หลังจากที่สำรวจห้องเก็บของหลังที่หนึ่งอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว หานคุนและหานหลินก็สามารถตัดสินใจอะไรๆ ได้อย่างไร้ซึ่งความลังเล แต่ถึงอย่างนั้นในเวลานี้พวกเขาย่อมไม่สามารถทำอะไรที่โจ่งแจ้งได้
ไม่ว่าอย่างไรตอนนี้ทั้งสองก็ปลอมตัวเข้ามาที่นี่ในฐานะคนพเนจรเพื่อตามหาองค์ชายรองตามราชโองการลับของฝ่าา แม้สายสืบที่ถูกส่งมาก่อนหน้าจะยืนยันว่าองค์ชายรองได้สิ้นพระชนม์ไปแล้วก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังมีจุดที่น่าสงสัยอยู่อีกไม่น้อย
และยิ่งไปกว่านั้นโลงศพที่ควรจะมีพระศพขององค์ชายรองอยู่ในนั้นมันกลับว่างเปล่า เบาะแสเดียวที่เหลืออยู่ตอนนี้มีเพียงมี่ฮวามารดาบังเกิดเกล้าขององค์ชายรองเท่านั้น และดูเหมือนจะไม่ใช่เพียงแค่นั้นสายข่าวรายงานว่านางได้ลอบติดต่อกับแคว้นของนางอย่างลับๆ แต่เื่ที่เกี่ยวกับองค์ชายรองนั้นกลับเงียบหายไม่มีความคืบหน้าเลยแม้แต่นิดเดียว
ก่อนหน้านี้แม่ทัพเฟิ่งได้ถูกลอบสังหารจากนักฆ่าชาวตงอิ่งจนได้รับาเ็ ซ้ำยังถูกพิษจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดนั้น โชคยังดีที่หลิงซีช่วยเอาไว้จึงสามารถรอดมาได้อย่างหวุดหวิด และเมื่อได้มีโอกาสตรวจสอบเข็มพิษที่หลิงซีใช้ จึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วพิษพวกนั้นเป็พิษที่ถูกปรุงขึ้นเป็พิเศษ ซึ่งขนาดผู้เชี่ยวชาญด้านพิษของค่ายกิเลนเหล็กก็ยังไม่สามารถระบุส่วนผสมหรือแม้กระทั่งที่มาของยาพิษนี้ได้
ด้วยความสงสัยแม่ทัพเฟิ่งจึงสั่งให้ตรวจสอบประวัติของเด็กหนุ่มอย่างละเอียด แต่ก็ไม่พบว่ามีความผิดปกติใดๆ แม้แต่น้อย ตามประวัติที่สืบได้หลิงซีย้ายมาอยู่ที่เมืองนี้เมื่อประมาณสามเดือนก่อน ส่วนพ่อแม่ถูกโจรป่าฆ่าตายระหว่างทาง เขาจึงตัดสินใจที่จะอยู่ที่เมืองนี้ ส่วนเหตุผลที่เขามาสร้างบ้านอยู่กลางป่านั้น เป็เพราะก่อนหน้านี้เด็กหนุ่มะเืใจจากการตายของพ่อแม่ จึงได้กลายเป็คนที่ค่อนข้างหวาดกลัวผู้คน เขาจึงได้ขอร้องให้นายอำเภอช่วยผ่อนปรนเื่พื้นที่การสร้างที่อยู่อาศัย
ใน่ที่หลิงซีอยู่ในเมืองนี้ไม่มีประวัติอาชญากรรมหรือก่อคดีใดๆ เขาเลี้ยงชีพด้วยการล่าสัตว์หรือหาของป่ามาขาย ยังมีรับงานวาดภาพและเขียนนิยายประโลมโลกเพื่อหารายได้เสริม ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็เด็กหนุ่มที่รู้ความอยู่พอสมควร อีกทั้งเขายังมีประวัติว่าได้ช่วยเหลือคนอื่นจากการโดนโจรป่าดักปล้นหรือไม่ก็หลงทาง ซึ่งก็ถือว่าเป็เด็กหนุ่มที่มีจิตใจดีและมีคุณธรรมไม่น้อย ถึงแม้จะยังมีจุดที่น่าสงสัยอยู่แต่ค่อยๆ สืบไปก็ไม่เสียหายอะไร
