“เบิกตัวฮั่นหวางเฟยเข้าเฝ้า!”
เสียงประกาศของขันทีดังขึ้นจูเกาเซวียนหันขวับไปมองด้านหลังทันควัน ยามนี้ที่ปลายสุดทางเดินตรงประตูท้องพระโรงมีสตรีนางหนึ่งยืนอยู่
ซูอันหนิงอยู่ในชุดพระราชทานประจำตำแหน่งพระชายาชินอ๋องศีรษะพันด้วยผ้าพันแผลแทนมงกุฎแสดงสถานะพระชายา สีหน้าของนางยามนี้ขาวซีดกว่าปกติวูบหนึ่งนั้นจูเกาเซวียนคิดว่าตนเองตาฝาด
เหตุใดนางจึงดูแย่กว่าเมื่อวานนี้เสียอีก!
พระชายาฮั่นอ๋องประคองมือไว้ที่ระดับอกค่อยเดินเข้ามาในท้องพระโรงชั่วคราวช้าๆ ลมหนาวพัดอาภรณ์ปลิวสะบัดทำให้ร่างบางเซเล็กน้อย จูเกาเซวียนขยับเท้าทำท่าจะพุ่งเข้าไปประคอง ก่อนจะตระหนักได้ว่าที่นี่คือท้องพระโรงจึงหยุดตัวเองไว้ทัน
ซูอันหนิงหยุดยืนเพื่อประคองตนเองให้มั่นคงแล้วจึงเดินต่อแม้ท่าทางจะอิดโรยอ่อนแอแต่คนกลับสงบนิ่งมั่นคง
นางเดินเข้ามาหยุดกลางโถงคุกเข่าคำนับตามพิธีการ
“ถวายบังคมฝ่าบาทขอพระองค์จงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี”
ฮ่องเต้มองลงมาจากบัลลังก์มังกรราวกับต้องการพินิจนางให้นานขึ้นแต่พระองค์ไม่ทรงทำให้นางลำบากใจนัก เพียงอึดใจเดียวก็ตรัสอนุญาต
“ลุกขึ้น ไปนั่งด้านข้างให้หมอหลวงจับชีพจร”
“ขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ”
ซูอันหนิงลุกขึ้นช้าๆ นางมองมาทางฮั่นอ๋องแวบหนึ่งชั่วขณะที่ทั้งคู่สบตากัน ราวกับว่าร้อยเรื่องราวในใจของนางถูกถ่ายทอดออกมาถึงเขามีทั้งคำขอโทษที่ไร้เสียง และการยืนกรานอย่างหนักแน่น
นางจำเป็นต้องทำเช่นนี้...
จูเกาเซวียนกำมือแน่นได้แต่กัดฟันมองดูนางเดินโอนเอนไปมาราวกับลำไผ่ลู่ลม เขาอยากเข้าไปพยุงนางอยากพานางกลับไปรักษาตัว ไม่ต้องมาให้ใครตรวจสอบราวกับผู้ต้องหาเช่นนี้
ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะเขาปกป้องนางได้ไม่ดีพอทั้งที่เขาเอ่ยปากอย่างหนักแน่นว่าจะปกป้องนาง!
