70’s ข้ามเวลามาคว้าชามข้าวเหล็ก

    ตอนที่ 123 ฐานตงเฟิง

            27 กันยายน ค.ศ.1975

            “เลขาธิการเสิ่นจะออกจากหมู่บ้านอีกแล้วเหรอ? คราวนี้จะไปนานแค่ไหนล่ะ” เหล่าเหลียงเอ่ยด้วยความเป็นกังวล ในเวลานี้เขาและชาวบ้านเคยชินกับการมีเสิ่นชิงหลัวอยู่ในหมู่บ้านไปเสียแล้ว เวลามีปัญหาอะไรที่แก้ไม่ตกก็มักจะมาขอคำปรึกษาอยู่เสมอ หากเธอไม่อยู่ก็รู้สึกว่าหมู่บ้านนี้ไร้ที่พึ่งพิง

            “ฉันเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันค่ะ แต่คงไม่น่าเกินสามเดือน” คำตอบของเสิ่นชิงหลัวค่อนข้างคลุมเครือ เพราะนี่คือภารกิจระดับประเทศ กำหนดเวลาจึงยังไม่แน่นอนและเธอก็ไม่อาจเปิดเผยรายละเอียดใดๆ ได้

            “เหล่าเหลียงคุณอย่าห่วงไปเลย ตอนนี้หมู่บ้านเราไม่มีเรื่องอะไรที่ใหญ่โตหรอกค่ะ ถึงฉันจะไม่อยู่แต่ทุกอย่างได้ถูกจัดสรรหน้าที่ไปแล้ว คนที่มีหน้าที่อะไรก็ยังคงทำต่อไป ทั้งเรื่องโรงเหล็ก โรงเรียน สมาคมตัดเย็บ สหกรณ์ฉันได้ฝากฝังงานไว้กับคนงานหมดแล้วค่ะ”

            “ใช่แล้วหัวหน้าหมู่บ้านไม่ต้องเป็นกังวลหรอก ช่วงนี้อาจารย์ฝึกพวกเราอย่างหนักให้รับงานเอง และการทำบัญชีก็มีเยาวชนผู้มีการศึกษาคนอื่นมาสอน” ซูต้าจ้วงเอ่ย

            “ถ้าฉันไม่มีความมั่นใจคงไม่กล้าปล่อยมือหรอกค่ะ การไปของฉันในครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบว่าแต่ละคนสามารถรับผิดชอบในหน้าที่ได้ดีหรือเปล่า”

            “อั่ยโหย่ว ไม่มีเธออยู่ ฉันไม่ชินอย่างไรก็ไม่รู้ เอาล่ะๆ ขอให้โชคดีเดินทางโดยสวัสดิภาพนะ”

            เอ่ยถึงตรงนี้ เขาก็อดถอนหายใจไม่ได้ แม้ครั้งนี้จะเป็นการจากไปชั่วคราวแต่ด้วยความสามารถของเสิ่นชิงหลัว เหล่าเหลียงรู้สึกว่าอีกไม่นานเธอคงจากไปอย่างถาวร ความสามารถของหญิงสาวนั้นมากเกินกว่าที่หมู่บ้านเล็กๆ จะรับไหว การปล่อยให้เธออยู่ที่นี้มีแต่จะทำให้พรสวรรค์เสียไปเปล่าๆ

            เสิ่นชิงหลัวพยักหน้า อันที่จริงเธอรู้สึกละอายใจอยู่หน่อยๆ ที่ไม่ได้ทำหน้าที่ของเลขาธิการหมู่บ้านให้ดีเท่าที่ควร แต่ไม่ใช่ว่าเธอไม่ให้ความสำคัญกับหมู่บ้าน ทว่าเมื่อเทียบกับเรื่องระดับชาติอย่างการสร้างดาวเทียมแล้ว กิจการภายในหมู่บ้านก็ไม่คุ้มที่จะพูดถึง อีกทั้งเรื่องภายในหมู่บ้านก็มีหัวหน้าของแต่ละกิจการอยู่จึงไม่น่ามีปัญหาอะไร