อีกทั้งแม่ทัพเฟิ่งยังได้รับสารด่วนจากราชสำนัก ซึ่งมันเป็คำทำนายของท่านราชครู มีคำสั่งให้พวกเขาทำทุกวิถีทางเพื่อเข้าไปอยู่ในบ้านของคนที่ยื่นมือช่วยชีวิตแม่ทัพเฟิ่งให้ได้ แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไม แต่เขาก็ไม่อาจขัดราชโองการลับฉบับนี้
ในเมื่อเป็เช่นนี้แล้วแม่ทัพเฟิ่งจึงไม่รอช้าที่จะใช้กลยุทธ์ไร้ยางอายโดยการยัดเยียดตัวเองเข้าไปอยู่ในบ้านของหลิงซี ด้วยไม่ว่าอย่างไรเสียตอนนี้เขาก็ไม่มีอันใดให้ทำเป็พิเศษอยู่แล้ว อย่างน้อยก็จนกว่าจะมีความคืบหน้าเื่ขององค์ชายรอง ซึ่งการหาที่พักในขณะที่แฝงตัวนั้นก็ถือเป็สิ่งจำเป็
อีกทั้งแม่ทัพเฟิ่งยังรู้สึกถูกชะตากับหลิงซีอยู่มากพอสมควร หากมันเป็ไปได้เขาก็้าที่จะรับอาหลิงมาเป็ลูกบุญธรรมของเขาจริงๆ และถึงแม้ว่าจะไม่มีราชโองการลับนั้นส่งมา จี้ผิงก็คิดจะไปสร้างกระท่อมอยู่ใกล้ๆ บ้านของอาหลิงอยู่แล้ว เขาจึงไม่ได้คิดอะไรมากที่ต้องยัดเยียดตัวเองเข้าไปอยู่ในบ้านของอาหลิง
แต่เมื่อแม่ทัพเฟิ่งและกุนซือซึ่งปลอมตัวเข้าไปอยู่ในบ้านของเด็กหนุ่มด้วยเหตุผลที่สุดแสนจะไร้ยางอาย แต่ถึงอย่างนั้นอาหลิงก็ไม่ได้มีท่าทีที่จะปฏิเสธอย่างจริงจัง ซ้ำยังดูแลคนทั้งสองเป็อย่างดี แม้จะมีาประสาทประกาศจุดยืนที่แตกต่างกันบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นบรรยากาศในบ้านก็ไม่ได้ดูน่าอึดอัดแม้แต่น้อย
อีกทั้งอาหลิงยังมีความสามารถเฉพาะตัวเป็อย่างมาก โดยเฉพาะเื่คิดค้นและประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ ไม่ว่าจะเป็ของใช้ในบ้านที่มีรูปร่างหน้าตาค่อนข้างแปลกประหลาดแต่สามารถใช้งานได้จริง รวมไปถึงสิ่งที่เด็กหนุ่มคิดว่าเป็ของเล่น ที่ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่เหมือนของเล่นเลยแม้แต่น้อย
ถือว่าโชคดีมากที่แม่ทัพเฟิ่งได้รับการช่วยเหลือจากอาหลิง ไม่เช่นนั้นคนทั้งสองคงไม่ได้มีโอกาสที่จะได้เห็นสิ่งประดิษฐ์ที่น่าทึ่งเหล่านี้ พวกเขาไม่แน่ใจว่าท่านราชครูจะรู้เื่นี้อยู่ก่อนแล้วหรือไม่ จึงได้ขอให้มีราชโองการลงมาเช่นนั้น แต่อย่างไรก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการได้มาอยู่ที่นี่เป็เื่ที่วิเศษมากสำหรับพวกเขา
หานคุน “อาหลิงหุ่นเหล็กสองตัวนั้นสามารถทำอะไรได้บ้างหรือ?”