ในอกของเขาแสบร้อนบางอย่างพลันแล่นมาจุกที่ลิ้นปี่ เขาไอออกมาจนใบหน้าแดงก่ำราวกับว่าอาการป่วยได้กำเริบขึ้นมาอีกครั้ง ขุนนางที่อยู่ใกล้ขยับเข้ามาไถ่ถามเขาได้แต่กลืนรสหวานของโลหิตลงคอพลางส่ายหน้า สายตามองตามแผ่นหลังของนางไม่ห่าง
ด้านข้างท้องพระโรงคือตั่งเตี้ยที่ถูกเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้วทันทีที่ซูอันหนิงเข้าไปนั่งแพรขาวก็ถูกกางขึ้นกั้นสายตาผู้คน นางกำนัลเข้ามาช่วยจัดท่านั่งคลุมแพรบางที่ข้อมือซึ่งยื่นออกมาจากม่านขาว หมอหลวงห้าคนอยู่อีกด้านของม่านรอคอยที่จะตรวจชีพจรต่อเบื้องพระพักตร์
ทันใดนั้นเสียงประกาศของขันทีก็ดังขึ้น
“หมอหลวงจะเริ่มจับชีพจร ณ บัดนี้”
จูเกาเซวียนขยับตัวไปทางนั้นก้าวหนึ่งเขากำโลหิตที่สำลักไอออกมาเมื่อครู่ไว้บนฝ่ามือแน่น เงยหน้าขึ้นมองไปทางม่านขาวดวงตาของเขาสั่นไหวหัวใจเต้นระทึก
เมื่อวานนางยังมีอาการชีพจรผิดปกติอยู่ ไม่มีทางที่หมอหลวงจะตรวจไม่พบเขาเพิ่งกลับจากแดนเหนือเมื่อเดือนที่แล้วหากหมอวินิจฉัยว่าอายุครรภ์ของนางมากกว่าหนึ่งเดือนจะทำอย่างไรจะปฏิเสธแล้วยืนยันว่านางไม่ได้ท้องจริงๆ หรือจะสวมรอยยอมรับเอาไว้ก่อน
แต่หากสวมรอยยอมรับนั่นไม่เท่ากับโทษหลอกลวงเบื้องสูงหรือ
เขาจะไขว้เขวไม่ได้...จูเกาเซวียนพยายามรวบรวมสติแล้วคิดใคร่ตรองถึงแผนการที่จะทำให้ซูอันหนิงปลอดภัยที่สุด
นางไม่ได้ท้องจริงๆนางยังเป็นสาวพรหมจรรย์แต่...การตรวจพรหมจรรย์สตรีเป็นเรื่องหลู่เกียรติของนางยิ่งนักเขาไม่ยอมโดยเด็ดขาด
เช่นนั้นก็ต้องยืนยันให้ตรวจครรภ์ปลอมเท่านั้นถึงอย่างไรนางก็ไม่ได้ตั้งครรภ์จริงๆ เขายินดีใช้ตำแหน่งชินอ๋องเป็นเดิมพันเสด็จพ่อคงจะไม่รีบร้อนตัดสินนางกระมัง
ในขณะที่ฮั่นอ๋องคิดหาทางออกเอาไว้มากมายหมอหลวงก็กำลังจับชีพอย่างเงียบงัน เวลาค่อยๆ ไหลรินไปอย่างช้าๆ
หมอหลวงคนแรกยกปลายนิ้วขึ้นหันไปทางบัลลังก์มังกร ประสานมือกราบทูล
“ทูลฝ่าบาท ชีพจรฮั่นหวางเฟยสับสนบางคราวมีอาการชีพจรลื่นมาๆ หายๆ แต่ไม่ใช่สัญญาณชีพจรมงคลพ่ะย่ะค่ะเป็นการบำรุงมากเกินไป”
เกิดความเงียบขึ้นในท้องพระโรงมีคนขมวดคิ้วสงสัย แต่มีอีกหลายคนถอนหายใจราวโล่งอก
