ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

    ตอนที่ 44 ทดสอบเพื่อรนหาที่ตายอย่างบ้าคลั่ง

    ตอนที่ 44

    ทดสอบเพื่อรนหาที่ตายอย่างบ้าคลั่ง

     

    ในโลกของการบำเพ็ญเพียร ขึ้นชื่อว่าอาจารย์ เมื่อเทียบกับบุพการีย่อมถือได้ว่ามีความใกล้ชิดสนิทสนมเสียยิ่งกว่าอีก บุพการีสามารถที่จะแก่ตายได้ แต่ว่าอาจารย์ศิษย์ ก็เหมือนเป็นสิ่งที่คู่กันมาโดยตลอด ดังนั้นการกล่าวว่าหลิงเซียนเป็นเดรัจฉานน้อย ย่อมไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นการลบหลู่เฉินหมิงด้วย

     

    หลิงเซียนเมื่อได้ยินคำพูดของเฉินหมิง ในที่สุดก็อดกลั้นความโกรธเอาไว้ได้

     

    ม่อหวินคิดว่าหลิงเซียนได้หวาดกลัวตนแล้ว จึงได้หัวเราะแล้วกล่าว : “สวะก็ยังคงเป็นสวะ เจ้ามีอะไรดี ที่พอจะไปคู่ควรกับชิงถิง จะมีก็แต่เพียงข้าที่เปรียบเสมือนบุตรแห่งสวรรค์ จึงจะคู่ควรกับชิงถิงได้!”

     

    ฮวาชิงถิงยิ้มแล้วกล่าวดูแคลน : “เจ้ามันก็เป็นเพียงแค่สวะไร้ค่า บัดนี้มายังสำนักเซียนเหินทำไมกัน บางทีอาจจะมาเพื่อขอข้าวเหลือกับเศษอาหารก็เป็นได้ ไม่แน่ว่าอาจจะใกล้หิวตายแล้ว ทหาร ไปนำเอาหมั่นโถวกับกระดูกมาป้อนให้สุนัขกันเร็ว ! ”

     

    ฮวาชิงถิงได้นำเอาหมั่นโถวและเนื้อติดกระดูกที่ให้สุนัขโยนอยู่ที่ด้านหน้าของหลิงเซียน หัวเราะแล้วกล่าว : “กินเถอะ นี่ถือได้ว่าเป็นของดีเลยเชียวนะ สุนัขทั่วไปใช่ว่าจะหามาทานกันได้หรอกนะ ! ”

     

    หลิงเซียนกำหมัดจนดังกร๊อบ ฝืนทนอดกลั้นโทสะเอาไว้แล้วกล่าว : “ข้านั้นมาเพื่อเข้าร่วมงานชุมนุมทดสอบกระบี่ ! ”

     

    ม่อหวินหัวเราะออกมายกใหญ่แล้วกล่าว : “การชุมนุมทดสอบกระบี่? สวะอย่างเจ้ามีคุณสมบัติเข้าร่วมการชุมนุมทดสอบกระบี่ได้ด้วยหรือ เจ้ามีอาจารย์แล้วงั้นหรือ? ไม่แน่ว่า เจ้าอาจจะกราบประมุขพรรคยาจกเป็นอาจารย์ไปแล้ว? หรือเจ้าคิดว่าพวกปลาซิวปลาสร้อยที่ไหนก็ล้วนแต่มีคุณสมบัติที่จะเข้าร่วมการชุมนุมทดสอบกระบี่ได้?”

     

    บัดนี้เฉินหมิงอยากปรบมือให้กับม่อหวินและฮวาชิงถิง ทำได้เยี่ยม พวกเจ้าได้กระตุ้นความสนใจของข้าได้เป็นที่สำเร็จแล้ว ! 

