หนิงเฉิงและอี๋หรี่ตาแคบลง “คนผู้นี้ก็เป็นยอดฝีมือขอบเขตแดนพิภพ ?”
คนเถื่อนมียอดฝีมือมากมายเช่นนี้เลยรึ ?
พวกเขาไม่คิดว่ากลุ่มคนที่พวกเขาดูถูกจะเก่งกาจถึงเพียงนี้อย่างไรด้านสังคม ประเพณี วัฒนธรรมของคนพวกนี้ก็ด้อยกว่าชาวหนานโจว นั่นจึงใช้ในการเปรียบวัดยอดฝีมือด้วยแต่นั่นคงเป็นเรื่องที่พวกเขาคิดผิดถนัด
อยู่ทะเลทรายต้องเผชิญอันตรายนานัปการนั่นจึงทำให้พวกมันมีร่างกายที่แข็งแกร่งและระดับพลังที่สูงล้ำกว่าชาวหนานโจวส่วนใหญ่เสียอีก
หนิงเฉิงต้องพิจารณาพวกนี้ใหม่เสียแล้ว เขาเคยได้ยินมาว่าพวกคนเถื่อนมีสิบสามนครรัฐ และคนเมื่อครู่ที่ต่อสู้กับเขาก็คือหนึ่งในนั้น หากว่าชาร์ทั้งสิบสามเป็นยอดฝีมือขอบเขตแดนพิภพนั่นคงน่าสะพรึง !
“ถ่ายทอดคำสั่ง ทหารทั้งหมดกลับป้อมปราการซิ่นหลิง” อี๋ไม่คิดจะสู้ต่อแล้วหากว่ายอดฝีมือของฝ่ายนั้นมาถึงอีกไม่นานกองทัพก็ต้องตามมาเช่นกัน
หลังจากออกคำสั่งเสร็จอี๋ก็หันมาพูดกับหนิงเฉิง“ผู้บัญชาการหนิงพวกเราไปกันเถอะ”
“ได้” กองทัพเยว่ค่อย ๆถอนออกไปปล่อยให้ซากศพทหารนับหมื่นกองเพนินอยู่อย่างนั่นศึกในครั้งนี้เยว่ได้รับชัยชนะอย่างงดงามต่างจากคนเถื่อนที่สูญเสียมากมายไม่ว่าจะเป็นพลังรบด้านยอดฝีมือ และทหารเลวก็ตามทหารตายไปถึงหนึ่งหมื่นเกือบสองหมื่นนาย นับเป็นการสูญเสียที่มากโข
ส่วนทางฝั่งเยว่นั้นเสียทหารไปราว ๆ แปดพันนาย บาดเจ็บนับหมื่น กำลังใจทหารดีขึ้นมากความกลัวได้ค่อยๆ จางหายไปจากตัวพวกมัน ความกล้าหาญและความเชื่อมั่นค่อย ๆ ผุดขึ้นกลางใจ
อันที่จริงสำหรับจูเฉินนั้นการรบครั้งนี้เขาเพียงต้องการปลุกความห้าวหาญให้กับทหารเท่านั้นขวัญกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับกองทัพไม่อาจมองข้ามไปได้ และโดยเฉพาะการรบกับคนเถื่อนด้วยแล้วยิ่งต้องมีมากขึ้นกว่าปกติหลายเท่า
...
เขตชายแดนทะเลทราย กระโจมหลวงของราชาคนเถื่อน
“ดัลตั้นเจ้าทำให้พวกเราต้องอับอาย” บุรุษผู้หล่อเหลาใบหน้าเกลี้ยงเกลากล่าวขึ้นเขาคือชาร์แห่งไบรอน ‘เอ็ดมันด์’ หนึ่งในผู้ยอมสวามิภักดิ์ต่ออัลเดนแต่โดยดีในตอนนี้เขาคือผู้ภักดีของอัลเดน
ดัลตั้นใบหน้าขาวซีด เขาหาได้สนใจคำพูดของเอ็ดมันด์ไม่หากแต่เขากังวลคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ราชาแมงป่องทมิฬนั่นมากกว่าชายผู้นั้นแววตาดำมืดรังสีอำมหิต และรังสีสังหารก็ปลดปล่อยอยู่ตลอดเป็นที่หวาดกลัวของชาร์ทั้งหลาย ราชาคนเถื่อนอัลเดน !
