ตัวละครหลักของงานแต่งสองคนเดินเข้างานตรงทางเข้าด้านหลังเวที พิธีการวันนี้ไม่มีอะไรมาก แค่คู่เ้าบ่าวเดินขึ้นเวทีและขอบคุณแขกที่มาร่วมงาน ไม่มีแม้พิธีปฏิญาณตนหรือพิธีการตามธรรมเนียมใด ๆ ทั้งสิ้น เช่น การยกน้ำชา ส่งตัวเ้าสาว
ทำไมน่ะรึ ก็พ่อเ้าประคุณไม่อยากแต่งงานอย่างหนักจนขนาดออกตัวว่าถ้ายุ่งยากจะลดเหลือแค่การจดทะเบียนพอและประกาศทางโซเชียล เล่นเอาบรรดาผู้าุโในตระกูลโกรธจนตาเหลือกต้องยอมทำตามความ้าของเ้าบ่าว พิธีการในงานจึงถูกตัดย่นย่อลงมาเหลือแค่การกล่าวขอบคุณและการกินเลี้ยงอาหารหรูหราที่จัดขึ้นเพื่อขอบคุณแเื่ที่มาร่วมงานเท่านั้น
พูดไปมันก็ดีสำหรับตัวเขาเองด้วย กู่ฉิงฉิงเองก็รู้สึกไม่จำเป็เพราะเขามันแค่ตัวประกอบที่อีกไม่นานก็ต้องออกจากฉากไปจะทำให้อะไร ๆ มันยุ่งยากไปทำไม ใช่ไหมล่ะ
เมื่อหยางเฟยหลงเห็นกู่ฉิงฉิงไม่โวยวายเื่การที่เขาลดขั้นตอนพิธีการ จนเหมือนไม่ให้เกียรติฝ่ายเ้าสาว แววตาที่มองก็ลดความเ็าลงเล็กน้อย ในใจก็นึกถึงคำพูดเมื่อวานที่อีกฝ่ายยื่นข้อเสนอ ตอนแรกเขากลัวว่าอีกฝ่ายจะกลับคำในภายหลัง เพียงแค่ทำตัวดีหลอกให้เขาตายใจ โดยจุดประสงค์ที่แท้จริงตั้งใจเกาะเขาไปตลอดชีวิต แต่ดูท่าทางจะไม่เป็แบบนั้น อีกฝ่ายดูไม่อินังขังขอบเท่าไหร่ เหมือนการมาร่วมงารปาร์ตี้ธรรมดา ๆ ทั่วไป ใจหนึ่งก็พึงพอใจแต่อีกใจก็ขัดใจแบบแปลก ๆ หยางเฟยหลงปัดความคิดวุ่นวายทิ้งก่อนจะคว้ามือของกู่ฉิงฉิงมาจับและจูงขึ้นเวทีไป
พิธีกรเริ่มกล่าวแนะนำตามสคริปที่วางไว้และแนะนำบ่าวสาวตามลำดับ ตามด้วยเสียงโห่แสดงความยินดีจากผู้ร่วมงาน ซึ่งเมื่อมองไปที่ต้นทางของเสียงก็พบชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งซึ่งกู่ฉิงฉิงคาดว่าคงจะเป็กลุ่มเพื่อนของหยางเฟยหลง
จากนั้นหยางเฟยหลงก็รับไมค์มากล่าวขอบคุณผู้ร่วมงานซึ่งในความคิดของเขาไม่ต่างจากกล่าวเปิดการประชุมเท่าไหร่ และในที่สุดก็ถึงส่วนของตนเอง กู่ฉิงฉิงรับไมค์มา ทิ้งจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเปล่งเสียง
" ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงานมงคลสมรสระหว่างผม กู่ฉิงฉิงและหยางเฟยหลงนะครับ ผมขอให้ทุกท่า.... "