     

    หลิงเซียนหันไปมองเฉินหมิง แล้วกล่าว : “ท่านอาจารย์ พวกเขาหาว่าข้านั้นไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้าร่วมการชุมนุมทดสอบกระบี่ ! ”

     

    ม่อหวินและฮวาชิงถิงหันไปมองยังเฉินหมิง เดิมยังคิดว่าเป็นผู้อาวุโสหรือไม่ก็เป็นเจ้าสำนักของสำนักเล็กๆ แต่เมื่อพบเห็นกลิ่นอายปีศาจที่เย็นเยียบของเฉินหมิง เสียงของฮวาชิงถิงก็ถึงกับสั่นเครือขึ้น : “จำ......จำแลงกายขั้นสมบูรณ์ เป็นราชาปีศาจ......”

     

    ใบหน้าน้อยๆ ของม่อหวินถึงกับขาวซีดในทันที พวกเขาพึ่งจะไปทดสอบเพื่อรนหาที่ตายกันอย่างบ้าคลั่งมาอย่างงั้นหรอกหรือ ? 

     

    เฉินหมิงยิ้มแล้วกล่าว : “ข้าอยากที่จะถามเพียงประโยคเดียวเท่านั้น ราชาอย่างข้า หนึ่งในพันธมิตรหกราชา ศิษย์ของราชาปีศาจลำดับที่หกยาหวูเต้า แท้จริงแล้วไม่มีคุณสมบัติเข้าร่วมชุมนุมทดสอบกระบี่งั้นรึ!?”

     

    ถึงอย่างไรเขาก็เป็นราชาปีศาจตนหนึ่ง อีกทั้งที่ข้างกายของยาหวูเต้ายังมีราชาปีศาจพยัคฆ์ดำอยู่ อีกทั้งในระยะนี้ภายในขุนเขาใหญ่นับสิบหมื่นยังเต็มไปด้วยชื่อเสียงอันรุ่งโรจน์ของพันธมิตรหกราชา บุคคลยิ่งใหญ่เช่นนี้ อย่าว่าแต่ฮวาชิงถิงเลย ต่อให้เป็นบิดานาง ก็ยังชั่งน้ำหนักไว้อย่างระมัดระวัง ฮวาชิงถิงพลันรีบกล่าวขึ้นว่า : “ย่อมมีคุณสมบัติอย่างแน่นอน!”

     

    เฉินหมิงหันไปมองฮวาชิงถิงแวบหนึ่ง แล้วกล่าว : “ข้าไม่ได้ถามเจ้า เพื่อหลีกเลี่ยงผู้อื่นจะมาหาว่าข้าข่มเหงทารกน้อยหรอกนะ”

     

    เจ้าสำนักของสำนักเซียนเหินฮวาหยาง เจ้าสำนักของสำนักดาบหมึกม่อเทียน ในที่สุดก็ได้รุดมาถึงยังที่แห่งนี้ ฮวาหยางกล่าว : “สหายยาหวูเต้า สหายพยัคฆ์ดำ มาถึงยังสำนักเซียนเหิน ย่อมถือเป็นเกียรติของสำนักเซียนเหิน ศิษย์ของสหายยาหวูเต้า ย่อมมีคุณสมบัติที่จะเข้าร่วมชุมนุมทดสอบกระบี่อยู่แล้ว”

     

    ในเวลานี้ ม่อเทียนรับคำโดยที่ทำอะไรไม่ถูก : “ทว่า สหายหวูเต้ามิใช่ว่าถูกเจ้าหนูหลิงเซียนหลอกลวงเข้าแล้วหรอกนะ เจ้าหนูผู้นี้เต้ากงแตกซ่าน เป็นเพียงแค่คนไร้ประโยชน์ หากรับไว้อยู่ในสำนัก เกรงว่ามีแต่จะทำลายชื่อเสียงของสหาย”

     

    เฉินหมิงหัวเราะเหอะเหอะ แล้วกล่าว : “ความหมายของเจ้าก็คือ ข้ามีตาแต่หามีแววไม่ ไม่สามารถที่จะแยกแยะได้อย่างงั้นหรือ ? ”

