จึงถามเซี่ยมู่อีกครั้งว่า “เขาหมายถึง ข้าจะออกไปงานเลี้ยงข้างนอกหรือไม่”


    แม่นมยิ้มอย่างนอบน้อม “วันนี้แม่นางลู่จะเรียนมารยาทอยู่แต่ในห้องเจ้าค่ะ”


    ไม่ต้องออกไปข้างนอกงั้นหรือ?  ลู่จือฉิงมองดูชุดที่สวมใส่อย่างอดไม่ได้ หมายความว่ากุลสตรีสมัยโบราณใช้เวลาแต่งตัวนานเป็นชั่วโมง ทั้งๆ ที่ไม่ได้ออกไปไหนเลยเนี่ยนะ?


    ที่สำคัญที่สุดคือรองเท้านั่นมันคือรองเท้าอะไร ใช้คำพูดสมัยโบราณเรียกว่า ‘ฮวาเผินตี่’ ลู่จือฉิงเคยเห็นแต่ในหนังสือ ตอนนั้นยังคิดว่าคนโบราณน่าสงสารจริงๆ


    ไม่คิดว่ากงล้อแห่งโชคชะตาจะพลิกผัน บัดนี้คนที่น่าสงสารกลายเป็นลู่จือฉิงเสียแล้ว ใครกันนะที่คิดค้นรองเท้าแบบนี้ขึ้นมาได้ มันส่งผลกระทบต่อความเร็วและคุณภาพอย่างมาก

    ‘ฮวาเผินตี่’ ตามชื่อก็คือรองเท้าที่มีลักษณะเหมือนกระถางดอกไม้ มันเป็นต้นแบบของรองเท้าส้นสูง แต่จริงๆ แล้วคือรองเท้าพื้นหนา และรองเท้าพื้นหนานี้ก็ไม่ได้หนาทั้งหมด


    มีเพียงส่วนตรงกลางเท่านั้นที่เป็นส้นสูง ด้านหน้าและด้านหลังจะลอยอยู่ ลู่จือฉิงต้องเดินอย่างระมัดระวัง หากไม่ระวังก็อาจจะล้มหัวคะมำได้


    ตอนนี้ลู่จือฉิงกำลังสวมรองเท้ามรณะคู่นี้ บทเรียนแรกที่แม่นมสอนนางคือการเดิน การเดินในสมัยโบราณไม่เหมือนกับสมัยใหม่ที่จะเดินแบบไหนก็ได้


    แต่กุลสตรีสมัยโบราณต้อง ‘เดินอย่างสง่างาม’ คือต้องเดินช้าๆ ยิ่งช้ายิ่งดี เพื่อแสดงถึงความสุขุม ลู่จือฉิงได้แต่คิดในใจว่า จริงๆ แล้วเป็นเพราะรองเท้าคู่นี้ต่างหากที่ทำให้นางเดินเร็วไม่ได้น่ะ!



    สวมใส่ “ฮวาเผินตี่” แล้วแม่นมก็เริ่มสอนลู่จือฉิงเรื่องการเดินอย่างสง่างาม เซี่ยมู่นั่งกินขนมถั่วเขียวอยู่ด้านข้างมองดูด้วยความสนุกสนาน


    ที่ลู่จือฉิงยอมเรียนรู้ก็เพราะตอนนี้นางอยู่ในกำมือของชิวหลินรุ่ย ต้องทำตามใจเขา มิเช่นนั้นหากขัดใจเขาเข้า นางอาจถูกจับโยนเข้าคุก ซึ่งทรมานยิ่งกว่าอยู่ในสวนฮวาเหยียนมากนัก


    ดังนั้นเพื่อชีวิตที่สุขสบายของนางและเซี่ยมู่ อย่าว่าแต่รองเท้านี่เลย ต่อให้เป็นฐานรองแจกันนางก็ต้องยอมใส่


    ทว่าลู่จือฉิงดูจะไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้เลย นับตั้งแต่สวมรองเท้านี้ร่างกายของนางก็โงนเงนไปมาตลอดเวลา พร้อมจะล้มหน้าคะมำหรือหน้าทิ่มลงพื้นได้ทุกเมื่อ


    ข้างกายมีสาวใช้สองคนยืนอยู่คอยประคองลู่จือฉิงไว้ทุกครั้งที่นางเซ ท่าทางโงนเงนของลู่จือฉิงช่างน่าขบขัน แต่ก็ไม่มีใครกล้าหัวเราะแม้แต่คนเดียว เพราะนางเป็นนาย พวกนางทำได้เพียงก้มหน้าก้มตากัดริมฝีปากแน่นจนเป็นรอยฟัน