            “ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ การเดินทางครั้งนี้ของหลัวหลัวจะมีคนดูแลเธออย่างดี” หลี่เหิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเพื่อให้ชาวบ้านวางใจก่อนจะพาเสิ่นชิงหลัวออกเดินทางไปยังสถานีรถไฟ

            ด้วยความเก่งกาจของเสิ่นชิงหลัวในการซ่อมแซมเครื่องจักรนำเข้าทำให้เวลานี้ประเทศชาติถือว่าเธอเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่ง และเรื่องที่ทำให้เธอต้องเดินทางไปยังทะเลทรายโกบีก็เป็นสิ่งที่เบื้องบนสั่งการลงมาด้วยตัวเอง ทำให้แผนเดิมที่เสิ่นชิงหลัวจะเดินทางไปเยือนโรงงานอื่นๆ ในต่างมณฑลเป็นอันต้องหยุดชะงักไปก่อน

            “หลัวหลัวผมหวังว่าคุณจะกลับมาเร็วๆ นะ เสียดายที่ผมไปกับคุณไม่ได้ ไปที่นั่นก็ดูแลตัวเองให้ดี อย่าทำงานจนลืมวันลืมคืน”

            เสิ่นชิงหลัวเอื้อมมือไปจับมือใหญ่ของอีกฝ่ายแล้วใช้มืออีกข้างแตะเบาๆ “วางใจเถอะค่ะ”

            หลี่เหิงรู้สึกได้ถึงฝ่ามือนุ่มนิ่มเขาจึงกระชับมันแน่นกว่าเดิม “คุณต้องคิดถึงผมด้วยนะ”

            “เอาล่ะรถไฟมาแล้ว ปล่อยมือฉันได้แล้วค่ะ”

            หลี่เหิงปล่อยมืออย่างไม่เต็มใจแล้วช่วยเธอขนสิ่งของขึ้นรถไฟก่อนจะบอกลากันอีกรอบ

            ท่าทีอาลัยอาวรณ์ของเขาทำเอานายทหารที่ร่วมเดินทางเพื่อปกป้องเสิ่นชิงหลัวถึงกับพูดไม่ออก

            “สหายเสิ่น เลขาธิการเมืองหยานอันคือคู่รักของคุณเหรอ?”

            เสิ่นชิงหลัวนิ่งคิดสักพักก่อนจะตอบกลับไปว่า “ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เรายังไม่ใช่คู่รักแต่ก็ไม่ใช่เพื่อนทั่วไป”

            เรื่องนี้ไม่มีอะไรต้องปิดบัง แต่ตั้งแต่ที่หวังจงผิงจากไปโดยไม่ร่ำลา เสิ่นชิงหลัวก็ตั้งปณิธานว่าจะให้เรื่องงานมาเป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องความรักนั้นยังไม่รีบร้อน หากภายในสองปีเธอยังไม่มีใครและหลี่เหิงยังไม่มีใคร ทั้งคู่อาจจะลองมาคุยกันแบบจริงจังดูก็ได้ แต่นี่เป็นเรื่องของอนาคต ปัจจุบันเธอยังมีหลายอย่างที่ควรค่าแก่การสนใจ

            การเดินทางในครั้งนี้ของเสิ่นชิงหลัวใช้เวลาสามวันบนขบวนรถไฟ เมื่อถึงสถานีจิ่วฉวนก็มีรถจี๊ปทหารมารับไปยังศูนย์ปล่อยดาวเทียมตงเฟิงที่อยู่ห่างจากเมืองราวๆ 150 กิโลเมตร โดยที่ตรงนั้นอยู่ในทะเลทรายโกบี

            เพราะนี่คือภารกิจลับระดับชาติ หลังจากเดินทางด้วยรถจี๊บเกือบ 8 ชั่วโมง เมื่อเข้าสู่เขตตงเฟิง เจ้าหน้าที่ทหารที่ถูกส่งมาก็นำผ้ามาปิดตาเธอ และตรวจเอกสารใบผ่านทางทหารที่นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรทุกคนต้องมีอีกครั้ง

