มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 156 ชะตาย้อนหวน

    บทที่156ชะตาย้อนหวน


            “ปล่อยข้าลงนี่มิใช่เรื่องของเจ้า"

             

            ไป๋เหิ่นซินกล่าวด้วยน้ำเสียงอันโรยแรงแหบพร่าพร้อมกับโลหิตที่ไหลซึมออกมาที่มุมปาก ฮุ่ยจวินสังเกตุเห็นความผิดปกติบนสีเลือด มันจึงรีบวางนางลงและตรวจดูที่อกซ้ายของนางทันที

            “คิดจะทำสิ่งใด"

             

            ฮุ่ยจวินไม่มีเวลาอธิบายมันเพียงกล่าวคำ “ล่วงเกินแล้ว" ก่อนยื่นมือคลี่ชุดคลุมขาวบริเวณอกซ้ายที่ชุ่มด้วยโลหิตของนางออกเผยให้เห็นเนินด้านบนที่ขาวผ่อง พร้อมรอยกรงเล็บที่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ

             

            “เจ้า!”

             

            ไป๋เหิ่นซินยังคงตวาดด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าฮุ่ยจวินกลับมีสีหน้าที่เคร่งเครียดขึ้น

            “ท่านถูกพิษจริงๆ"

             

            “ข้าบอกว่ามิเกี่ยวข้องกับเจ้ารีบไปซะ"

             

            “มิเกี่ยวมิได้ท่านเป็นเช่นนี้ก็เพราะปกป้องข้า ข้ามิใช่คนเนรคุณคนจนเกินไป"

             

            “หรือแม้แต่ความตายเจ้าก็มิกลัวสตรีนางนั้นพลังฝีมือเทียบเทียมได้กับเหล่าธรรมบาล หากเจ้ายังอยู่กับข้า เจ้าคงรู้ถึงชะตาตนที่จะได้รับ"

             

            ฮุ่ยจวินมองสตรีที่กอปรไปด้วยความเย็นชาตรงหน้ายิ่งได้เห็นยิ่งทำให้มันนึกถึงเด็กหญิงนางหนึ่ง ครานั้นเด็กหญิงก็ถูกพิษ มันดั้นด้นพานางเพื่อไปรักษาพิษผ่านความเป็นความตายมาอย่างมากมาย เช่นนั้นมันจึงไม่เคยเกรงกลัวกับการถูกไล่ล่า มันเพียงกลัวว่าจะสูญเสียสิ่งตรงหน้าเท่านั้น

             

            เด็กหญิงนางนั้นก็คือฮุ่ยไป๋แม้มันมิอยากจะหลอกตัวเอง แต่มันก็รู้สึกว่าแสงสังหารผู้เย็นชาผู้นี้คล้ายคลึงกับฮุ่ยไป๋มันจึงมิอาจจะทอดทิ้งนาง ประการสำคัญ นางเป็นเช่นนี้ก็เพราะช่วยเหลือมัน มันที่ยึดถือคุณธรรมมากที่สุดจะเห็นคนตายแล้วไม่ช่วยได้อย่างไร

            “เสมอมาข้าก็รู้ตนว่าเป็นพวกมักแส่หาเรื่องตายอยู่แล้วต่อให้ไม่มีบุญคุณต่อกัน แต่เมื่อเห็นคนใกล้ตายแล้วมิช่วย ก็มิอาจจะนับตนว่าเป็นคนบนเส้นทางแห่งแพทย์ได้"

             

            หยุดเล็กน้อย ก่อนที่มันจะนำผ้าขาวผืนบางออกมาจากอกเสื้อไป๋เหิ่นซินเห็น แววตาที่เย็นชากลับปรากฏความไหวสั่นเล็กๆ นางจำได้ว่านี่คือผ้าห่อโอสถซึ่งแท้จริงแล้วก็คือค่ายกลพลังปาฏิหาริย์ชุดหนึ่งที่นางเขียนไว้แลทิ้งให้แก่มันโดยที่มันไม่รู้ตัวดูจากลวดลายและกลิ่นอายของผ้า ค่ายกลนี้ถูกใช้ออกไปแล้ว ไม่คิดว่ามันจะยังคงเก็บผ้าผืนนี้ไว้กับตัวตลอดเวลาเช่นนี้