     

    ม่อเทียนผสานมือยิ้มแล้วกล่าว : “ข้าผู้ชราย่อมไม่ได้หมายความเช่นนั้นไม่ เพียงแต่อยากจะเตือนสติสหายสักหน่อยก็เท่านั้น”

     

    ฮวาหยางจึงได้รีบกล่าวผสมโรงเข้ามา : “ในเมื่อสหายทั้งสองท่านได้พาศิษย์เพื่อเข้าร่วมการชุมนุมทดสอบกระบี่ ก็โปรดตามข้ามา ไปชมดูงานพิธีในพื้นที่ซึ่งสูงศักดิ์ที่สุด

     

    ในขณะที่ติดตามฮวาหยางมาจนถึงจุดชมงานของการชุมนุมทดสอบกระบี่ ฮวาหยางยังได้สั่งให้คนนำเก้าอี้มาเพิ่มในจุดชมงานในส่วนที่สูงที่สุด โต๊ะรับรองอีกสองตัว ! ยกอาหารว่างสุรามา เฉินหมิงและราชาปีศาจพยัคฆ์ดำนั่งลงบนที่นั่งตัวใหญ่ ต่างกินอย่างไม่เกรงใจ ฮวาหยางและม่อเทียนได้มุ่งหน้าไปเพื่อจัดการกับงานการประลองแล้ว ราชาปีศาจพยัคฆ์ดำก็ได้หันไปกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบากับ     เฉินหมิง : “คิดไม่ถึงว่า ในชายแดนของขุนเขาใหญ่นับสิบหมื่น จะมีเผ่ามนุษย์ที่บังอาจได้ถึงเพียงนี้ แม้แต่พันธมิตรหกราชาพวกเขาก็ยังไม่เห็นอยู่ในสายตา”

     

    ว่ากันตามเหตุผล ฮวาหยางและม่อเทียนหาได้สมควรที่จะกล้าท้าทายพวกเขาเช่นนี้กันไม่ ถึงอย่างไรพวกเขาทั้งสองก็เป็นถึงราชาปีศาจ และพันธมิตรหกราชา ตามจริงแล้วก็คือมีราชาปีศาจด้วยกันถึงหกท่าน

     

    เช่นนั้น ย่อมต้องมีลับลมคมในอย่างแน่นอน

     

     

    ทั้งสองต่างก็โลดแล่นต่อสู้ในยุทธจักรมานานหลายปี เห็นได้ชัดถึงเพียงนี้มีหรือที่จะมองไม่ออกได้ มิเช่นนั้นก็เป็นราชาปีศาจกันอย่างสูญเปล่าแล้ว

     

    เฉินหมิงกล่าว : “สถานที่แห่งนี้ มีค่ายกลคุ้มกันหุบเขาอยู่ ผู้น้องมีความเข้าใจต่อวิชาค่ายกลอยู่บ้าง ให้ผู้น้องจัดการวิชาค่ายกลนี้เอง”

     

    ราชาปีศาจพยัคฆ์ดำหัวเราะดังหึหึยิ้มแล้วกล่าว : “วางใจเถอะ ข้าได้บีบหินสัญญาณจนแหลกไปแล้ว หินสัญญาณนี้เป็นสิ่งที่มีลูกหินแม่หินคู่กัน เมื่อชิ้นหนึ่งแหลก ที่เหลืออีกชิ้นก็จะแหลกตาม บริวารข้า คงจะนำทัพขุนพลปีศาจมากันแล้ว”

     

    ทั้งสองหันไปยิ้มสบตากัน พริบตานั้นก็ได้เข้าใจความหมายของอีกฝ่ายขึ้นในทันที

     