ยังไม่ทันได้กล่าวจบประโยค ชายหนุ่มคนหนึ่งมีหน้าตาคล้ายคลึงพ่อของเขาอยู่ประมาณเจ็ดแปดส่วน วิ่งบุกเข้ามาในงานอย่างกะทันหัน ก่อนดิ่งตรงไปยังเป้าหมายซึ่งก็คือ กู่เกา บิดาของเขานั่นเอง
ฉากนี้เกิดขึ้นและดำเนินไปตามบทในนิยายเป๊ะ ๆ เป้าหมายจงใจมาเปิดตัวและกึ่งทำลายบรรยากาศงานแต่งของกู่ฉิงฉิงที่น้องชายต่างมารดาด้วยความริษยา ไม่ต้องบอกก็คงเดากันได้ว่าริษยาเพราะอะไร
" คะ คุณพ่อ "
พูดเสียงเสียงดัง ประหนึ่งกลัวว่าคนทั่วงานจะไม่รู้จุดประสงค์ และกลัวจะทำงานแต่งงานของเขาวุ่นวายไม่พอ
สิ้นเสียงเรียกของแขกที่ไม่ได้รับเชิญ แขกที่มาร่วมงานก็หันไปมองพร้อมกัน เป้าหมายคือสองพ่อลูก(ใหม่)
พิธีกรเห็นท่าไม่ดีจึงวิ่งมาคว้าไมโครโฟนจากมือของเขาและพูดเพื่อดึงความสนใจมาที่คู่เ้าบ่าวบนเวทีแทน
" แฮ่ม แค่ก แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน เชิญร่วมรับประทานอาหารและแสดงความยินดีต่อคู่บ่าวสาวตามลำดับนะครับ และเชิญชมการแสดงที่คัดสรรมาโดยเฉพาะเพื่อฉลองให้คู่แต่งงานใหม่ได้เลยครับ! "
หลังจากพูดจบ พิธีกรก็ส่งสัญญาณให้ผู้จัดการเวทีเรียกบรรดาเหล่านักแสดงที่ถูกจ้างมาเตรียมตัวขึ้นแสดงทันทีก่อนกำหนด
ขณะเดียวกันพ่อพระเอกก็คว้ามือของเขาไปจับและกึ่งลากจูงลงเวทีไปด้วยสีหน้าเ็าประหนึ่งจะแช่แข็งมนุษย์
เขาไม่ผิดนะเว้ย! จะไปโทษก็ไปโทษตาแก่กู่เกาสิ!
จากที่เขารู้จักนิสัยของหยางเฟยหลงจากการอ่านนิยาย การกระทำแบบนี้ถือเป็การสบประมาทไร้มารยาทในสายตาของหยางเฟยหลงอย่างมากและเ้าตัวก็โกรธจัด เนื่องจากความที่กู่ฉิงฉิงรับบทตัวประกอบลูกชังของผู้แต่งย่อมทำให้บทของกู่ฉิงฉิงในสถานการณ์นี้สุดแสนจะอาภัพ ความโกรธของหยางเฟยหลงมาตกที่กู่ฉิงฉิงและตระกูลกู่ เป็หนึ่งในเื่ที่ทำให้หยางเฟยหลงไม่ชอบหน้ากู่ฉิงฉิงมากขึ้นไปจากเดิมที่ว่ามากแล้ว ซึ่งผลที่ตามมาคือคืนแต่งงานคืนแรกที่ควรจะเป็ไปด้วยดีตามธรรมเนียมปฏิบัติคู่บ่าวสาวค้างคืนร่วมหอ ด้วยกันกู่ฉิงฉิงกลับโดนทิ้งให้อยู่คนเดียว ส่วนพ่อพระเอกก็ออกไปกินเหล้ากับเพื่อนและควงหนุ่มหน้าสวยในผับจนคนถ่ายภาพลงโซเชียล วันรุ่งขึ้นกู่ฉิงฉิงก็กลายเป็ที่หัวเราะเยาะของวงสังคมไปทั่ว
