ทุกคนต่างรู้สึกตึงเครียด แม้แต่พวกเกาหยางกับซูเหมยยังตกใจเล็กน้อย
ถึงแม้พวกเขาจะเป็นคนพากู่เตี่ยนมา แต่ไม่มีใครคาดคิดได้ว่ากู่เตี่ยนจะลงมือโหดเหี้ยมขนาดนี้ ถ้าเกิดเรื่องไม่ดีไม่ร้ายขึ้นกับหลี่เว่ยยาง เรื่องนี้คงบานปลายแน่
ถึงแม้หลี่เว่ยยางจะเป็นลูกนอกสมรสของตระกูลหลี่ ไม่มีได้เข้าอยู่กับตระกูลหลี่ แต่อย่างไรเสียเธอก็มีสายเลือดของตระกูลหลี่ ถ้าเธอเกิดเรื่องขึ้นจริง ๆ เป็นไปไม่ได้ที่ตระกูลหลี่จะไม่สนใจ
ทันใดนั้นเสียงของโจวเหวินก็ดังขึ้น กลายเป็นช่องทางระบายความตึงเครียดของผู้คน แม้แต่หลี่เว่ยยางกับกู่เตี่ยนยังมองไปที่โจวเหวิน
“ซูเหมย เมื่อกี้เธอบอกกว่า ในบรรดาพวกเรา ขอแค่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยซีหยางก็จะขึ้นสังเวียนได้ใช่ไหม” โจวเหวินมองซูเหมยพลางถาม
“ถูกต้อง นายอยากจะพูดอะไร” ซูเหมยไม่รู้ว่าโจวเหวินอยากพูดอะไร
“ปีนี้ผมเพิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยซีหยางได้ แต่ยังไม่ได้รายงานตัว ผมพอจะขึ้นสังเวียนได้ไหม” โจวเหวินถามต่อ
เขาคิดในใจว่า ถ้าซูเหมยตอบว่าไม่ได้ เขาก็จะฉวยโอกาสพาหลี่เว่ยยางลงจากสังเวียน แล้วรีบกลับบ้านเล่นเกมต่อ
ซูเหมยได้ยินคำพูดของโจวเหวินแล้วหัวเราะทันที “ที่แท้ก็เป็นรุ่นน้องมหาวิทยาลัยซีหยางของเรา ดูไม่ออกเลย นายเป็นผู้ชายที่รู้จักเมตตาผู้หญิงจริง ๆ เลย ก็ได้ พี่จะให้โอกาสนายสวมบทวีรบุรุษช่วยหญิงงาม นายอยากสู้ก็สู้เถอะ แต่ถ้าบาดเจ็บขึ้นมาก็อย่าหาว่าพี่ไม่ได้เตือนนาย นักศึกษากับนักเรียนมัธยมปลายไม่เหมือนกันนะ”
พวกเกาหยางต่างหัวเราะ คนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยซีหยางได้ล้วนเป็นคนที่มีความสามารถโดดเด่น คนที่สอบได้อันดับหนึ่งหรือสองของแต่ละเมืองมีอยู่ถมเถไป
แต่แล้วยังไง หลังจากเข้ามหาวิทยาลัยก็ต้องถูกสั่งสอนให้ทำตัวดี หัวกะทิของระดับมัธยมปลาย เมื่อเข้ามาอยู่ในมหาวิทยาลัยก็จะกลายเป็นระดับที่พื้นฐานที่สุดเท่านั้น คนที่ขึ้นมาโดดเด่นได้อย่างแท้จริงนั้นมีอยู่น้อยมาก ส่วนใหญ่ล้วนแต่กลืนหายไปกับผู้คน
โดยเฉพาะบรรดานักเรียนหัวกะทิที่จบจากเมืองเล็ก ๆ ทั้งหลาย เมื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัยซีหยาง สิบคนจะมีอยู่แปดเก้าคนที่ค่อย ๆ กลายเป็นคนธรรมดา ไม่ใช่ว่าพวกเขาโดดเด่นไม่พอ แต่เพราะมีคนที่โดดเด่นกว่าพวกเขาอยู่อีกมาก
ส่วนกู่เตี่ยนก็เป็นหนึ่งในนั้นที่โดดเด่นกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน ลูกเจี๊ยบที่ยังไม่ทันได้เข้าศึกษากลับกล้าท้าทายกู่เตี่ยนเพื่อหลี่เว่ยยาง พวกเขาจึงมองว่านี่เป็นความใจกล้าบ้าบิ่นเพราะความหลงใหล
เกาหยางยิ้มตาหยีกล่าว “รุ่นน้องทำให้พี่นึกถึงตัวเองสมัยหนุ่ม ๆ เลย ไม่เป็นไร อยากสู้ก็สู้เถอะ พี่จะให้โอกาสน้องได้แสดงฝีมือต่อหน้าสาวสวย”