ไม่ต้องพูดอะไรมากความ จู่ ๆ ดัลตั้นก็ลอยออกไปนอกกระโจมพร้อมกับกระอักเลือดออกมา ดวงตาของเขาสั่นไหวมีแต่ความหวาดกลัวตัวสั่นซีด เขารีบคุกเข่าลงที่พื้นใหม่อีกครั้งหมอบกราบลงไป“ทะ..ท่านราชา.....ได้โปรด..โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย..” เสียงของเขาสั่นเครือหมดสิ้นซึ่งความสง่างามของยอดฝีมือ
บุรุษผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์ดวงตาสาดประกายวาบ !
ความเยือกเย็นหนาวเหน็บก็ไปเยือนดัลตั้นทันทีทำเอาอกสั่นขวัญหายรีบโขกหัวลงที่พื้นอย่างรุนแรง ไม่ว่าวิธีการใดเขาต้องมีชีวิตรอดไปให้ได้ ศักดิ์ศรีรึ ? เหอะ ! สิ่งนั้นหาได้ทำให้รอดชีวิตได้ไม่
ชาร์อีกสิบคนตัวสั่นเทา ราวกับว่าดัลตั้นก็คือตัวของพวกมันเอง ทั้งหมดมีสีหน้าที่ขาวซีดราวกับซากศพไม่มีใครกล้ากล่าววาจาสิ่งใดออกมาอีกแม้คำเดียว เสียงลมหายใจก็แทบไม่มีให้ได้ยิน
ราชาคนเถื่อนผู้ยิ่งใหญ่ยืนขึ้น มันจ้องไปในดวงตาของทุกคนราวกับมองทะลุทะลวงไปทุกผู้คนได้หัวใจของเหล่าชาร์แทบหยุดเต้น ดวงตาดำมืดของอัลเดนเป็นสิ่งที่พวกมันหวาดกลัว !
“ดัลตั้นกลับมา” เสียงนี้ไม่ได้ดังมาก แต่กลับกังวานอยู่ในหัวของทุกคนพวกมันทุกคนล้วนได้ยินแจ่มชัด
ดัลตั้นรีบตะกุยตะกายตนเองยืนขึ้นด้วยร่างกายที่ยังสั่นไหวอยู่มันแทบจะล้มอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้สนใจในสภาพตนเองเลยรีบเข้าไปคุกเข่ายังเบื้องหน้าของราชาคนเถื่อน
“ข้าหวังว่าศึกครั้งหน้าเจ้าจะไม่พ่ายแพ้อีก หากยังเป็นเช่นนั้น..”
“ข้าน้อยจะไม่ทำให้ท่านราชาผู้ยิ่งใหญ่ผิดหวังอีก !”ดัลตั้นรีบตอบกลับอย่างทันท่วงทีวันนี้มันรอดชีวิตแล้ว...
“พวกเจ้าจำเอาไว้โอกาสของพวกเจ้ามีแค่ครั้งเดียวหากผิดพลาดเกินกว่านั้นสิ่งที่รออยู่ คือ ‘ความตาย’ ”
“ขอรับท่านราชา !” ในที่สุดบรรยากาศที่กดดันก็หยุดลงคำสั่งต่อไปของราชาคนเถื่อนคือการเปลี่ยนตัวแม่ทัพหน้าโดยให้เอ็ดมันด์เป็นผู้คุมทัพแทนและให้เทสันชาร์แห่งร็อด กับไทเลอร์แห่งแลงสตันเป็นรองแม่ทัพช่วยเหลือเอ็ดมันด์ออกศึก
ส่วนดัลตั้นนั้นถูกลดตำแหน่งไปเป็นหัวหน้ากองหาเสบียงแทนหรือที่จริงคือกองปล้นเสบียงจากหมู่บ้านของชาวเยว่
..........