             

            เห็นไป๋เหิ่นซินเงียบไปฮุ่ยจวินก็กล่าวต่อ

            “สำมะหาอะไรกับผู้มีพระคุณครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นท่านครั้งหนึ่งหากมิได้ค่ายกลชุดนี้ ข้าก็คงเป็นคนตาย ไม่มีโอกาสได้พบกับครอบครัวที่แท้จริงไปแล้ว...นี่นับเป็นเหตุผลสนับสนุนเพียงพอให้ข้าอยู่ช่วยท่านหรือไม่"

             

            “พูดพอหรือยัง"

             

            “หากมิไล่ข้าก็หยุดพูดแล้ว"

             

            ไป๋เหิ่นซินมองชุดคลุมตรงอกซ้ายที่คลี่ออกเล็กน้อยฮุ่ยจวินก็จับชีพจรบนข้อมือของนาง หัวคิ้วของชายหนุ่มขมวดขึ้น ก่อนกล่าวว่า

            “เป็นพิษที่ร้ายกาจการแพร่กระจายก็แปลกแยก พิษทุกชนิดแม้จะออกฤทธิ์ต่อระบบของร่างกายที่แตกต่าง แต่พื้นฐานย่อมแพร่ผ่านชีพจรชีวิตทว่าพิษจากกรงเล็บนั่นกลับมุ่งเป้าย้อนทวนไปที่จุดชีพจรลมปราณพิเศษ"

             

            ไป๋เหิ่นซินคล้ายไม่ได้ฟังคำกล่าวเมื่อครู่

            “หากข้าไม่ตายข้าจะทำลายตาคู่นั้นของเจ้า”

             

            “ข้ามิได้มีความคิดล่วงเกินท่านไม่ว่าจะทางใดแต่หากท่านรอดได้ ข้ายินดีให้ท่านมาเอาดวงตาคู่นี้ของข้า"

            กล่าวจบมันก็ส่งดรรชนีสกัดจุดลงยังตำแหน่งอกซ้ายลอบรอยกรงเล็บโอสถเม็ดหนึ่งส่งเข้าปากของนาง พร้อมผ้าขาวในมือที่ชุบด้วยโอสถเย็นประกบเอาไว้

            “ข้าในตอนนี้เพียงสามารถชะลอพิษได้ชั่วขณะการรักษาอาจต้องอาศัยตัวยาและผู้มีความรู้ด้านจุดชีพจรลมปราณพิเศษชี้แนะ ข้าจะพาท่านรีบลงจากเขาเถาหมิงซานตอนนี้"

             

            กล่าวจบชายหนุ่มก็รีบแบกร่างของไป๋เหิ่นซินใช้ออกด้วยท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาอย่างต่อเนื่องหวังออกจากเขาเถาหมิงซาน ระหว่างทางที่ไปเสมือนหนึ่งมีแววตาที่จับจ้องอยู่เสมอเสียงกระพือปีกดังว่อนขึ้นทั่วแผ่นฟ้า ทำให้ฝีเท้าของฮุ่ยจวินชะงักลง มันมองผืนฟ้าหมู่วิหคจำนวนมากบินไปมาทั่วทั้งแถบดูไม่เป็นธรรมชาติ ทุกสรรพสิ่งคล้ายมิอาจพ้นจากสายตาของพวกมันแต่สรรพสิ่งอื่นนั้นกลับมิได้อยู่ในสายตาของพวกมัน ประหนึ่งว่าพวกมันเพียงจับจ้องรอคอยการมาของใครเท่านั้น