    “ติ่ง แจ้งเตือนภารกิจรอง เพื่อให้ได้รับความไว้ใจจากราชาปีศาจพยัคฆ์ดำ มองยอดค่ายกลที่รักษาหุบเขาของสำนักเซียนเหินให้ทะลุปรุโปร่ง! รางวัลภารกิจ: ปราณรู้แจ้ง 2000แต้ม”

     

    เฉินหมิงเหลือบไปมองคะแนนจริยธรรมของตัวเองในขณะนี้ ก่อนหน้านี้ที่เหลืออยู่ประมาณสิบกว่าแต้ม เมื่อหลิงเซียนทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสู่วิถี เขาก็ได้มาอีก 550 แต้ม กับที่เขาช่วยจ้าวชิงเหยาอีก 800แต้ม เพิ่มด้วยคะแนนจริยธรรมหลังจากที่จ้าวชิงเหยาทะลวงพลังอีก ตอนนี้ก็มีด้วยกันทั้งสิ้น 2241 หน่วย

     

    บรรลุค่ายกลจตุลักษณ์สามารถที่จะสำเร็จจนเข้าสู่ผู้ใช้วิชาค่ายกลระดับมนุษย์ เฉินหมิงไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้ก็ได้เวลาที่จะได้เป็นผู้ใช้วิชาค่ายกลระดับมนุษย์กันแล้ว เมื่อใช้คะแนนจริยธรรมไป 1500 แต้ม เฉินหมิงก็ได้บรรลุค่ายกลจตุลักษณ์แล้วในทันที จนสำเร็จเป็นผู้ใช้วิชาค่ายกลระดับมนุษย์ไปในเวลาเดียวกัน

     

    ทว่าค่าดัชนีความเสี่ยงของเฉินหมิงยังไม่เพิ่มสูงขึ้น มีความเป็นไปได้ที่ตัวเขานั้นมีเพียงเคล็ดมังกรคชสาร และเคล็ดอีกาเพลิงที่เข้าถึงขอบเขตสู่วิถีขั้นที่หกเท่านั้น

     

    เมื่อบรรลุค่ายกลจตุลักษณ์แล้ว เฉินหมิงที่ทราบถึงวิชาการกระตุ้นของค่ายกลจตุลักษณ์แล้ว กลับจำเป็นที่จะต้องมีพลังมนตร์ตราอีกสี่ชนิด ซึ่งประกอบไปด้วยคุณสมบัติธาตุอัคคี คุณสมบัติธาตุดิน คุณสมบัติธาตุวายุ และคุณสมบัติธาตุวารีจึงจะสามารถกระตุ้นค่ายกลจตุลักษณ์ได้

     

    เคล็ดมังกรคชสารก็คือคุณสมบัติธาตุดิน เคล็ดอีกาเพลิงก็คือคุณสมบัติธาตุอัคคี ส่วนอัสนีฟ้าเก้าแปรผันและวิถีคัมภีร์ของตนเอง แทบจะไม่เข้าขอบข่ายความต้องการของค่ายกลจตุลักษณ์เลยด้วยซ้ำ ทันใดนั้นเฉินหมิงก็ได้หันไปมองที่ด้านหลัง จนพบเห็นเจ้าสำนักทั้งสองท่านที่ก่อนหน้านี้มอบกระบี่ปราณให้แก่ตนเอง เฉินหมิง จึงฉีกยิ้มขึ้น คล้ายกับว่าเจ้าสำนักทั้งสองท่านนี้ ท่านหนึ่งเป็นสำนักวายุบริสุทธิ์      อีกท่านหนึ่งก็คือสำนักน้ำแข็งเยือก

     

    เฉินหมิงยิ้มจนเจ้าสำนักทั้งสองท่านแทบจะหลั่งน้ำตาขึ้นในใจ เฉินหมิง กล่าว : “พวกเจ้าทั้งสอง ตามข้ามาสักครู่ ! ”

     