    แม่นมหยิบผ้าเช็ดหน้าที่เหน็บไว้ตรงอกเสื้อออกมา ลู่จือฉิงก็ทำตาม หยิบผ้าเช็ดหน้าของตัวเองออกมาเช่นกัน แม่นมเดินไปข้างหน้าอย่างนุ่มนวล


    พลางพูดกับลู่จือฉิงว่า “แม่นางลู่ต้องเดินช้าๆ เจ้าค่ะ ใช่แล้ว ค่อยๆ เดินไป อย่าให้เห็นปลายเท้า นั่นคืออย่าให้เห็นรองเท้า กระโปรงต้องพลิ้วไหวเพียงเล็กน้อย ห้ามสะบัดแรง เดินตามบ่าวมาเลยเจ้าค่ะ”


    ลู่จือฉิงกำลังจดจ่ออยู่กับการทรงตัวบนรองเท้า ไม่มีเวลามาฟังที่แม่นมพูด กฎเกณฑ์ในสมัยโบราณช่างมากมายเหลือเกิน ลู่จือฉิงได้ยินเพียงว่าต้องเดินตามนางก็เดินตามไป


    แม่นมเดินนำไปช้าๆ มั่นคงราวกับสวมรองเท้าสเก็ต กระโปรงแทบไม่ขยับเลย ส่วนลู่จือฉิงพอยกเท้าซ้ายขึ้นร่างกายของนางก็เซไปทางซ้าย นางเสียการทรงตัวล้มไปด้านหลัง ใบหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ


    ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สาวใช้ทั้งสองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน ทำไมจู่ๆ แม่นางลู่ถึงล้มลงไปเช่นนั้น ทั้งที่เพิ่งจะก้าวขาออกไปก้าวแรกเอง พวกนางไม่กล้าหัวเราะเยาะจึงก้มหน้าต่ำ ตอนนี้ไม่มีใครทันได้ประคอง


    ตอนที่สาวใช้ยื่นมือเข้าไปช่วยลู่จือฉิงก็นั่งอยู่บนพื้นแล้ว กระโปรงของแผ่กระจายอยู่บนพื้น รองเท้าปักลายดอกไม้คู่หนึ่งโผล่ออกมา นางนั่งกางขาอยู่บนพื้นตรงนั้น ไม่มีท่าทางของกุลสตรีผู้สูงศักดิ์แม้แต่น้อย


    แม่นมไม่ได้กล่าวโทษลู่จือฉิง แต่หันไปตำหนิสาวใช้สองคนนั้นแทน     ลู่จือฉิงนั่งอยู่บนพื้นยังคงรู้สึกเจ็บอยู่ แต่รางก็ขอร้องแม่นมแทนพวกนาง “แม่นม ท่านอย่าได้ตำหนิพวกนางเลย ยกโทษให้พวกนางเถิด ข้าไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก”


    แม่นมครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ็ดสาวใช้ทั้งสองว่า “แม่นางลู่ใจดี ยกโทษให้พวกเจ้า แต่ทีหลังพวกเจ้าต้องระวังให้มาก ไม่เช่นนั้นข้าจะส่งพวกเจ้าไปทำงานอื่นให้หนักกว่าเดิม เข้าใจหรือไม่!”


    สาวใช้ทั้งสองรับคำด้วยความหวาดกลัว มองลู่จือฉิงด้วยสายตาขอบคุณ ลู่จือฉิงพยุงตัวเองลุกขึ้นจากพื้นปัดเสื้อผ้า “เอาล่ะ เริ่มใหม่ก็ได้”


    เพราะภาพตรงหน้าทำเอาเซี่ยมู่สำลักขนมถั่วเขียวจนติดคอ สาวใช้ข้างกายรีบส่งน้ำชาให้ เขายังคงชี้ไปที่ลู่จือฉิงและหัวเราะไม่หยุด


    ลู่จือฉิงจ้องมองเขาอย่างไม่ใส่ใจ แล้วหันไปฝึกเดินต่อ แม่นมระมัดระวังมากขึ้น ค่อยๆ สอนท่าทางการเดิน การสะบัดผ้าเช็ดหน้า สีหน้า และท่าทาง ราวกับว่าเป็นหุ่นยนต์


    ลู่จือฉิงลองทำตามหลายครั้งจึงจะจำได้ รอบที่สองดีขึ้นมาก รอบที่สามพอนางใกล้จะล้ม สาวใช้สองคนนั้นไม่กล้าพลาดอีกแล้วพวกนางรีบเข้าไปพยุงลู่จือฉิงเอาไว้ทันที


