เทพีน้ำค้างเหมันต์ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 2)

    ตอนที่ 27 หัวใจที่ไม่อาจปิดบัง

    สามวันผ่านไป ยามเช้าเรือนรับรองยังคงเงียบสงัด สายหมอกบางๆ คลอเคลียกันไปเหนือหลังคา

    บนเตียงไม้แกะสลัก เทพีน้ำค้างเหมันต์ค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง ศิษย์สาวเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งเข้ามา “ท่านอาจารย์! ท่านจะลุกขึ้นทำไม ท่านยังป่วยอยู่นะ!”

    นางเพียงยิ้มบาง “ข้าเบื่อที่จะ… แกล้งทำเป็นป่วยแล้ว”

    “ฮึ! ว่าแล้วเชียว…” เทพฟ้าดินย่นคิ้วแต่แววตาแฝงรอยล้อเลียน “ท่านมีพลังเหมันต์ที่สามารถรักษาตัวเองได้อยู่แล้ว ที่แท้ก็แค่ทำทีออเซาะให้คนผู้นั้นมาดูแลนี่เอง…”

    คำพูดนั้นทำให้ใบหน้าผู้เป็นอาจารย์แดงซ่านเล็กน้อย นางปรายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง คล้ายตกอยู่ในภวังค์บางอย่าง “ข้าก็ไม่รู้… ทำไมถึงต้องการให้เขาอยู่เคียงข้าง ดูแลเช่นนั้น”

    “ไม่ต้องสงสัยหรอก” ศิษย์สาวกอดอกยิ้มเจ้าเล่ห์ “เพราะท่านอาจารย์ตกหลุมรักเขาแล้วน่ะสิ”

    เทพีน้ำค้างเหมันต์สะดุ้งวาบ ในใจหวั่นไหวเมื่อฟังคำกล่าวนั้นแก้มใสของนางก็ขึ้นสีแดงจัดไม่ต่างจากผลมะเขือเทศสุกเลย

    ทันใดนั้น… ประตูไม้ส่งเสียงเอี๊ยดเบาๆ ภูติแห่งลมก้าวเข้ามาพร้อมถ้วยซุปไก่ทีกำลังร้อน กรุ่นกลิ่นหอมสมุนไพรลอยฟุ้งอบอวล “ข้าต้มซุปไก่มาให้ท่าน… อ้าปากสิ ข้าจะป้อนให้เอง” น้ำเสียงเขานุ่มนวล อบอุ่นจนหัวใจนางสั่นไหว

    “ข้าหายดีแล้ว” นางยิ้มบางๆ “ท่านวางไว้บนโต๊ะเถิด วันนี้ข้าจะกินเอง”

    “หายอะไรเล่า แผลที่หลังท่านยัง…” เขากำลังจะวางถ้วยซุปไว้บนโต๊ะใกล้ๆเตียง แต่ด้วยความสงสัยเขาจึงเดินเข้าไปใกล้นาง ใช้มืออีกข้างค่อยๆ ยกชายเสื้อของนางขึ้น แต่สิ่งที่เห็นกลับทำให้เขาชะงักงัน

    บาดแผลใหญ่ที่เคยลึกและอักเสบ… กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย ผิวเนียนดั่งไม่เคยถูกแซ่สะบัดแม้แต่น้อย

    “เป็นไปไม่ได้…” เขาพึมพำด้วยดวงตาเต็มไปด้วยความพิศวง

    เทพฟ้าดินรีบก้าวเข้ามาขัด “อย่าทำประเจิดประเจ้อบ่อยนัก! หรือท่านคิดเพียงว่าเคยเห็นมาหมดแล้วจะทำเช่นใดก็ได้ หากท่านรักอาจารย์ข้าจริง ก็ควรให้เกียรตินางด้วย”

    เขาถอนหายใจ พยักหน้ารับคำ แล้ววางถ้วยซุปลงบนโต๊ะอย่างนอบน้อม

    เทพีน้ำค้างเหมันต์ยิ้มบางๆ เดินมานั่ง ตักซุปขึ้นชิม “อร่อยนัก… ท่านพี่นี่ฝีมือทำอาหารเป็นเลิศจริงๆ” นางกล่าวปลอบใจชายหนุ่มที่เพิ่งจะถูกเทพฟ้าดินดุไปเมื่อสักครู่