    เฉินหมิงยันกายลุกขึ้น เจ้าสำนักทั้งสองได้เดินตามเฉินหมิงด้วยความอกสั่นขวัญแขวน จนกระทั่งมาถึงยังใจกลางห้องแห่งหนึ่ง เฉินหมิงเอ่ยถาม : “พวกเจ้าพอจะมีเคล็ดวิชาคุณสมบัติธาตุวายุ คุณสมบัติธาตุวารีกันหรือไม่ ? ”

     

    เจ้าสำนักทั้งสองท่านคิดในใจที่แท้ก็เพียงแค่ต้องการเคล็ดวิชาเอง ทำให้ข้าผู้ชราตกใจกันแทบตาย!

     

    เจ้าสำนักของสำนักวายุบริสุทธิ์กล่าว : “ใต้เท้าราชาปีศาจ เคล็ดวิชานี้ถือเป็นชีวิตของสำนักพรรค ไม่ทราบว่าใต้เท้าราชาปีศาจถามไปเพื่ออะไรกัน ? ”

     

    เฉินหมิงก็ได้โยนยาอายุวัฒนะพันปีมาเม็ดหนึ่งไว้บนโต๊ะ

     

    เจ้าสำนักของสำนักน้ำแข็งเยือกกล่าว : “ใต้เท้าราชาปีศาจ ท่านควรจะทราบว่า เคล็ดวิชานี้ล้วนแต่มีที่มาที่ไม่ง่ายดาย ล้วนแล้วแต่ใช้เลือดเนื้อและชีวิตของบรรพชนแลกเพื่อให้ได้มา”

     

    เฉินหมิงกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า : “ศิลาปราณหนึ่งหมื่นชิ้น”

     

    เจ้าสำนักของสำนักวายุบริสุทธิ์กล่าว : “ศิลาปราณใช้ได้เพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่ว่าเคล็ดวิชาเป็นสิ่งที่ใช้ได้ชั่วชีวิต”

     

    เฉินหมิงกล่าว : “นับจากวันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าสามารถที่จะปักธงของพันธมิตรหกราชาไว้ในสำนักของพวกเจ้าได้”

     

    หากจะอธิบายขยายความหมายของการปักธง นั่นก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าพวกเขาได้รับการคุ้มครองจากพันธมิตรหกราชา หรือก็คือเป็นคนของพันธมิตรหกราชา

     

    เจ้าสำนักของสำนักวายุบริสุทธิ์จึงล้วงนำเอา《สายลมโหมล้างสงัด》เล่มหนึ่งออกมาจากในอก วางไว้อยู่บนโต๊ะ : “ใต้เท้าราชาปีศาจ นี่คือสมบัติประจำสำนักวายุบริสุทธิ์ของพวกเรา 《สายลมโหมล้างสงัด》เมื่อฝึกฝนจนถึงระดับครบรอบ จะสามารถชักนำพลังแห่งคลื่นพายุได้ ย่อมไม่ต้องพูดถึงการสลายทองป่นกระดูกแล้ว ! ”

     

     

    เจ้าสำนักของสำนักน้ำแข็งเยือกก็ได้ล้วงเข้าไปที่แขนเสื้อ นำเอา《คัมภีร์ครามวารีโอสถ》เล่มหนึ่งวางลง : “ใต้เท้าราชาปีศาจ 《คัมภีร์ครามวารีโอสถ》นี้ ถือเป็นวิชาลับที่ไม่ถ่ายทอดให้คนนอกสำนักน้ำแข็งเยือกของเรา เมื่อฝึกปรือจนถึงขั้นที่ลึกซึ้ง จะสามารถผนึกผสานเป็นครามวารีโอสถลูกหนึ่งได้ เพื่อทำการชักนำสายธารมาได้สายหนึ่ง ! ”

    .

    .

    .

    .

     

    คล้ายกับเรื่องระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล) ที่คุณอ่าน