จูเกาเซวียนสูดหายใจลึกคล้ายคนตกสู่ห้วงเหวลึกแล้วคว้ากิ่งไม้ช่วยชีวิตไว้ได้ดวงตาของเขาเบิกกว้างเล็กน้อยราวกับไม่แน่ใจนักว่าสิ่งที่ตนเองได้ยินจะเป็นเรื่องจริง
นางไม่มีอาการชีพจรมงคลแล้วหรือ
หมอหลวงคนที่สองและสามเข้าไปจับชีพจรต่อ คำวินิจฉัยยังคงคล้ายคลึงกับคนแรก
“ทูลฝ่าบาทฮั่นหวางเฟยร่างกายอ่อนแอชี่พร่องจากการเสียเลือดมาก แต่ก็มีอาการถูกไฟร้ายรุมเร้า หากปล่อยไว้ไม่รีบรักษาอาจส่งผลต่อร่างกายในระยะยาวพ่ะย่ะค่ะ”
หมอหลวงฮั่วคือคนที่สี่หลังจากจับชีพจรกลับขมวดคิ้วนิ่วหน้าจรดปลายนิ้วนานกว่าคนอื่นๆ
“ชีพจรของฮั่นหวางเฟยแปลกยิ่งนักคล้ายกับว่าเพิ่งดื่มยาที่ไม่ถูกโรค ทำให้ชี่ปั่นป่วนอ่อนแอ ไฟในร่างทำร้ายภายใน”
เขาหันไปทางหมอหลวงเซี่ย ถามว่า“ท่านจ่ายอะไรให้หวางเฟยหรือ”
จูเกาเซวียนขมวดคิ้วหรี่ตามองหมอหลวงฮั่วหัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้นมาอีก นึกถึงท่าทางผิดปกติของซูอันหนิงเมื่อวานแล้วหัวใจก็หล่นวูบ
นางเชิญเขาร่วมโต๊ะอาหาร ทำชามยาของเขาล้มอ่อนโยนกว่าที่เคย ก็เพราะมีแผนการนี้อยู่แต่เดิมหรือ
หรือนางจะตั้งใจดื่มยาขัดโรค!
นึกถึงคำถามที่นางถามเขาเมื่อวานในใจยิ่งไม่สงบ
“หากมีข่าวลือกระจายออกไปหวางเย่มีแผนรับมืออย่างไรเพคะ”
เขาตอบว่าอย่างไรนะ...
“ข้าจะสลายข่าวลือเอง เหมือนตอนนั้น”
ชายหนุ่มขบกรามแน่น
นี่คือเหตุผลที่เจ้าไม่อยากพึ่งพาข้าเช่นนั้นหรือเพราะข้าไม่อาจปกป้องเจ้าได้ใช่หรือไม่?
หมอหลวงเซี่ยสูดหายใจ เขายื่นบันทึกการรักษาส่งให้หมอหลวงฮั่ว“ท่านลองตรวจดูบันทึกการรักษาของข้าได้”
หลังจากส่งบันทึกการรักษาให้หมอหลวงฮั่วแล้วหมอหลวงเซี่ยก็หันไปกราบทูลทางฮ่องเต้
“ทูลฝ่าบาทกระหม่อมถูกเรียกไปรักษาอาการป่วยของหวางเย่หลังงานเลี้ยงตงจื้อ ยามนั้นหวางเย่ตรากตรำในงานพิธีบูชาฟ้าดินจึงมีไอเย็นเกาะผิวกำเริบร่วมกับมีไฟร้ายในอกจำต้องค่อยๆ รักษาไปทีละขั้น
ขณะเดียวกันพระชายาก็ประสบอุบัติเหตุศีรษะแตกทว่าฮั่นหวางเฟยมิได้มีเพียงบาดแผลภายนอก นางถูกไอเย็นแทรกซึมเข้าร่างหลังบาดเจ็บกระหม่อมจึงจัดยาบำรุงโลหิต ร่วมกับสมุนไพรขจัดไอเย็น แต่...”