             

            “หรือจะเป็นฝีมือของสตรีปริศนานางนั้น"

             

            ฮุ่ยจวินพึมพำแผ่วเบาในใจร้อนรนเพราะอาการของไป๋เหิ่นซินมิอาจรอได้ สมุนไพรและโอสถที่มันมีบนกายไม่เพียงพอจะรักษาพิษอันเป็นปริศนานี้อีกทั้งมันยังไม่เคยประสบกับพิษที่มุ่งไปที่จุดชีพจรลมปราณพิเศษโดยตรงมาก่อน ตำราแพทย์ชั้นสูงมันก็มิได้มีเวลาศึกษาไปถึงการรักษาที่จุดชีพจรลมปราณพิเศษครานั้นที่มันรักษาให้แก่ฮุ่ยไป๋ได้ก็เป็นเพียงวิธีจับพลัดจับพลูเท่านั้น

             

            สีหน้าของไป๋เหิ่นซินหมองลงเรื่อยๆแล้ว ความร้อนใจของฮุ่ยจวินจึงยิ่งเพิ่มพูน มันจึงไม่ลังเล ทุ่มเทความเร็วด้วยท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาพร้อมพลังลมปราณเจ็ดดาราขั้นสูงสุดที่ขีดจำกัดร่างกายจะปลดปล่อยได้ร่างวูบไหวดั่งภูติพราย หลบเลี่ยงหมู่วิหคที่บินว่อนอย่างรวดเร็ว แต่ถึงแม้ท่าเท้ามันจะรวดเร็วเพียงไหนทว่าก็ไม่มีสิ่งใดรวดเร็วกว่าสายตาของอินทรีย์ ยิ่งอินทรีย์ที่รวมอยู่ในหมู่วิหคมีจำนวนมิน้อยพวกมันจึงเห็นได้อย่างรวดเร็วพร้อมส่งเสียงจนสนั่นก้องทั่วแผ่นฟ้า

             

            อินทรีย์ร้อง วิหคอื่นก็ขับขานตามเสียงจึงยิ่งเด่นชัดว่าเกิดขึ้น ณ บริเวณใด

             

            ท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาว่าเร็วแล้วสายตาของอินทรีย์ว่าเร็วแล้ว แต่เพียงเสียงของอินทรีย์ดังมา กรงเล็บที่แหลมคมดุจกระบี่ร้อนลวกดั่งสุริยันกลับรวดเร็วกว่า เพียงชั่วอึดใจเดียว กรงเล็บประหนึ่งสุริยันก็บรรลุถึงร่างของฮุ่ยจวินและไป๋เหินซิน!

             

            เปรี้ยง!!

             

            “บุรุษมีดีเพียงพ่นคำหวานล่อใจสตรีก่อนหน้าช่วยเหลือศิษย์ข้า ล่อลวงนางจนไขว้เขว บัดนี้เจอสตรีอื่นที่งดงามกว่าก็ช่วยสตรีอื่นคงมิแคล้วคาดหวังในตัวนาง บุรุษเช่นนี้กับนางแพศยาน้อยสมควรตกตายสิบชาติ"

             

            เสียงสตรีนางนั้นดังขึ้นหลังเสียงปะทะของกรงเล็บก่อนที่ร่างของนางจะบรรลุมาถึงตำแหน่งที่กรงเล็บปะทะ ขณะจะส่งพลังกรงเล็บที่สอง นางกลับพบว่าที่กรงเล็บโจมตีเมื่อคู่กลับเป็นท่อนไม้ที่ถูกห่อด้วยชุดคลุมจนดูคล้ายร่างคนเท่านั้น

             

            สตรีนางนี้ชักกรงเล็บกลับด้วยสีหน้าที่เดือดดาลก่อนที่เสียงของวิหคที่อยู่อีกแถบจะดังมา

            “เจ้าบุรุษกลิ้งกลอกข้าจะฉีกร่างเจ้าเป็นชิ้นๆ!”