“...มันร่ายรำได้” หลิงซีตอบไปตามตรง มันเป็หนึ่งในความสามารถเล็กน้อยที่เขาใส่เข้าไปในหุ่นสองตัวนี้ แต่ดูเหมือนคำตอบนี้จะไม่ใช่สิ่งที่แขกสองคนในบ้าน้าจะฟัง
“มันยังสามารถทำอย่างอื่นได้อีกหรือไม่” หานหลินถามต่ออย่างใจเย็น
“พวกท่านอยากรู้จริงๆ หรือ เช่นนั้นก็ได้” หลิงซีผิวปากทีหนึ่งแล้วใช้คำสั่งที่เข้าใจง่ายที่สุด
“ไปแย่งกุญแจนั่นมาให้ข้า จำกัดแรงขั้นต่ำสุดอย่าทำให้เขาาเ็ล่ะ” เพียงชั่วพริบตาหุ่นเหล็กที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ กลับขยับรูปร่างใหญ่โตของพวกมันอย่างรวดเร็วเพื่อเข้ามายื้อแย่งกุญแจโรงเก็บของจากมือท่านแม่ทัพตามคำสั่งของหลิงซี
แรงปะทะระหว่างแม่ทัพใหญ่กับหุ่นเกราะเหล็กนั้นมีมากพอสมควร แต่ไม่ว่าอย่างไรเสีย แรงคนก็ย่อมไม่อาจสู้แรงเครื่องจักรกลได้ สุดท้ายกุญแจโรงเก็บของก็กลับมาอยู่ในมือของหลิงซีได้อย่างง่ายดาย
“วันนี้ท่านผู้เฒ่าทั้งสองเล่นสนุกทั้งวันคงเหนื่อยแล้ว เช่นนั้นก็พักสักหน่อยเถิด ประเดี๋ยวข้าจะเข้าครัวสักพัก..” หลิงซีพูดขึ้นพร้อมกับเดินเข้าไปช่วยพยุงแขกทั้งสองคนให้มานั่งพักที่โต๊ะไม้ไผ่ใต้ต้นสาลี่ป่า พร้อมกับรินชาให้พวกเขาคนละถ้วยอย่างใส่ใจ
หานหลิน “อาหลิงใครเป็ผู้สอนเ้าให้ประดิษฐ์สิ่งเหล่านี้ขึ้นมาหรือ”
“..มารดาผู้การุญเป็ผู้ที่ทำให้ข้า ‘มีโอกาส’ ได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้”
..เรียนรู้ที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองมีชีวิตรอดในแต่ละวัน เรียนรู้ที่จะทำร้ายคนอื่นเพื่อให้ตนเองมีชีวิตรอดโดยไม่เลือกวิธีการใดๆ เรียนรู้ที่จะเสแสร้ง หลอกลวง และโกหกได้อย่างแเี นั่นคือสิ่งที่มารดาผู้การุญมอบให้เขาทั้งชีวิต
…หากยอมอ่อนข้อก็จะโดนรังแก หากอ่อนแอก็จะต้องตาย และหากไม่มีอาวุธใดติดกายความตายก็จะมาเยือนได้ทุกเมื่อ เขาเคยเรียนรู้การสร้างอาวุธขึ้นมาเพื่อฆ่าคนอื่นและพัฒนาอาวุธเ่าั้ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอยู่เสมอ และนี่อาจเป็จุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาสามารถสร้างสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็เมื่อก่อนหรือตอนนี้จุดเริ่มต้นของเขาก็คือสิ่งที่มารดาผู้การุญเป็ผู้มอบให้เสมอมา
หลังจากที่ได้เห็นหลิงซีจมอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเองนานพอสมควร หานคุนจึงเปลี่ยนเื่คุยเพื่อทำลายบรรยากาศกระอักกระอ่วนนี้ ด้วยเขาสืบมาแล้วว่าเด็กหนุ่มพึ่งสูญเสียครอบครัวไปเมื่อไม่นานมานี้ มันคงไม่ใช่เื่ง่ายที่ใครบางคนจะสามารถทำใจยอมรับเื่เหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว
“อาหลิงยังมีใครเคยเห็นของพวกนั้นนอกจากพวกข้าหรือไม่”
“ไม่มีหรอก ข้าไม่ได้นำของเล่นพวกนั้นออกไปขายจะมีใครเห็นพวกมันได้ยังไง นอกจากพวกท่านที่หยิบกุญแจห้องเก็บของของข้าไปเปิดดูเองก็ไม่มีแล้ว”
“ดีแล้วละ ดีมากๆ ที่เ้าไม่ได้เอาพวกมันออกไปขายจริงๆ ”
หานหลินพูดขึ้นอย่างโล่งอก แม้เขาจะรู้ว่าเด็กคนนี้มีความสามารถ แต่อย่างไรเด็กก็ยังคงเป็เด็ก บางครั้งอาจมีความคิดที่ยังไม่รอบคอบ หรือทำไปโดยที่ไม่ได้คาดคิดถึงผลที่จะตามมาในภายหลัง อย่างไรเสียอาหลิงก็ยังไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนที่ถูกต้องและเหมาะสม มันคงไม่แปลกที่เขาจะพูดหรือทำในสิ่งที่คิดออกมาตรงๆ ซึ่งมันก็แสดงให้เห็นว่าเด็กคนนี้ไม่ได้มีเล่ห์เหลี่ยมอันใด
“ข้ารู้ว่าพวกมันไม่เหมาะที่จะเอาออกไปขายหรอก ข้าเป็คนสร้างพวกมันขึ้นมา ข้าย่อมรู้ดีว่ามันสามารถทำอันใดได้บ้าง เพราะแบบนั้นข้าจึงได้เก็บมันไว้ในที่ที่มิดชิด แต่สุดท้ายก็ถูกพวกท่านเจอเข้าอยู่ดี..”