ป่าใหญ่สมบัติแห่งโชคชะตา วิหารปักษาเพลิง
หนิงเฟยหลงได้ให้จั้วหย่ง และจงฉีคุมทัพเดินทางไปก่อน ส่วนตนเองกับช่างจิ่นกวางเดินทางเข้ามาในส่วนลึกของป่าใหญ่สมบัติแห่งโชคชะตา
“ผู้เยาว์หนิงเฟยหลงขอเข้าพบผู้อาวุโสปักษาเพลิงขอรับ” หนิงเฟยหลงกล่าววาจาอย่างอ่อนน้อมพร้อมกับโค้งคารวะให้กับประตูขนาดใหญ่หน้าห้องที่เขาได้พบกับปักษาเพลิง
สิ้นเสียงของชายหนุ่มอัคคีก็พลันลุกโชน ความร้อนก็มาเยือนชายหนุ่มความรู้สึกอย่างกับจะหลอมละลายตัวของเขาภายในพริบตาจากนั้นความร้อนก็ลดลงราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น หนิงเฟยหลงเหงื่อแตกพลั่ก
“เข้ามาได้” เสียงที่นุ่มนวลดังขึ้น หนิงเฟยหลงเหม่ออยู่ในภวังค์ครู่หนึ่งแล้วจึงเปิดประตูเข้าไป
“ผู้เยาว์หนิงเฟยหลงขอคำนับผู้อาวุโสปักษาเพลิง” หนิงเฟยหลงคุกเข่าลงคำนับ
ปักษาเพลิงจำแลงร่างเป็นสตรีงดงามผู้สูงศักดิ์แล้วนางทอดสายตามองไปที่ชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ
“ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะสามารถมาถึงแก่นแท้พลังได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ทั้งร่างกาย จิตวิญญาณ และจุดกำเนิดพลังของเจ้าต่างก็ยกระดับจนน่าทึ่ง”
หนิงเฟยหลงตะลึงไม่น้อย เขาคาดไม่ถึงคืออีกฝ่ายสามารถรับรู้ได้ถึงความผิดปกติในร่างกายของเขาเพียงแค่ชายตามองสมแล้วที่เป็นหนึ่งในสี่ผู้ปกครองในสมัยโบราณ
“ผู้เยาว์ได้รับโอสถสามอย่างจากผู้สูงส่งมาจึงทำให้ร่างกาย จิตญาณ และพลังลมปราณพัฒนาอย่างก้าวกระโดด”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ เจ้ามาวันนี้มีสิ่งใดให้เราชี้แนะ” นางไม่ได้สนใจจะไต่ถามอีกนางได้นัดหมายกับหนิงเฟยหลงเมื่อเข้าสู่ขอบเขตแดนพิภพจึงค่อยมาหาแต่กลับคิดไม่ถึงว่าชายหนุ่มจะกลับมาทั้ง ๆ ที่เป็นเพียงแค่แก่นแท้พลังเท่านั้น
หนิงเฟยหลงประสานมืออีกครั้งแย้มยิ้มเล็กน้อย แล้วเอ่ยวาจาอย่างเคอะเขิน “ท่านผู้อาวุโสผู้เยาว์พบปัญหาในการฝึกฝนปราณธาตุขอรับ...”หนิงเฟยหลงเล่ารายละเอียดการฝึกฝนท่าร่างของเขา
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ อย่าได้กังวลไป อันที่จริงแล้วปราณวารีและอัคคีนั้นยากมากที่จะอยู่ในคนเดียวกันได้เจ้านั้นฝึกฝนปราณอัคคีมาก่อน การฝึกฝนธาตุวารีนั้นจึงทำไม่ได้ แต่การที่เจ้าสามารถฝืนฝึกได้เล็กน้อยนั่นก็เป็นเรื่องที่เกินสามัญสำนึกเสียแล้วหากแต่การบ่มเพาะร่างนั้นพิสดารกว่า จำเป็นต้องมีของวิเศษมาปรับสมดุลพลังทั้งสองอาจไม่จำเป็นต้องมีโลหิตหงสาอย่างที่เจ้าว่ามา”
ดวงตาของชายหนุ่มก็พลันเปล่งประกายความคาดหวังของเขาเกิดขึ้นแล้ว !
“สิ่งนั้นคือสิ่งใดหรือขอรับ ?”
หญิงสูงศักดิ์วาดแขนออกไปมือโบกคราหนึ่งอัคคีก็พุ่งพล่านกลายเป็นภาพสิ่งของรูปร่างคล้ายผลท้อสีทองอร่าม “มันคือลูกท้อทองคำเจ้าอาจหามันได้ในดินแดนทางตะวันออกของทวีปตงโจวมันจะช่วยให้เจ้าปรับสมดุลได้ แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้นแต่นั่นก็เพียงพอให้ฝึกฝนร่างวารีเคลื่อน และร่างหงสาได้ขั้นแรกแล้ว”
จากนั้นภาพก็เปลี่ยนไปอีกครั้งกลายเป็นรูปทรงกลมมีอักขระสีทอง
“นี่คือมุกฟ้าข้ามสวรรค์ เป็นหนึ่งในสิ่งลี้ลับของโลกไม่ว่ามันปรากฏที่ใดที่นั่นย่อมมีการหลั่งเลือดยิ่งกว่าสายธารมันสามารถช่วยเจ้าได้ แล้วก็สามารถทำลายเจ้าได้เช่นกันแน่นอนว่าผลของมันย่อมดีกว่าลูกท้อทองคำถ้าข้าคาดไม่ผิดมันคงสามารถช่วยเจ้าบ่มเพาะร่างได้ถึงขั้นที่สามของกายาปัญจธาตุเพียงแต่ว่า...