             

            แท้จริงก่อนหน้าฮุ่ยจวินกลับมิได้เคลื่อนไหวเองชายหนุ่มถอดชุดคลุมตัวนอกของตนหุ้มท่อนไม้ เร่งเร้าเคล็ดวิชาผลักท่อนไม้ดังกล่าวออกไปสุดแรงจนราวกับเป็นท่าเท้าที่ยอดฝีมือใช้ออกหลอกล่อสายตาของหมู่วิหคที่อยู่บริเวณนี้แลมุ่งหลบไปอีกทาง ชายหนุ่มรู้แล้วว่าวิหคที่บินว่อนแถวเขตทางลงเขาสู่แผ่นดินใหญ่ถูกควบคุมให้จับตาสตรีที่คล้ายอยู่ในช่วงวัยกลางคนนั้นก็จับจ้องขัดขวาง ด้วยระดับพลังฝีมือของมันกับนางมันมิอาจลงจากเขาเถาหมิงซานด้วยสภาพนี้ได้แน่ เช่นนั้นมันจึงตัดสินใจพาไป๋เหิ่นซินมุ่งหน้าสู่ส่วนลึกของเขาเถาหมิงซานมุ่งขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ คิดอาศัยทางลงเขาที่แคว้นอื่น หรือหากไม่มีเวลาถึงเพียงนั้นมันก็จะหาทางรักษาไป๋เหิ่นซินเอง

             

            วิชาแพทย์ของมันตอนนี้ก็เลิศล้ำแล้วเหลือเพียงความเข้าใจในจุดชีพจรลมปราณพิเศษกับหาตัวยาสำคัญ หรือมันจะทำมิได้ ครั้งหนึ่งมันไม่เป็นวิชาแพทย์เลยประสบการณ์การรักษายิ่งไม่มี อาศัยอ่านตำราแลจับพลัดจับพลูยังรักษาพิษที่แพทย์ทั่วแผ่นดินก็ต่างเอ่ยปากว่ายากรักษาลงได้เช่นนั้นในหัวของมันจึงไม่มีความคิดที่ว่าจะทำมิได้

             

            ขัดขวางมิให้มันลงจากเขาแล้วอย่างไรเช่นนั้นมันก็จะหาทางรักษานางอยู่ที่เขาแห่งนี้เอง

             

            เป็นอีกครั้งที่ชีวิตของชายหนุ่มประสบกับชะตาที่ต้องแก้ด้วยน้ำมือไม่รอความเมตตาจากฟ้า เพราะครั้งนั้นฟ้าก็มิได้เมตตามัน ตอนเป็นเด็กหนุ่ม มันก็พาเด็กหญิงไปรักษาพิษพอเป็นบุรุษหนุ่มยังต้องแบกสตรีสะคราญโฉมเพื่อรักษาพิษ ชีวิตของมันวนเวียนมิพ้นเรื่องราวนี้จริงๆ

             

            แม้คนจะพยายามหนีจากฟ้าแต่คนก็มิอาจหนีโชคชะตา

             

            เพื่อง่ายต่อการแบกร่างของไป๋เหิ่นซินกล่องไม้ปริศนาที่ชายหนุ่มแบกมาตลอดได้ถูกซ่อนไว้ในป่าเขาอย่างดีแล้ว ไว้เสร็จงานค่อยกลับมาเอาแต่จะได้กลับมาหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของมัน

             

            “สตรีนางนี้ไล่ล่ามิลดละยากที่จะลงจากเขา”

             

