ที่ไหนสักแห่งบนดาวเคราะห์ โจยังคงออกค้นหาไม่หยุด เวลาผ่านไปหลายวันเขาได้ตระเวนไปทั่ว
อย่างไรก็ตามในฐานะที่เป็นดาวเคราะห์ มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะสามารถค้นหาได้ทั่วทุกซอกมุมของดาว
โจได้แต่หวังว่าตนจะโชคดีเหมือนครั้งที่แล้วที่เขาได้พบกับรูวที่หมู่บ้าน ทว่าผ่านมาหลายวันเขาพบแต่หมู่บ้านร้างที่ถูกทำลาย
ดูเหมือนช่วงระยะเวลาสามปีมานี้ไฮแอนตินอสตัวนั้นได้ทำลายและเข่นฆ่าไปไม่น้อย ไม่รู้ว่าตอนนี้จะเหลือชนเผ่าเหลืออีกกี่คน
แสนคน?…หมื่นคน?…หรืออันจะไม่กี่พันคน?
โจโกรธแค้นตัวเองที่อ่อนแอเกินไป เมื่อก่อนเขาเคยคิดว่าด้วยพลังของตนจะสามารถเดินทางไปที่ไหนก็ได้หากไม่ใช่ใจกลางศัตรู ทว่าตอนนี้เขาได้แต่ดูถูกตัวเองที่คิดอะไรตื้นเขิน ดูเหมือนว่ากาแลคซี่นี้จะยังมีความลับซ่อนอยู่
ยิ่งผ่านไปหลายวันใจของเขาก็ยิ่งร้อนรน
ฟึ่บ ฟึ่บ!
โจวิ่งด้วยความเร็ว 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เท้าทั้งสองข้างมีเปลวไฟสีน้ำเงินท่วม ทุกครั้งที่เท้าเหยียบลงบนพื้นจะทิ้งเปลวไฟสีน้ำเงินเอาไว้และจางหายไปเมื่อผ่านไป 5 วินาที
แต่ที่น่าแปลกคือเปลวไฟบนพื้นกลับไม่รุกลาม แม้จะมีใบ้ไม้แห้งก็ตาม
เบื้องหน้าของโจเคลื่อนไหวผ่านเขาไปอย่างรวดเร็ว หากเขาไปวิ่งบนถนนที่โลกคงต้องโดนใบสั่งแน่ๆ
“หืม?”
จิตสัมผัสของโจสัมผัสได้ถึงพวกหุ่นจักรกลของไฮแอนตินอส กองทัพนี้เป็นกองทัพเล็กๆมีไม่กี่ร้อยตัว
ไม่น่าเชื่อว่าพวกมันจะมาถึงที่นี่ ต้องรู้ไว้ก่อนว่าโจอยู่ห่างจากฐานทัพไฮแอนตินอสเกือบหนึ่งอาทิตย์และต้องเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอีกด้วย ระยะทางไม่ต่ำกว่าสองพันกิโล
โจไม่แปลกใจเลยที่หลายหมู่บ้านที่เขาผ่านจะถูกทำลาย พวกมันเคลื่อนไหวมาถึงนี่แล้ว
โจไม่คิดอะไรมาก กระโดดขึ้นฟ้าเหนือพวกมัน มือขวาควบแน่นพลังกลายเป็นดาบไฟแล้วตวัดลงกลางกองทัพของพวกจักรกล
ตูม!
คลื่นระเบิดกวาดเอาจักรกลกว่าสามสิบตัวกระจุย ตัวที่อยู่ใกล้จุดระเบิดแหลกเป็นชิ้นๆ บางตัวไม่เหลือแม้แต่ซาก
ช่วงเวลานั้นจักรกลคล้ายเต่าเปิดม่านพลังและตัวอื่นๆเริ่มยิงศัตรู
แต่น่าเสียดาย โจในตอนนี้แข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อน เพียงตวัดดาบอีกครั้งคลื่นพลังจันทร์เสี้ยวทำลายกระสุนและตัดม่านพลังราวกับตัดเนยจากนั้นคลื่นระเบิดก็กวาดพวกมันไปอีกสามสิบกว่าตัว
เพียงสิบวินาทีตั้งแต่เริ่มต่อสู้ พวกจักรกลก็แหลกไปกว่าครึ่ง อย่างไรก็ตามพวกมันเป็นเพียงเครื่องจักรที่ไม่มีความนึกคิดและไม่มีความกลัว พวกมันยังคงยิงชายหนุ่มราวกับถ้าไม่ตายไม่เลิก
โจไม่แยแสเขาทำลายพวกมันในอีกไม่กี่วินาทีต่อมา กองทัพจักรกลถูกทำลายไม่เหลือแม้แต่ตัวเดียว
จักรกลร้อยกว่าตัวไม่ทำให้เหงื่อของเขาออกแม้แต่หยดเดียว
โจมองไปรอบๆเมื่อไม่เห็นอะไรอีกเขาก็ควบแน่นพลังงานไว้ที่เท้าจนเกิดไฟลุกท่วมจากนั้นก็วิ่งด้วยความเร็วสูง
เพียงไม่นานเขาก็หายไปจากซากกลุ่มจักรกล
หลายวันต่อมาเขาได้เจอกับกองทัพจักรกลของไฮแอนตินอสอีกครั้ง เขาไม่รอช้าและทำลายพวกมันจนสิ้นซาก
ผ่านไปวันแล้ววันเล่าเขาก็เจอกองทัพจักรกลเรื่อยๆ ในตอนนี้เขาได้ทำลายพวกมันไปไม่ต่ำกว่า 10 กลุ่ม