การที่เจ้าจะครอบครองมันนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เรื่องนี้เราไม่อาจอธิบายให้เจ้าได้มาก รอให้เจ้าเข้าถึงขอบเขตแดนพิภพเมื่อใด เราจะบอกกล่าวเรื่องราวให้”
หนิงเฟยหลงได้ฟังใจก็เปรมปรีดิ์ เขามีวิธีที่จะฝึกฝนได้แล้ว !แต่ก็นั่นแหละนะของแต่ละอย่างก็ใช่จะหามาได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะมุกฟ้าข้ามสวรรค์นั่นเป็นสมบัติที่ไม่อาจแตะต้องแค่ฟังที่ปักษาเพลิงกล่าวมาสิ่งของนั้นย่อมเป็นสิ่งวิเศษที่มีผู้คนต้องการครอบครองมากมาย
มุกฟ้าข้ามสวรรค์สามารถช่วยให้เขาบ่มเพาะร่างได้ถึงขั้นที่สามแต่ลูกท้อทองคำนั้นสามารถบ่มเพาะได้เพียงขั้นแรกแต่เท่านั้นก็เพียงพอสำหรับเขาแล้วขอเพียงใช้ได้ทั้งสามร่างเขาก็สามารถเดินกร่างได้ทั่วทวีปชิงเฉวียนแล้วหนิงเฟยหลงแทบจะหัวเราะในใจอย่างบ้าคลั่ง รอยยิ้มของเขาผุดขึ้นมาอย่างลืมตัว
“เจ้าคิดสิ่งใด ?” เสียงนุ่มนวลดังขึ้นแต่แฝงไปด้วยการตำหนิ
“ผู้เยาว์ขออภัย ต่อไปจะระวังขอรับ” หนิงเฟยหลงรีบกล่าวออกไปเขารีบหุบยิ้มทันที เขาคิดสนุกไปชั่วขณะ
“ดี” ปักษาเพลิงมองไปยังชายหนุ่มที่มีสายตาคาดหวัง “หยดเลือดเราจะพอช่วยให้เจ้าบ่มเพาะร่างหงสาได้แต่ได้เพียงขั้นหนึ่งเท่านั้น แต่เจ้าต้องคิดให้ดีหากเจ้ารับหยดเลือดนี้ไปแล้วการบ่มเพาะร่างวารีเคลื่อนของเจ้าจะยากลำบากมากยิ่งขึ้น”
หนิงเฟยหลงเข้าใจที่ปักษาเพลิงกล่าวการบ่มเพาะธาตุที่แตกต่างควรจะบ่มเพาะให้เท่ากัน และพร้อมกันจึงจะดีที่สุดแต่นั่นเป็นเรื่องที่ยากลำบากและแทบเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่มีตัวช่วย
ชายหนุ่มสูดหายใจลึก “ยากลำบากรึ ? ข้าไม่เคยกลัว !” หนิงเฟยหลงขบคิดได้ดังนี้สีหน้าจึงแสดงความมุ่งมั่นออกมา เขาเอ่ยตอบด้วยความมั่นใจ “ผู้อาวุโสผู้เยาว์ไม่กล้ารับความเมตตาของท่านเพียงให้คำแนะนำก็เพียงพอสำหรับผู้เยาว์แล้วอนาคตผู้เยาว์จะเหาสองสิ่งนี้ด้วยตนเอง”
สตรีสูงศักดิ์พยักหน้าอย่างพึงพอใจ นางเองก็คาดหวังในตัวของชายหนุ่มผู้นี้
“เช่นนั้นก็ไปเถอะ”
“ผู้เยาว์อำลาผู้อาวุโส” กล่าวจบหนิงเฟยหลงก็ลงคำนับอีกครั้งแล้วเดินจากห้องไป
“อนาคตของเด็กผู้นี้ไม่ธรรมดาเสียแล้ว...”
..........