             

            ฐานหมายเลข 21 โครงการอวกาศแห่งชาติ ศูนย์ปล่อยดาวเทียมตงเฟิง มณฑลกานซู่

            เมื่อผ้าปิดตาถูกเปิดออก ภาพแรกที่เสิ่นชิงหลัวเห็นก็คือโรงเรือนชั่วคราวที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทะเลทรายที่แห้งแล้ง ไร้ซึ่งความทันสมัยเหมือนอย่างที่เคยเห็นในสารคดีหรือภาพถ่ายยุคหลัง แต่มันก็ทำให้คนธรรมดาอย่างเธอรู้สึกตกตะลึงและนับถือในนักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่ที่ประจำการอยู่ที่นี่ เพราะนี่คือหัวใจลับของชาติ ศูนย์ทดลองขีปนาวุธและดาวเทียม

            ในอนาคตศูนย์แห่งนี้จะเป็นหนึ่งในสี่ศูนย์หลักของชาติและเป็นฐานที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุด และถูกเปลี่ยนชื่อจากฐานตงเฟิงที่เป็นชื่ออำพรางภารกิจลับเป็น ‘ฐานจิ่วฉวน’

            “ยินดีต้อนรับนะครับ คุณคือเสิ่นชิงหลัว วิศวกรจากมณฑลส่านซีใช่ไหม ผมหานเจี้ยนกั๋ว เป็นผู้บัญชาการฐานตงเฟิงแห่งนี้”

            “ใช่ค่ะ ฉันเสิ่นชิงหลัวยินดีที่ได้พบกับนายพลหาน ยังไงขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ”

            หานเจี้ยนกั๋วพยักหน้าเพียงเล็กน้อยแล้วพาเธอออกจากเขตรักษาการณ์ไปยังเขตที่พักอาศัยเพื่อส่งให้เธอไปรวมกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่มาจากปักกิ่ง

            โจวหมิงชวนผู้เป็นวิศวกรอาวุโสและควบตำแหน่งหัวหน้าวิศวกรใหญ่ประจำฐานรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่ฝ่ายทหารให้ความสำคัญกับผู้มาใหม่คนนี้เป็นพิเศษ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าฐานตงเฟิงแห่งนี้มีบุคลากรประมาณ 7,000 คน โดยมีผู้เชี่ยวชาญและวิศวกรประจำอยู่ราวๆ 1,500 คน คนงานสนามและเจ้าหน้าที่เทคนิคอีก 1,000 คน และที่เหลือเป็นฝ่ายสนับสนุนรวมถึงครอบครัวที่อยู่เขตชั้นนอกมีเช่นแพทย์ พ่อครัว เจ้าหน้าที่ขนส่ง เจ้าหน้าที่จัดสรรเสบียงอีกประมาณ 4,500 คน

            โดยตัวเลขนี้เป็นตัวเลขผู้อยู่ประจำที่ฐาน ทว่าเมื่อมีโครงการภารกิจลับเกิดขึ้น เช่นกรณีนี้สองเดือนก่อนจะปล่อยจรวดวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญรวมถึงทหารหน่วยพิเศษจากปักกิ่งก็จะมาเยือนที่นี่อีกประมาณ 1,500 คน และแม้แต่เจ้าหน้าที่จากซีอานเองก็ต้องมา ซึ่งจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่าเป็นบุคลากรหมุนเวียน และเสิ่นชิงหลัวเองก็ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มนี้

            “มาเถอะวิศวกรเสิ่น ผมจะให้คนพาไปที่เขตที่พักก่อน แล้วเราพาเยี่ยมชมรอบๆ ฐานเพื่อให้คุณคุ้นชินเพราะต่อไปนี้ที่นี่จะเป็นบ้านและที่ทำงานของคุณในอนาคต”

            “ขอบคุณค่ะ”

            “ไอ้โหยว ฉันรู้จักคุณ! คุณคือเสิ่นจือชิงที่ลงในหนังสือพิมพ์เหรินหมินรื่อเป้า”

            “ฉันก็รู้จักคุณเหมือนกัน คุณเก่งมากตบหน้าพวกชาวต่างชาติจนหงายหลังไปเลย!”