            ไป๋เหิ่นซินนางมิเคยเกรงกลัวความตายแม้รู้สึกถึงความเจ็บปวดแลความตายที่ใกล้เข้ามา นางก็ยังคงยิ้มออกแลอยู่ในห้วงภวังค์แห่งความเหม่อลอยเสมอมานางยากที่จะยิ้ม พอใกล้ตายกลับมีรอยยิ้ม ฮุ่ยจวินจึงยากที่จะเข้าใจในสตรีนางนี้ได้ยินเสียงพึมพำแหบพร่าของนางไม่กี่คำ เหล่านี้ยิ่งยากทำให้คนไม่เข้าใจ

            “ตายก็ดีจะได้ไปพบคนเสียที"

             

            ฮุ่ยจวินที่แบกนางอยู่ได้ฟังน้ำเสียงที่ดูเลอะเลือนแลมีความสุขต่อความตายนั้นก็ยิ่งรู้สึกไม่เข้าใจ นางจะไปพบใครเป็นใครกันที่ทำให้สตรีไร้ใจนางนี้ถวิลหาได้ถึงเพียงนั้น ตายไปจึงได้พบมัน หรือว่าคนที่นางถวิลหาตายไปแล้ว

             

            คนเราเมื่อใกล้ตายมักเห็นภาพความทรงจำเก่าพาให้เหม่อลอยสตรีไร้ใจนางนี้ก็กำลังตกอยู่ในห้วงภวังค์นั้น ทุกท่าเท้าที่ฮุ่ยจวินมุ่งไป เสมือนหนึ่งได้ฟังความในใจแลความเศร้าเสียใจของสตรีนางนี้อยู่ตลอด

            “คนเรากลับมีเรื่องทุกข์ตรมได้ถึงเพียงนี้มิน่าเล่าท่านถึงได้กลายเป็นคนไร้ใจ… ที่ผ่านมาท่านพานพบเรื่องราวสะเทือนใจใดกันคนผู้นั้นของท่านคงจะสำคัญมากสินะ”

             

            ฮุ่ยจวินที่มากด้วยคุณธรรมและมีน้ำใจที่เปิดเผยซื่อตรงมาบัดนี้ในใจเล็กๆ กลับรู้สึกอิจฉาคนผู้นั้นขึ้นเล็กน้อย สามารถทำให้สตรีไร้ใจถวิลหาได้คนผู้นั้นเป็นคนเช่นไร?

             

            ฮุ่ยจวินสะบัดความคิดอันฟุ้งซ่านทิ้งไปรีบพานางหลบหนีมุ่งขึ้นเหนือต่อไปไม่หยุดยั้ง เขตเขาแห่งนี้ล้วนเป็นที่ลาดชันรกชัฏไม่มีทางลงจากเขาที่ปลอดภัย มันจึงต้องดั้นด้นไปต่อทางทิศเหนือ ยิ่งเดินทางยิ่งรู้สึกถึงความสับสนต้นไม้ในระแวกนี้ทุกต้นดูคล้ายกันจนแยกไม่ออก โขดหินที่จัดวางก็คล้ายคลึงมิแปลกแยกทำให้การเดินทางในเขตเขาบริเวณนี้ของฮุ่ยจวินประหนึ่งว่ามันวนเวียนย้อนกลับไปมาแต่ที่เดิม

             

            ความซับซ้อนของป่าเขาเขตนี้ทำให้ฮุ่ยจวินต้องขมวดคิ้วเป็นปมแน่นมันจึงทิ้งร่องรอยสลักลงที่ไม้ต้นหนึ่ง จากนั้นพุ่งทะยานไปเบื้องหน้าอย่างเต็มกำลังด้วยท่าเท้าเหยียบม่านเมฆา

             

            มันไปได้ไกลแล้วใช้ท่าเท้าต่อเนื่องกว่าครึ่งชั่วยาม คิดว่าตนเดินทางมาได้หลายสิบลี้ แต่พอมันหยุดพักที่โคนไม้ใหญ่ต้นหนึ่งมันกลับพบว่าเป็นต้นไม้ต้นเดิมที่ตนทิ้งสัญลักษณ์เอาไว้!

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน