“อะไรนะ!!...... นี่คุณยกที่ดินและบ้านหลังนี้ให้นังรัตน์หมดเลยอย่างงั้นเหรอ...... แล้วฉันกับลูกล่ะ คุณไม่คิดจะยกอะไรให้เลยใช่ไหม!! คุณรักแต่นังลูกเมียโน้น ลูกฉันคุณไม่สนใจเลยใช่ไหมห๊ะ!!!!......”
จิตฤดีได้คิดที่ตติกรบอกว่าได้ยกทุกสิ่งอย่างให้เป็ชื่อของตติรัตน์ไปหมดแล้ว อารมณ์โกรธกรุ่นก็เกิดขึ้นมาทันที ลุกขึ้นยืน ตะคอกตัดพ้อ ผสมปนเปไปด้วยความอิจฉาริษยา ที่จริงก็มีอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว แต่ได้เก็บงำเอาไว้ภายใน แต่พอมาได้ยินอย่างนี้ จึงปะทุออกมาแบบไม่ยั้ง
“คุณอย่ามาว่าอย่างนี้นะ!! คุณกับลูกได้มามากเกินพอแล้ว ไม่รู้ตัวบ้างหรือไง ว่าที่ผลาญเงินไปทุกวันนี้ คุณกับลูกได้มากกว่ายัยรัตน์ ที่คอยแต่จะช่วยแก้ปัญหาให้อยู่อย่างนี้ และที่ทุกอย่างต้องโอนไปเป็ชื่อยัยรัตน์ ก็เพราะคุณูเา้าอย่างนั้น แต่ถึงแม้เขาจะไม่้าให้เป็อย่างนั้น ผมก็จะโอนให้ยัยรัตน์ทั้งหมดอยู่แล้ว เพราะยัยรัตน์ดูแลทรัพย์มรดกผมได้ไง”
ตติกรลุกขึ้นยืน พูดสวนตอกกลับจิตฤดีไปอย่างเหลืออด และไม่คิดเลยว่าจิตฤดีจะเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้มากขนาดนี้ ก่อนหน้านี้ตติกรก็ไม่คิดว่าจิตฤดีจะเป็อย่างนี้มาก่อนเลย เพราะจิตฤดีนิ่งมาก และก็ค่อยๆ เผยให้เห็นท่าแท้เด่นชัดออกมาเรื่อยๆ
“นี่คุณ คุณหาว่าฉันกับลูกดูแลทรัพย์มรดกของคุณไม่ได้อย่างงั้นเหรอ คุณกร!! พูดมานะ!!!!”
จิตฤดีลุกขึ้นบ้าง โดยมีความขึ้งโกรธให้เห็นเด่นชัด แสดงออกมาให้เห็นทางสีหน้า จิตฤดีพูดพร้อมกับยื่นมือไปผลักไหล่กว้างของตติกร จนไหล่กว้างเอี้ยวไปด้านข้างนิดๆ แต่กระนั้น ตติกรก็หาได้ผลักกลับไม่ เพราะเขารู้ว่านั้นคือภรรยา นั้นคือผู้หญิง และนั้นคือแม่ของลูกของเขาอีกคน ตติกรจึงไม่คิดจะร้ายให้จิตฤดี
“ใช่!! คุณกับลูกเอาแต่เที่ยวซื้อนั้นซื้อนี้ ผลาญๆๆ และสร้างแต่ปัญหาทุกครั้ง แต่ไม่มีเคยครั้งไหนเลยที่จะมาช่วยแก้ปัญหา มีแต่ปัดตูดชิงหนีทุกครั้ง ผิดกับยัยรัตน์ ยัยรัตน์ไม่เคยเขาเงินผมใช้เลยสักครั้ง ยัยรัตน์หาเงินใช้เอง แต่พอมีปัญหาขึ้นมาทีไร ยัยรัตน์ก็ช่วยโดยไม่เกี่ยงงอน แม้กระทั่งเอาชีวิตและความสุขเข้าแลก ยัยรัตน์ก็ยอม แล้วอย่างนี้ มีเหตุผลอะไรที่ผมจะไม่ยกทุกอย่างให้ยัยรัตน์ล่ะ”
ตติกรพูดใส่อย่างไม่คิดจะยั้งคำพูดอีกต่อไป พอพูดจบก็เดินหนีไป ซึ่งตติกรนั้นรู้ว่าที่พูดไปนั้นมันเป็ความจริง อย่างที่พูดใส่ไปนั่นแหละ ก็ตติกรเห็นจนไม่รู้จะเห็นยังไงแล้ว จนเอือมระอาและเหนื่อยล้าอ่อนเปลี้ยเพลียใจ ไปหลายตลบกับจิตฤดีและลูกสาวอีกคน
“คุณกร!! คุณจะมากไปแล้วนะ มากล่าวหาฉันกลับลูกอย่างนี้ได้ยังไง แล้วนี่จะเดินหนีฉันอย่างนี้ ทั้งที่เรายังพูดกันไม่รู้เื่อย่างนี้ไม่ได้นะ คุณกร คุณตติกร...... บ้าเอ๊ย... โถ่เอ๊ย!!!!!!”
จิตฤดีกระทืบเท้าหนักๆ อย่างไม่สบอารมณ์ที่เห็นตติกร พูดใส่ๆ แล้วก็เดินหนีไปหน้าตาเฉยอย่างนี้ จึงทำอะไรไม่ได้เลย คุยก็ยังไม่จบและไม่รู้เื่ จึงทำได้คือหย่อนร่างลงไปนั่งบนโซฟาอย่างแรง อย่างไม่ใคร่ชอบอกชอบใจ และฮึดฮัด อึดอัดใจเป็อย่างยิ่ง
“โอ๊ย!! พ่อกับแม่ทะเลาะอะไรกันเนี้ย!! กลับมาบ้านก็ให้น่าเบื่อเลย รู้อย่างนี้ไม่กลับมาบ้านซะก็ดีหรอก”
เสียงพูดของฤดีพรรณ ดังเข้ามาให้จิตฤดีได้ยิน และได้รับรู้ว่าฤดีพรรณหาทางกลับมาบ้านได้แล้ว จากที่หายหน้าหายตาไปเกือบเป็อาทิตย์ๆ เลยก็ว่าได้ จิตฤดีจึงหันขวับไปมองยังต้นเสียง ด้วยสายตาแข็งกร้าวอย่างเห็นได้ชัด
“แกหายหัวไปไหนมายัยพรรณ!!?? หายไปจนพ่อแก่เขายกทุกอย่างให้ยัยรัตน์ไปหมดแล้วนั้น พวกเราไม่ได้อะไรเลย รู้ตัวบ้างไหม!!??”
จิตฤดีลุกขึ้นยืน จ้องมองไปยังร่างบางของฤดีพรรณ ก่อนจะะเิความอัดอั้นที่มีอยู่ภายในออกมาอย่างไม่ยั้ง และไม่คิดจะกักเก็บเอาไว้กับตัวเอง ให้คนที่พึ่งมาถึงได้รู้ด้วย จะได้ค่อยช่วยเหลือช่วยกันแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้
“อะไรนะแม่ ทำไมถึงเป็อย่างนั้นล่ะ!!?? ก็ไหนว่านังรัตน์มันแต่งงานออกไปแล้ว แล้วทำไมพ่อถึงจะต้องยกทุกอย่างให้มันด้วยล่ะ!!?? ... พ่อนี่บ้าไปแล้วหรือไง”
ฤดีพรรณขมวดคิ้วโก้งโค้งคู่สวยเข้าหากันอย่างไม่ใคร่สบอารมณ์ ที่ได้ยินมารดาของตัวเองพูดมาอย่างนั้น ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจในเื่ราวที่เป็มาและเป็ไป แต่อย่างน้อยก็ขอให้ต่อว่าไปก่อนล่ะ เพราะถึงยังไงเสีย เธอก็ต้องเข้าข้างตัวเองและมารดาเธออยู่แล้ว เหตุผลอย่างอื่นน่ะหรอก เธอไม่ค่อยสนสักเท่าไร หรือไม่ค่อยสนใจเลยก็ว่าได้
ฤดีพรรณเดินเข้าไปนั่งลงที่โซฟาและให้มารดาของเธอเล่าเื่ราวที่เป็มาและก็เป็ไปให้รับฟังอย่างละเอียด เพื่อว่าจะได้แก้ไข้และแก้ลำทุกสิ่งอย่างได้ ก่อนที่อะไรๆ จะสายเกินแก้
๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