            เมื่อเสิ่นชิงหลัวมาถึงถึงที่พักสมทบกับกลุ่มปักกิ่งก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเจ้าหน้าที่คนอื่น หลายคนถึงกับให้เธอเล่าเหตุการณ์เกี่ยวกับการซ่อมแซมเครื่องจักรที่เป็นข่าวโด่งดังให้ฟัง

            “ดูเหมือนฉันค่อนข้างโด่งดังเลยนะคะเนี่ย” เสิ่นชิงหลัวกลั้วหัวเราะ

            หวังซิ่วอันหนึ่งในเจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารประจำฐานที่ได้รับหน้าที่ให้ออกมาดูแลคนจากปักกิ่งเอ่ยว่า

            “แน่นอนสิคะ ทุกครั้งที่รถจี๊ปขับเข้ามา ฉันก็ได้แต่หวังว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่ แต่ครั้งนี้คนที่ลงในข่าวหนังสือพิมพ์มาเองจะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร”

            “ตัวจริงของวิศวกรเสิ่นสวยกว่าในหนังสือพิมพ์เสียอีก”

            โจวหมิงชวนเห็นว่าเสิ่นชิงหลัวได้รับความนิยมก็รู้สึกวางใจ เขากล่าวกับเธอว่า

            “ถ้าอย่างนั้นผมจะปล่อยให้ผู้หญิงคุยกันท่าจะดีกว่า วิศวกรเสิ่นอันนี้คือบัตรพนักงานของคุณ ส่วนนี่คือตั๋วรับน้ำแล้วก็กระติกอะลูมิเนียมและกะละมัง หวังซิ่วอันพาเจ้าหน้าที่ทั้งหมดไปที่ที่พักที่เราจัดเตรียมไว้เถอะ”

            “ไม่มีปัญหาค่ะคุณโจว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันเถอะ” หวังซิ่วอันตบอกและรับคำอย่างแข็งขันก่อนจะพาเสิ่นชิงหลัวและเจ้าหน้าที่หญิงจากปักกิ่งอีก 4 คนไปยังเต็นท์ทรงครึ่งถังน้ำมันที่ทำจากผ้าใบเคลือบขี้ผึ้งหนาเพื่อกันลมและฝุ่น

            “ต่อไปนี้คุณเสิ่นจะพักอยู่กับกลุ่มทีมทดลองเฉพาะกิจที่มาจากปักกิ่งนะคะ เต็นท์นี้มีแค่พวกคุณเท่านั้นเลยค่อนข้างกว้างเลย ส่วนเรื่องความปลอดภัยแถบนี้เป็นเต็นท์หญิงล้วนไม่ต้องกังวล”

            “พี่สาวหวัง ฉันเดินทางมาไกลรู้สึกเหนียวตัวมากเลย ถ้าอยากอาบน้ำต้องไปที่ไหนคะ”

            หวังซิ่วอันพยักหน้าเข้าใจ “โอ้ใช่ ฉันต้องบอกคุณเรื่องน้ำ เราทุกคนที่นี่จะได้รับน้ำดื่มสองลิตรต่อวัน ช่วงหกถึงแปดโมงเช้าให้เอากระติกน้ำไปต่อแถวที่ห้องต้มน้ำเพื่อรับน้ำดื่ม เหรียญสีแดงที่หัวหน้าให้นั่นแหละคือตั๋วน้ำดื่ม ส่วนสีเขียวคือตั๋วน้ำใช้ หนึ่งวันหนึ่งเหรียญ คุณต้องบริหารน้ำให้ดีนะเพราะจะได้รับแค่วันละครั้งเท่านั้น สองลิตรต้องเก็บไว้ดื่มทั้งวัน อย่าใช้ฟุ่มเฟือยล่ะ”

    คล้ายกับเรื่อง70’s ข้ามเวลามาคว้าชามข้าวเหล็ก ที่คุณอ่าน