เขาจะไม่ยอมซ้ำรอยเดิมตามนิยายเป็อันขาด แม้เขาจะไม่ได้รักชอบหยางเฟยหลงแต่ก็ไม่ชอบเป็ที่หัวเราะเยาะของชาวบ้าน ว่าแล้วมือเรียวก็สะบัดหลุดการจับกุมของหยางเฟยหลง จากนั้นก็พาร่างของตนตรงไปยังตัวปัญหาต้นเหตุของความวุ่นวายในงานแต่งงาน
" ผู้จัดการ ไปเรียกรปภ.มาและเรียกตำรวจมาด้วย จัดการคนไม่ประสงค์ดีที่มาก่อความวุ่นวายในงานแต่งของผมเดี๋ยวนี้ "
เขาออกคำสั่งด้วยมาดคุณชายตระกูลใหญ่ ที่ได้รับการอบรมมาอย่างดี เทียบกับเ้าลูกนอกสมรสนอกคอกนั่น ออร่าเทียบชั้นกันไม่ติด
" คุณพ่อ ใช่ว่าใครก็ได้จะมาอ้างเป็ลูกนะครับ ไม่งั้นตระกูลกู่ของเราคงมีทายาทเต็มไปหมด และอีกอย่างเหตุการณ์แบบนี้มันแสดงถึงความขายหน้าของสองตระกูลนะครับ "
เขามองกู่เกาด้วยสายตาคมกริบเอาเื่ เมื่อเห็นอีกฝ่ายแสดงท่าทีลังเลใจ และทำท่าจะห้ามปราม แต่เมื่อเอาชื่อตระกูลและชื่อเสียงพร้อมกับหน้าตาของตระกูลหยางมากองตรงหน้า กู่เกาจึงต้องกัดฟัน ยอมให้จัดการตามที่บุตรชายคนเล็กสั่งการ
ทั้งตระกูลย่อมสำคัญกว่าบุตรชายเพียงหนึ่งอยู่แล้ว
ไม่นานรปภ.และตำรวจก็เข้ามาในงานและจับกุมบุคคลที่กล่าวอ้างว่าเป็บุตรชายอีกคนของกู่เกาออกไป จะพูดให้ถูกคือลากออกไปเสียมากกว่า ท่ามกลางเสียงะโก่นด่า
" กู่ฉิงฉิง แกทำอย่างนี้กับพี่ชายแกได้ยังไง! ฉันคือพี่ชายของแกนะ! "
" ขอโทษด้วย ผมมีพี่ชายแค่คนเดียว ชื่อกู่เซวียนเย่ ซึ่งตอนนี้ไปติดต่อธุรกิจของตระกูลที่ต่างประเทศจึงไม่อาจมาร่วมงานได้ และไม่ใช่ใครก็ได้จะมาแอบอ้างเป็พี่ชายของผม "
จากนั้นก็ส่งสัญญาณให้ลากตัวปัญหาออกไป ก่อนที่จะเดินไปยังพิธีกรขอไมค์มาถือไว้
" ขออภัยในความวุ่นวายด้วยนะครับ อีกฝ่ายเป็ผู้ไม่ประสงค์ดีหวังทำลายงานแต่งงานอันแสนสำคัญนี้ ขอให้ทุกท่านอย่าได้ใส่ใจ "
จากนั้นก็ก้มหัวคำนับแสดงการขอโทษต่อแเื่
เสียงแขกในงานต่างกล่าวบอกว่า ไม่เป็ไร เข้าใจได้ จากนั้นงานก็ดำเนินต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผิดกับหยางเฟยหลงที่มองเ้าสาวของตนด้วยสายตาแปลก ๆ
ผิดจากข้อมูลที่เขาสืบมาอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเห็นสะใภ้ตระกูลหยางจัดการสถานการณ์ได้ดี เขาเองก็ไม่จำเป็ต้องสอดมือเข้าไปยุ่ง อารมณ์โกรธที่คุกรุ่นในใจก็ค่อย ๆ สงบลง