    รอบที่สามเดินได้ห้าก้าวก็ล้ม ลู่จือฉิงคิดว่านางพัฒนาขึ้นสองก้าวแล้ว แม่นมก็ดีใจมาก ชมว่าลู่จือฉิงฉลาดมาก


    ลู่จือฉิงไม่กล้ารับคำชม คนสมัยโบราณช่างใจกว้างจริงๆ


    นางฝึกเดินอยู่ทั้งเช้า หลายชั่วยามผ่านไปลู่จือฉิงรู้สึกว่าเท้าของนางพองเพราะรองเท้าเริ่มกัดแล้ว ร่างกายของนางหนักอึ้งเพราะเสื้อผ้ารัดรูปและชุดคลุมหลายชั้น ทำเอาลู่จือฉิงรู้สึกว่าจะเป็นลมได้ทุกเมื่อ


    แต่ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นลู่จือฉิงเริ่มเดินได้คล่องขึ้นหลังจากที่ฝึกฝนอย่างหนัก อย่างน้อยที่สุดตอนนี้นางก็ไม่ล้มแล้ว


    แม้ว่านางจะยังคงเดินเซๆ ทำให้สาวใช้สองคนนั้นใจหายใจคว่ำ แต่นางก็รอดมาได้ทุกครั้ง แม้ว่าลู่จือฉิงจะยังเดินไม่สวยแต่นางก็เดินไปข้างหน้าได้แล้ว


    ทั้งแม่นมและสาวใช้ต่างรู้สึกโล่งใจ ปลาบปลื้มใจยิ่งนัก ช่างไม่ง่ายเลยจริงๆ  เช้านี้ฝึกเดินไปแล้วนับร้อยรอบ ฝึกอีกไม่กี่รอบก็ได้เวลา     อาหารกลางวันของพระชายาแล้ว


    ทางจวนเตรียมอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว เวลาไหนกินอะไรล้วนมีกฎเกณฑ์ ห้ามคลาดเคลื่อนแม้แต่น้อย ดังนั้นบทเรียนวันนี้ใกล้จะจบแล้ว อีกแค่รอบเดียวลู่จือฉิงก็จะได้กินข้าวแล้ว


    ลู่จือฉิงก็รู้ดีเช่นกันว่านี่เป็นครั้งสุดท้าย นางจึงตั้งใจเป็นพิเศษ ศีรษะเชิดขึ้นมองตรงไปข้างหน้า ยืดลำตัวตรงราวกับคันศร แล้วค่อยๆ ก้าวออกไปทีละก้าว


    ก้าวแรกราบรื่น ก้าวที่สองก็เช่นกัน ก้าวที่สามและก้าวที่สี่ก็ราบรื่น แม่นมแทบจะหลั่งน้ำตาแห่งความปลื้มปิติ ในที่สุดก็ดูเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาบ้างแล้ว


    ลู่จือฉิงเริ่มมั่นใจ นางรู้สึกว่าตัวเองสามารถควบคุมรองเท้าคู่นี้ได้แล้ว จึงเริ่มเดินอย่างกล้าหาญมากขึ้น ไม่ระมัดระวังเหมือนกับตอนแรก


    แม้จะเดินอย่างมั่นใจไปหลายก้าว ก็ไม่ได้เกิดเหตุอันใด ลู่จือฉิงยิ่งลำพองใจ คิดว่าตนเองสามารถควบคุม ‘ฮวาเผินตี่’ได้แล้ว จึงเริ่มเร่งฝีเท้าก้าวไปข้างหน้า 

    แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ขณะที่ลู่จือฉิงกำลังจ้องมอง ‘ฮวาเผินตี่’ ใต้ฝ่าเท้าด้วยความภาคภูมิใจ ทันใดนั้น นางก็เหลือบไปเห็นรองเท้าคู่หนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้า 


    เป็นรองเท้าของบุรุษ ลู่จือฉิงมองเพียงแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีจากลายปักรูปคลื่นสีเงิน ว่าบุรุษผู้นี้คือชิวหลินรุ่ย  ชิวหลินรุ่ยงั้นรึ?  ชิวหลินรุ่ย!


    รองเท้าของลู่จือฉิงพลันเอียงไปด้านข้าง น้ำหนักตัวของนางก็เริ่มเทไปด้านนั้น สุดท้ายร่างกายก็เสียสมดุลใกล้จะล้มลงไปกองกับพื้น!




    คล้ายกับเรื่องท่านอ๋องจอมเย็นชากับพระชายาตัวแสบ ที่คุณอ่าน