    เทพฟ้าดินได้ยินดังนั้นนางรีบวิ่งมานั่งด้วย “ไหนๆ! ขอข้าชิมบ้าง” นางก้มหน้ารับช้อนที่อาจารย์ตักป้อน แต่พอได้ลิ้มรสกลับทำปากยู่ “รสก็ปกติทั่วไปนี่… ไม่เห็นอร่อยอย่างที่ท่านว่าเลย”

    เทพีน้ำค้างเหมันต์หัวเราะเบาๆ “เจ้าจะรู้อะไร การที่บุรุษผู้หนึ่งละทิ้งกระบี่ แล้วหันมาจับทัพพีลงแรงต้มซุปเพื่อสตรีผู้หนึ่ง เพียงน้ำใจนี้ก็คือชูรสที่ดีที่สุดแล้ว”

    ศิษย์สาวทำท่าล้อเลียน “อ๋อ… อย่างนี้นี่เอง ไม่แปลกที่ข้าจะไม่ซึ้ง จึงขาดชูรสไป”

    ทั้งสองหัวเราะด้วยความสนิทสนม ขณะที่ภูติแห่งลมยืนหน้าแดงอยู่ข้างๆ ไม่รู้ว่าควรจะทำตัวเช่นไรดี

    เทพีน้ำค้างเหมันต์หันไปถามภูติแห่งลมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ท่านพี่… เทพพายัพพักนี้หายหน้าหายตาไปไหนเสียเล่า”

    “เขากำลังเจรจาการค้ากับพ่อค้าคนกลาง” ภูติแห่งลมตอบ “ระยะนี้มีพ่อค้าหลายรายต้องการซื้อหินวิญญาณกันมาก”

    “เขาไม่ออกเดินทางไปค้าขายข้างนอกหรือ” เทพฟ้าดินแสร้งถาม

    “ไม่” ภูติแห่งลมส่ายศีรษะ “คนในหมู่บ้านแห่งนี้ล้วนปฏิญาณว่าจะพำนักอยู่ที่นี่เท่านั้น ไม่เดินทางค้างแรมในที่ห่างไกล”

    เทพีน้ำค้างเหมันต์นิ่งไปเล็กน้อย ก่อนเอ่ยกับศิษย์สาว “วันนี้ ข้าจะนำของทั้งหมดกลับสำนัก เจ้าจงไปแจ้งกับเทพพายัพเถิด”

     “รับทราบ” เทพฟ้าดินรับคำสั่ง

    เทพีน้ำค้างเหมันต์ถอนหายใจนัยน์ตาเหม่อลอย “ต่อไปข้าคงต้องจัดขบวนรถม้าจากสำนัก มารับของที่นี่ทุกเดือน เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนที่นี่แล้วสินะ”

    ครึ่งเดือนผ่านไป… ณ ศาลเทพตุลาการสูงสุดแห่งสำนักเทพอัสนีย์

    เสียงกลองร้องทุกข์พลันดังสะท้อนขึ้นสามครา “ตุ้ม! ตุ้ม! ตุ้ม!” ก้องไปทั่วลานหินหน้าศาล

    ผู้ที่ลั่นกลองหาใช่ชาวบ้านทั่วไปไม่ เขาคือ เทพศิลา หัวหน้าหน่วยตรวจสอบแห่งสำนัก ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือในความตรงไปตรงมา ไม่เคยยอมเอนเอียงให้แก่ผู้ใด สีหน้าของเขาเคร่งขรึม มือตีกลองอย่างมั่นคงจนเสียงทั้งปวงที่อยู่รอบศาลพลันเงียบลง

    เขาตะโกนก้องด้วยเสียงหนักแน่น

    “ขอความยุติธรรมแก่สำนัก! ขอความเป็นธรรมต่อเผ่าเทพทั้งปวงด้วยเถิด!”