ดูเหมือนว่าสามปีที่เขาหลับไป ไฮแอนตินอสได้สร้างพวกจักรกลขึ้นมาใหม่ไม่น้อย ไม่รู้ว่าตอนนี้จะมีพวกจักรกลมากแค่ไหน แต่เท่าที่เขาคิดมันคงมีจำนวนมหาศาลอย่างแน่นอน
ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งกังวล เขากลัวว่ารูวจะเป็นอะไร ไม่รู้ว่าต้องตามหานานแค่ไหนถึงจะสรุปได้ว่าเธอยังอยู่หรือตาย
อย่างไรก็ตามเขาเองก็ไม่มีอะไรทำเช่นกัน เป้าหมายเดียวที่เขามีในตอนนี้คงมีเพียงตามหาเธอ
โจใช้จิตสัมผัสเต็มที่ เขาสามารถรับรู้สิ่งต่างๆในระยะ 2 กิโลเมตรได้อย่างชัดเจน หากมีสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ใช่ต้นไม้ใบหญ้าเขาจะรู้ทันที
ในขณะนั้นโจก็สัมผัสได้ถึงจักรกลสองกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีจำนวนมากกว่าสามร้อยตัว และพวกมันอยู่ห่างกันประมาณ 1.5 กิโลเมตร
โจสงสัยว่าพวกมันอาจจะเป็นกลุ่มเดียวกันแต่แยกเป็นสองกลุ่ม อย่างไรก็ตามไม่ว่ามันจะเป็นกลุ่มเดียวกันหรือไม่เขาก็จะทำลายพวกมันอยู่ดี
โจไม่อยากเสียเวลา เขาชูนิ้วชี้ตรงบริเวณอก ปลายนิ้วมีลูกไฟสีน้ำเงินเท่านิ้วโป้ง จากนั้นตวัดนิ้วลงพื้นข้างๆ
ฟู่!
ทันทีที่ลูกไฟเล็กๆตกลงพื้นมันก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วจากนั้นก็ก่อเป็นรูปร่างและกลายเป็นโจอีกคนหนึ่ง เพียงแต่เป็นเปลวไฟสีน้ำเงินรูปร่างเหมือนโจ
จากนั้นทั้งสองก็วิ่งแยกไปหากลุ่มจักรกลแต่ละกลุ่ม
ตูม! บึ้ม!
เสียงระเบิดดังต่อเนื่องจากทั้งสองกลุ่ม มันดังอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเงียบไป หลังจากนั้นร่างของโจก็พุ่งจากไปทิ้งเศษซากไว้ด้านหลัง
ในขณะนั้นห่างออกไปเกือบยี่สิบกิโล เมรีและรูวที่กำลังเดินคุยกันอยู่ก็ได้ยินเสียงระเบิด
ทั้งสองมองหน้ากันจากนั้นก็พากันวิ่งไปทิศของเสียง
ผ่านไปสองชั่วโมงกว่า ทั้งสองก็มาถึงจุดเกิดเหตุ
“เกิดอะไรขึ้นที่นี่” ดวงตาของรูวเต็มไปด้วยความตกใจ เศษซากจักรกลนับรวมๆแล้วไม่ต่ำกว่าห้าร้อยตัว เธอคิดไม่ออกเลยว่าใครกันที่มีพลังพอจะจัดการพวกมัน อย่างไรก็ตามกลับมีร่างเงาคนๆหนึ่งเกิดขึ้นในใจ
“พลังงานตกค้าง?" เมรีสัมผัสได้ถึงพลังงานตกค้าง
เมื่อใช้พลังแล้วจะหลงเหลือพลังงานตกค้างในช่วงเวลาหนึ่งก่อนจะหายไป แน่นอนว่ารูวเองก็รู้สึกถึงมันได้ทว่าเธอตกใจกับเศษซากจักรกลมากกว่า
อย่างไรก็ตามเมรีคุ้นเคยร่องรอยของพลังนี้ดี
“โจ…” ดวงตาของเธอเปล่งประกายไปด้วยความหวัง เห็นได้ชัดว่านี่เป็นร่องรอยที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน เมรีแน่ใจว่าโจจะต้องผ่านไปทางนี้ได้ไม่นานอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามทางไหนกันล่ะที่โจจากไป?
เมรีรีบก้าวขาเรียวยาวไปรอบๆและพยายามจับสัมผัส
รูวรีบเดินตามด้วยความสงสัยแต่เธอไม่ได้เอ่ยถามอะไร เธอรู้ดีว่าเมรีกำลังใช้สมาธิอยู่
ในไม่ช้าเมรีก็พบร่องรอยของพลังงาน มันเป็นจุดที่โจวิ่งออกไป
“รูว ไปกันเถอะ” เมรียิ้มออกมาอย่างตื่นเต้น
รูวกำลังสงสัยแต่ก็ถูกเมรีจับมือมายืนอยู่ข้างๆเมรี จากนั้นจู่ๆใต้ฝ่าเท้าทั้งสองคนมีดอกไม้จำนวนมากผุดขึ้นมา มันมีดอกไม้หลายชนิดจนยากที่จะบอกว่ามีดอกอะไรบ้างพยุงพวกเธอทั้งสอง จากนั้นมันก็พาทั้งสองพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับเสียงกรี๊ดของรูว