หมอหลวงเซี่ยเว้นจังหวะครู่หนึ่ง
“คล้ายกับว่าพระชายาได้ดื่มกินบางสิ่งที่กระหม่อมไม่อาจวินิจฉัยได้ในงานเลี้ยงยาที่กระหม่อมจ่ายจึงได้ขัดกันกับอาหารที่ฮั่นหวางเฟยเสวยจึงทำให้ชีพจรไม่ปกติพ่ะย่ะค่ะ ด้วยเหตุนี้...ฮั่นหวางเย่จึงได้ให้กระหม่อมพักอยู่ที่จวนเพื่อเฝ้าดูอาการและปรับเทียบยาอย่างใกล้ชิดพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้หรี่พระเนตร มองหมอหลวงนิ่งนานหมอหลวงเซี่ยยังคงก้มหน้าประสานมืออย่างสงบ แม้แผ่นหลังจะชื้นเหงื่อแล้วก็ตาม
หมอหลวงฮั่วอ่านบันทึกจนถี่ถ้วนแล้วจึงส่งบันทึกการรักษาให้หมอหลวงคนที่ห้าหันไปกราบทูลว่า “ทูลฝ่าบาท บันทึกการรักษาเป็นเช่นนั้นจริงพ่ะย่ะค่ะ”
ผลการตรวจชีพจรจากหมอทั้งห้าคนล้วนวินิจฉัยตรงกันว่าพระชายาฮั่นอ๋องไม่มีสภาวะตั้งครรภ์
สีพระพักตร์ของฮ่องเต้อ่อนลงเล็กน้อย“ในเมื่อไม่ได้ท้องก็ให้เลิกพูดเรื่องนี้ ส่งฮั่นหวางเฟยกลับจวนประทานเห็ดหลินจือแดงและสมุนไพรบำรุงให้หมอหลวงเซี่ยประจำอยู่ที่จวนฮั่นหวางรักษาอาการฮั่นหวางและพระชายาจนกว่าจะหาย”
“น้อมรับพระบัญชา”
คนที่โล่งใจที่สุดและหนักใจที่สุดกลับเป็นจูเกาเซวียนเขารีบขอบพระทัยทันที “ขอบพระทัยฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
พอลุกขึ้นยืนอีกครั้ง จู่ๆไหล่ด้านหนึ่งก็ทรุดลงจากน้ำหนักมือที่กดลงมาอย่างตั้งใจ จูเกาเซวียนสูดหายใจลึกข่มความพลุ่งพล่านในอก แล้วหันไปมององค์รัชทายาทซึ่งขยับมายืนอยู่ข้างกายเขาเมื่อไรไม่ทราบ
“น้องรอง เจ้าดูตื่นตระหนกเกินไปหรือไม่”องค์รัชทายาทยิ้มบางๆ แล้วถาม
จูเกาเซวียนหน้าตึง มือกำแท่งฮู่แน่น“นางถูกใส่ร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า ถูกปล่อยข่าวลือเอาชีวิต...”ดวงตาของเขาเข้มขึ้น ไม่ได้รักษาท่าทีสุภาพดังเคย “หากครั้งนี้แผนร้ายสำเร็จน้องสะใภ้ของท่านก็คงต้องโทษประหารไปแล้ว ท่านยิ้มได้ แต่ข้า...คือสามีของนางมิอาจทนได้!”