ผ่านเื่วุ่นวายไปได้ งานเลี้ยงก็ดำเนินไปจนเสร็จสิ้น กู่ฉิงฉิงที่ปวดขาและเท้าจากการเดินทั่วงานเพื่อทักทายแขกตามโต๊ะกับหิวจนท้องกิ่วเนื่องจากไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยนับั้แ่ก้าวเท้าเข้างาน ก็นอนแผ่หลาบนเตียงในห้องสวีตเดอลุกสูทของโรงแรมที่จัดไว้สำหรับให้คู่บ่าวสาวใช้เวลาด้วยกันในค่ำคืนแต่งงาน
ผ้าปูเตียงไหมสีแดงปักลายหงส์ัเด่นเป็สง่าและสวยงาม แต่กู่ฉิงฉิงหาสนใจไม่ เขานอนหงายหลังแนบเตียงพลางคิดว่าจะสั่งอะไรจากรูมเซอวิสขึ้นมากินดี
ร่างของกู่ฉิงฉิงกลิ้งไปทางโต๊ะข้างเตียงพร้อมกับคว้าโทรศัพท์ประจำห้องขึ้นมาพอดีกับที่ออดที่ประตูดังขึ้น กู่ฉิงฉิงจึงได้แต่จำใจวางหูโทรศัพท์ลงไปตามเดิมพร้อมสบถเบา ๆ ที่ถูกขัดจังหวะ พร้อมกับลุกแล้วจัดเสื้อผ้าให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยก่อนจะเดินออกไปเปิดประตู
ประตูห้องถูกเปิดออก ที่อยู่ด้านนอกเป็พนักงานของโรงแรมพร้อมรถเข็นอาหารจำนวนหลายคัน บรรดาพนักงานทยอยเข็นรถบรรจุอาหารเดินเข้ามาในห้อง จากนั้นไม่กล่าวอันใดทั้งสิ้น ทยอยกันจัดอาหารลงบนโต๊ะในโซนที่เป็ห้องรับประทานอาหารของห้องสูท ก่อนจะทยอยเข็นรถขนอาหารออกไปแบบเงียบ ๆ
กู่ฉิงฉิงมองอาหารร้อน ๆ ที่ยังคงมีไอน้ำสีขาวลอยขึ้นมาจากอาหาร ก็รีบจัดแจงพาตนเองที่กำลังหิวโซเดินไปหย่อนก้นลงบนเก้าอี้พร้อมกับใช้ตะเกียบคีบอาหารเข้าปากแบบคนตายอดตายอยาก
" อื้อ อร่อย "
กินไปก็อดออกปากชมไม่ขาด
" ไม่รอสามีเลยนะ "
เสียงเ็ากึ่งประชดดังขึ้นด้านหลังของกู่ฉิงฉิงเมื่อเ้าตัวกวาดอาหารไปเกือบครึ่งของที่วางบนโต๊ะ
" หยางเฟยหลง! "
กู่ฉิงฉิงลืมไปสนิท ตอนแรกคิดว่าหยางเฟยหลงคงไม่มาค้างกับเขาแน่ ๆ เนื่องจากไม่เต็มใจกับงานแต่ง แม้ว่ามีเื่น่าขายหน้าเกิดขึ้นในงานและเขาแก้สถานการณ์ได้ดี ทำให้อีกฝ่ายไม่ออกไปทำเขาขายหน้ากลับแต่ว่าก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกลับมานอนที่ห้องเช่นกัน
" ใอะไรนักหนา คืนนี้คืนเข้าหอของเรานะที่รัก "
คำพูดเหมือนจะดีถ้าไม่ติดที่ใบหน้าเ็าจนไร้ความรู้สึกของอีกฝ่าย
" คุณแน่ใจนะว่าจะเข้าหอกับผมน่ะ "
" หรือเธอไม่กล้า? "
หยางเฟยหลงเลิกคิ้วถาม แสดงสายตากังขาปนเยาะ
หนอยแน่! ใครกลัวกันแค่เข้าหอ ใครจะเป็รุกรับยังไม่แน่หรอกนะพี่ชาย!