    เสียงทหารประจำศาลประกาศดังกังวาน “เปิด… ศาล…”

    บานประตูไม้แดงสูงตระหง่านค่อยๆ เปิดออกอย่างเชื่องช้า ลมวูบหนึ่งพัดความเย็นเยียบเข้าสู่โถงศาล ราวกับว่าสิ่งศักสิทธิ์ได้ก้าวเข้ามาร่วมรับฟังคดีใหญ่นี้

    เหนือแท่นบัลลังก์ศาล ปรากฏร่างของ ตุลาการอัสนี ผู้ดำรงตำแหน่งเทพตุลาการสูงสุดในศาลแห่งนี้ ทุกย่างก้าวที่เขาเดินขึ้นบัลลังก์ช่างน่าเกรงขามดุจผู้ทรงธรรมกำลังย่างกราย บรรยากาศทั้งโถงพลันตกอยู่ในความเงียบสงัด ผู้คนมากมายที่มาชุมนุมฟังการไต่สวนไม่กล้ากระดิกแม้แต่เพียงเล็กน้อย

    เลขาศาลนามว่า เทพไมตรี ประกาศด้วยเสียงดังก้อง “เบิกตัวผู้ร้องเรียนเข้ามา!”

    เทพศิลาก้าวเข้ามา คุกเข่ากลางศาล ดวงตาของเขาฉายแววจริงจังแน่วแน่ ราวกับหินผาที่แม้ลมพายุยังไม่อาจสั่นคลอน

    เขากล่าวอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ “ข้าน้อยเทพศิลา หัวหน้าหน่วยตรวจสอบแห่งสำนักเทพอัสนีย์ ก่อนที่ข้าจะมาลั่นกลองร้องทุกข์ ข้าได้ตรวจสอบสิ่งของที่ส่งมาจากหมู่บ้านนักขุดเหมืองแล้ว พบว่ามิครบถ้วนตามบัญชีที่ส่งมา ขาดสิ่งสำคัญไปหนึ่งชิ้น นั่นก็คือ… อาวุธวิเศษระดับเทพ หอกเหมันต์มรกต!”

    เสียงฮือฮาดังสะท้อนก้องไปทั่วโถง บรรดาผู้ฟังต่างเบียดเสียดถามไถ่กันด้วยความตื่นตะลึง แต่เทพศิลามิได้หวั่นไหว ยังคงกล่าวต่อไป

    “ข้าได้นำความนี้เข้าสู่ที่ประชุมสำนักแล้ว ทว่าประมุขสำนัก… เทพีน้ำค้างเหมันต์ กลับยืนยันว่าหอกเล่มนั้นถูกนำไปใช้โดย ภูติแห่งลม เพื่อปกป้องชีวิตของนางในวันที่นางต่อสู้กับภูติหิมะ และมีความเห็นว่าเขาได้สร้างความชอบอันใหญ่หลวง จึงไม่ควรถูกลงโทษ แต่ข้ามีความเห็นที่แตกต่างออกไป! หอกเหมันต์มรกตหาใช่ของส่วนตัวไม่ หากแต่เป็นสมบัติของสำนัก อันถือได้ว่าเป็นสมบัติของเผ่าเทพทั้งมวล! การใช้อาวุธโดยพลการเช่นนี้ ถือว่าละเมิดกฎสำนัก แถมเมื่อใช้เสร็จแล้วอาวุธชิ้นนั้นกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย!”

    เขาหยุดถอนหายใจแล้วกล่าวต่อไปว่า “ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงมาร้องเรียนต่อท่านเทพตุลาการสูงสุด เพื่อขอเอาผิดภูติแห่งลมตามกฎสำนัก ในฐานความผิดสองประการคือ ใช้อาวุธโดยพลการ และยักยอกอาวุธวิเศษของสำนัก!” เสียงของเทพศิลาดังกังวานทุกถ้อยคำสะท้อนก้องโถงศาล

    “ตึ้ง!”

    ตุลาการอัสนียกค้อนกระแทกลงบนโต๊ะบัลลังก์

    “ศาลสูงสุด… รับคดีนี้ไว้พิจารณา!”

    คล้ายกับเรื่องเทพีน้ำค้างเหมันต์ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 2) ที่คุณอ่าน