กล่าวจบจูเกาเซวียนก็เบี่ยงไหล่ออกจากฝ่ามือของรัชทายาทแล้วหันไปกราบทูล
“ทูลฝ่าบาทเห็นได้ชัดว่ามีคนจงใจปล่อยข่าวลือเสียหายหวังทำลายชื่อเสียงราชวงศ์ให้แปดเปื้อนหากยังปล่อยไว้จะต้องไม่เป็นผลดีแน่พ่ะย่ะค่ะ”
รอยยิ้มขององค์รัชทายาทจางลงแววตาของเขาลึกขึ้น
คำกราบทูลของฮั่นอ๋องเรียกเสียงสนับสนุนจากขุนนางไม่น้อย
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรลงมา แววตาลังเลวูบหนึ่งแต่สุดท้ายก็ยังออกคำสั่ง
“ให้องครักษ์จิ่นอีเว่ยเป็นผู้รับผิดชอบประกาศออกไป...ต่อไปนี้ผู้ใดปล่อยข่าวลือทำลายเกียรติราชวงศ์ต้องถูกจับสืบหาต้นตอข่าวลือ หากยืนยันเป็นเรื่องเท็จ ประหาร! ให้มีผลตั้งแต่บัดนี้”
ผู้บัญชาการกองกำลังจิ่นอีเว่ยก้าวออกมาจากแถว“รับพระบัญชา”
“เลิกประชุม”
จูเกาเซวียนเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังของฮ่องเต้ก่อนจะเหลือบมององค์รัชทายาทที่อยู่อีกด้าน ทั้งคู่สบตากันครู่หนึ่งก่อนจะเดินจากไปคนละทาง
รถม้าจวนฮั่นอ๋องแล่นออกมาจากวังหลวงชั่วคราวโดยมีกองกำลังอวี่หลินคอยคุ้มกันซูอันหนิงนั่งพิงไหล่กับผนังรถม้าราวกับคนสิ้นเรี่ยวแรง อากาศภายนอกหนาวเย็นมากแต่เฉินหลิงต้องคอยซับเหงื่อให้ผู้เป็นนายอยู่ตลอด
“ยังไม่ถึงอีกหรือ”ซูอันหนิงถามเสียงเบา
เฉินหลิงแหวกม่านออก มองไปด้านนอก“ใกล้แล้วเจ้าค่ะ”
ม้าค่อยๆชะลอความเร็วแล้วหยุดลงหน้าจวนฮั่นอ๋อง เสียงรายงานอันคุ้นเคยดังขึ้น “ถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินหลิงแหวกม่านรถออกหม่าหมัวมัวประคองพระชายาออกมา ซูอันหนิงมองซูอันเหิงซึ่งทำหน้าที่คุ้มกันขบวนอย่างอึ้งงันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มให้เขาราวกับจะบอกว่านางไม่เป็นไร
ซูอันเหิงขมวดคิ้วแน่นคิดว่าเขาตาบอดมองไม่เห็นท่าทางโรยแรงของนางหรือไร
ชายหนุ่มกุมหมัดคารวะเอ่ยอย่างเป็นทางการ “ขอให้หวางเฟยทรงดูแลสุขภาพ อย่าได้เจ็บป่วยอีกเลย”
หญิงสาวยิ้มเจื่อนตอบเสียงแผ่ว“รับความหวังดีจากท่านแล้ว เจ็บป่วยยากจะหลีกเลี่ยงแต่อย่างน้อยก็ทำให้ฝ่าบาททรงใช้งานองครักษ์จิ่นอีเว่ยแล้ว”
“ท่านไม่ต้องห่วงองครักษ์จิ่นอีเว่ยจะต้องหาคนผู้นั้นออกมาได้แน่”
ซูอันหนิงหลุบตาลงต่ำ กล่าวเสียงเรียบ“เกรงว่า...ต่อให้รู้ ก็ไม่อาจทำอะไรได้ยังคงต้องคำนึงถึงชื่อเสียงราชวงศ์เป็นหลัก”
ซูอันเหิงหรี่ตาถาม“ท่านรู้ว่าเป็นฝีมือผู้ใดหรือ”
“เดาได้ไม่ยาก”
มีสตรีเพียงนางเดียวที่เป็นปฏิปักษ์กับข้าเมื่อรู้ว่าเป็นนาง ฮั่นหวางเองก็คง...ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน
ความคิดนี้ทำให้หัวใจของนางปวดแปลบขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
ซูอันหนิงรีบกล่าวลาแล้วเดินตามแรงพยุงของหม่าหมัวมัวเข้าไปในจวนมือที่จับแขนหม่าหมัวมัวกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัวทันทีที่เดินพ้นประตูกั้นเรือนชั้นใน ร่างบางก็ล้มลงเสียงบ่าวร้องขึ้นอย่างตื่นตระหนก
หมอหลวงเซี่ยรีบตามเข้าไปการรักษาอย่างเร่งด่วน