แม้ว่าเขาจะรูปร่างเล็กกว่าอีกฝ่ายแต่ใช่ว่ากดเขาได้ง่าย ๆ หรอกนะ
" โอ้ งั้นดีเลยอาหลง ผมกำลังกลัวว่าคุณจะหนีคืนเข้าหอไปเสียสนิท อย่างไรมาทานอาหารรองท้องก่อนสิ เดี๋ยวจะหมดแรงต่อสู้กับผมบนเตียงนะครับ~ "
กู่ฉิงฉิงบีบเสียงแหลมพูดจีบปากจีบคอยั่วเย้าอีกฝ่ายแบบยั่วยวนพร้อมขยิบตาให้
หยางเฟยหลงยังคงหน้านิ่งแต่ในใจกลับรู้สึกจั๊กจี้ไม่น้อยจากการโดนยั่วเย้าอย่างคาดไม่ถึง
อันที่จริงเขาเองนั้นไม่ได้ตั้งใจว่าจะมาค้างห้องเดียวกันกับกู่ฉิงฉิงแต่แค่จะแวะมาคุยรายละเอียดเื่สัญญาการแต่งงานในระหว่างหนึ่งปีและการจ่ายเงินมัดจำให้อีกฝ่ายเพียงเท่านั้น แต่เมื่อเปิดประตูมาพบภาพที่อีกฝ่ายกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย แก้มพองประหนึ่งแฮมสเตอร์ก็ทำให้เขาอดเอ็นดูไม่ได้และอดแหย่อีกฝ่ายไม่ไหว
ส่วนตัวเขาไม่ได้รังเกียจหรือไม่ชอบกู่ฉิงฉิงแต่อย่างใด แต่เขาไม่ชอบถูกบังคับและยังคงรักอิสระในชีวิตโสดของตนเอง ดังนั้นการโดนบังคับแต่งงานด้วยเงื่อนไขการสืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลทำให้เขาค่อนข้างจะไม่ชอบใจและแอนตี้อคติอีกฝ่ายไปเอง แต่พอมาคิดดูดี ๆ อีกฝ่ายเองก็ไม่น่าต่างจากเขาที่โดนบังคับเช่นกัน ดังนั้นจะมามัวเอาความโกรธไม่พอใจมาลงที่คู่แต่งงานของตนก็ใช่ที่ เมื่อคิดได้เขาจึงให้ทนายร่างสัญญาที่เป็ประโยชน์กับทั้งสองฝ่ายขึ้นมาเพื่อชดเชยให้อีกฝ่ายที่ยอมสละชีวิตโสดของตนเป็เวลาหนึ่งปีให้กับเขา ในระหว่างหนึ่งปีนี้เขาเองก็จะเข้าควบคุมอำนาจเบ็ดเสร็จไว้ในมือ พอถึงเวลาแม้หย่าไปแล้ว ตระกูลก็ไม่สามารถบีบบังคับเขาได้อีก
กู่ฉิงฉิงคือเป้าล่อที่เขาเอามาไว้เป็กันชนให้ตัวเองนั่นเอง
หยางเฟยหลงไม่ตอบอะไรแต่เดินไปนั่งตรงข้ามกับภรรยาหมาด ๆ ของตนและคีบอาหารเข้าปากแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว
กู่ฉิงฉิงเมื่อเห็นว่าแหย่แล้วอีกฝ่ายไม่แสดงท่าทางปฏิกิริยาอะไรก็หมดสนุกหันมาฟาดฟันกับอาหารบนโต๊ะต่อ
คนสองคนกินอาหารกันเงียบ ๆ ไร้เสียงคุยมีแต่เสียงตะเกียบและเสียงเคี้ยวอาหารที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบเท่านั้น
หยางเฟยหลงเป็ฝ่ายจัดการอาหารเสร็จทีหลัง เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นกู่ฉิงฉิงนั่งเล่นโทรศัพท์มือถือรอเขาทานเสร็จ
" กู่ฉิงฉิง พรุ่งนี้ฉันจะส่งทนายและเอกสารมาให้เธอเซ็น สัญญา
การแต่งงานและการโอนเงินตามที่ตกลงกัน "
กู่ฉิงฉิงเงยหน้าจากหน้าจอโทรศัพท์ขึ้นมามองสามีหมาด ๆ ด้วยความแปลกใจ
" ...ขอบคุณครับ "
น้ำเสียงแสดงความจริงใจอย่างชัดเจน
" อืม "
กู่ฉิงฉิงเมื่อรู้สึกว่าได้เงินอีกฝ่ายก็คือนายจ้างของเขากลาย ๆนอกจากสามี เหมือนกับว่าจ้างเป็ภรรยาชั่วคราว ความคิดของเขาจึงเปลี่ยนเป็ไปในทางที่ดีขึ้น
" คืนนี้คุณจะพักที่ไหนครับ "
" ก็ต้องห้องหอสิ "
เ้าตัวพูดแบบหน้าตายแต่แววตาออกแววหยอกเย้า
" โอ้...ได้เลยครับ ผมจะไปเตรียมตัว "
จากนั้นหยางเฟยหลงก็ได้แต่มองภรรยาคนสวยของตนเดินเข้าห้องน้ำไปอย่างรวดเร็ว ด้วยสีหน้ามึนงง
นี่เขาแค่พูดเล่น อีกฝ่ายเอาจริงงั้นหรือ?