ดูเหมือนคนทั้งสองจะพอเดาได้แล้วล่ะว่าเหตุใดอาหลิงจึงมักจะพูดเื่แต่งงานเพื่อบีบให้พวกเขาออกไปจากบ้าน แม้คนปกติอาจจะโกรธเมื่อได้ยินคำพูดเช่นนั้น แต่น่าเสียดายที่มันใช้ไม่ได้ผลกับทหารที่มีจิตใจตายด้านอย่างพวกเขาเลยสักนิด แผนการที่จะทำให้พวกเขาโกรธแล้วไปจากที่นี่เองจึงไม่เคยได้ผล
“ข้าถามได้หรือไม่ว่าเหตุใดเ้าจึงสร้างพวกมันขึ้นมา” หานหลินเชื่อว่ามันต้องมีเหตุผลอยู่แน่ๆ ซึ่งมันอาจจะเป็เหตุผลที่สำคัญหรือไม่ก็อาจจะเป็ความคิดแบบเด็กๆ
“..ข้าแค่เหงาน่ะ ทีแรกข้าแค่จะทำให้มันมาอยู่เป็เพื่อนข้า แต่เมื่อข้ายิ่งปรับปรุงให้มันสามารถทำอะไรๆ ได้มากขึ้น สุดท้ายมันก็กลายเป็ ‘ความผิดพลาด’ ของข้าอย่างที่เห็น ถึงแม้มันจะดูน่ากลัวไปสักหน่อยและดูไม่เหมือนของเล่นสักเท่าไหร่ก็ตามที แต่เพราะที่ผ่านมามันอยู่เป็เพื่อนข้ามาโดยตลอด ข้าจึงตัดใจทำลายมันทิ้งไม่ลง ได้แต่ซ่อนมันเอาไว้เพราะกลัวว่าใครจะมาเห็นมันเข้า...แต่ในเมื่อวันนี้ท่านผู้เฒ่าทั้งสองได้เห็นมันแล้ว พวกท่านจะช่วยลืมเื่ในวันนี้ไปได้หรือไม่ ถือเสียว่าพวกท่านไม่เห็นอะไรจะได้ไหม..ข้าไม่ได้จะทวงบุญคุณที่เคยช่วยเหลือ เพียงแต่อยากขอร้องท่านจากใจ ขอให้เื่ในวันนี้จบลงเพียงเท่านี้เถอะนะ”
คนทั้งสองมองเด็กหนุ่มที่ทำหน้าละห้อย เหมือนเด็กที่แอบหนีไปเล่นซุกซนแล้วโดนผู้ใหญ่จับได้ไม่มีผิด ถึงจะดูน่าสงสารยังไงพวกเขาก็ยังต้องพูดคุยทำความเข้าใจกับอีกฝ่ายก่อน พวกเขาไม่รู้ว่าเด็กคนนี้จะมีความคิดไปในทิศทางไหนกันแน่ แม้ไม่อยากจะบีบคั้น แต่ไม่ว่ายังไงมันก็เป็สิ่งที่ไม่อาจปล่อยเลยตามเลย
หานคุนถามอย่างตรงไปตรงมา “แล้วหากพวกข้าปฏิเสธเล่า หรือไม่หากพวกข้าแค่โกหกเ้าแล้วลับหลังก็หาประโยชน์จากสิ่งที่เ้ามี เ้าจะทำอย่างไร…”
“..ข้าคงไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากหักใจทำลายสิ่งที่มีอยู่เสียให้สิ้น ข้าย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจหากมันตกไปอยู่ในมือของผู้อื่น ย่อมไม่มีใครสามารถมองว่ามันเป็แค่ของเล่นได้ พวกท่านเองก็คงไม่ต่างกัน”
หลิงซีตอบความจริงไปตามตรง ถึงแม้เขาไม่ได้มีความคิดที่จะทำแบบนั้นจริง แต่ในเวลานี้การเสแสร้งก็ถือเป็เื่ที่จำเป็จะต้องทำ