แม้ว่าเขาจะพูดแบบนี้ แต่ในใจกลับคิดอีกอย่าง “กู่เตี่ยนนี่ไม่รู้จักแยกแยะหนักเบาเลย ทำให้หลี่เว่ยยางบาดเจ็บคงไม่ค่อยดีนัก เปลี่ยนตัวเธอลงมาก็เป็นเรื่องดี”
กลุ่มผู้หญิงฝั่งหลี่เว่ยยางต่างมองโจวเหวินด้วยความกังวล กลัวว่าร่างกายที่อ่อนแอของเขาจะถูกกู่เตี่ยนชกตายคาสังเวียนด้วยหมัดเดียว
“พี่เว่ยยาง ให้ผมจัดการต่อเถอะ” โจวเหวินพูดพลางขึ้นสังเวียน
“นายอย่ามาก่อกวน รีบกลับลงไปซะ” หลี่เว่ยยางแค่พาโจวเหวินมาเพื่อเติบเต็มจำนวนคนเท่านั้น ไม่ได้ต้องการให้โจวเหวินมาช่วยสู้แทนเธอ
อีกทั้งกู่เตี่ยนก็แข็งแกร่งมากและลงมือรุนแรง ดูจากสภาพที่อ่อนแอของโจวเหวิน ถ้าถูกชกตายในหมัดเดียว นอกจากนักศึกษากลุ่มนี้จะปฏิเสธความเกี่ยวข้องไม่ได้แล้ว หลี่เว่ยยางเองก็แบกรับผลที่ตามมาไม่ไหว
โจวเหวินคร้านจะพูดอะไรมาก แค่อยากรีบจัดการปัญหาตรงนี้แล้วกลับไปเล่นเกมเงียบ ๆ
โจวเหวินยื่นมือพยุงหลี่เว่ยยางขึ้นโดยที่ไม่พอให้เธอได้พูดอะไรต่อ
หลี่เว่ยยางไหล่หลุดและมีอาการบาดเจ็บ จึงถูกโจวเหวินพยุงขึ้นโดยที่ไม่มีโอกาสได้ต่อต้าน
“นายทำอะไร ปล่อยฉันนะ” หลี่เว่ยยางทั้งอายทั้งโกรธ
โจวเหวินไม่สนใจเธอ พยุงเธอกระโดดลงจากสังเวียน ส่งตัวเธอให้กับกลุ่มผู้หญิงเหล่านั้น จากนั้นเขาก็กลับขึ้นสังเวียนอีกครั้ง
“พวกเราต่างเป็นนักศึกษาร่วมสถาบันเดียวกัน ไม่ใช่ศัตรูคู่อาฆาต ไม่จำเป็นต้องสู้ให้ตายไปข้างหนึ่ง ถ้าเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น ใครก็รับผิดชอบไม่ไหว ถ้างั้นเราลองเปลี่ยนวิธีการตัดสินกันสักหน่อยไหม” โจวเหวินกล่าวพลางมองกู่เตี่ยน
“วิธีไหน” กู่เตี่ยนพูดจากระชับมาก เสียงของเขาไม่เหมือนวัยนักศึกษาเลย แต่กลับทุ่มต่ำ แหบแห้ง และมีน้ำหนักเหมือนเสียงผู้ชายอายุสามสี่สิบปี
ประกอบกับรูปโฉมที่ดูโหดเหี้ยมของเขา ถ้าบังเอิญเจอเขาข้างนอก และเขาไม่ได้สวมชุดนักศึกษามหาวิทยาลัยซีหยาง โจวเหวินคงไม่เชื่อเด็ดขาดว่าเขาเป็นนักศึกษาชั้นปีสอง
“ฉันจะต่อยนายหนึ่งหมัด ถ้านายถอยหลังน้อยกว่าสามก้าว ก็จะถือว่าฉันแพ้ แต่ถ้าผลตรงกันข้ามก็จะถือว่าฉันชนะ นายว่าข้อเสนอนี้เป็นยังไง” โจวเหวินก็แค่พูดไปอย่างนั้น เพราะเห็นชัดว่าวิธีการตัดสินแบบนี้เข้าทางกู่เตี่ยน
แต่ถ้าจะไปหาเครื่องวัดพลังก็คงเสียเวลาเกินไป โจวเหวินจึงลองเสนอวิธีนี้แทน
ใครจะไปรู้ว่ากู่เตี่ยนจะตอบอย่างเย็นชาโดยที่ไม่คิดแม้แต่น้อย “ได้”
โจวเหวินประหลาดใจเล็กน้อย เขายิ้มกล่าว “งั้นมาเริ่มกันเลย”
เกาหยางเบะปากกล่าว “ไก่อ่อนนี่คงคิดว่าตัวเองได้เปรียบสินะ ถ้าเขารู้ว่ากู่เตี่ยนฝึกพลังลมปราณและสกิลอะไร ก็อย่าว่าแต่หัวเราะเลย คงต้องร้องไห้ออกมาแทนแน่ ๆ”
“พี่หยาง กู่เตี่ยนฝึกพลังลมปราณกับสกิลอะไรเหรอ” คนที่อยู่ข้าง ๆ เกาหยางสงสัยมาก
“ฉันบอกไม่ได้ว่าเขาฝึกพลังลมปราณอะไร แต่เขามีสกิลอยู่ชนิดหนึ่งที่พวกนายคงเคยได้ยินมาแน่นอน” เกาหยางทำเป็นลึกลับซับซ้อน
“กู่เตี่ยนฝึกสกิลอะไรกันแน่” ซูเหมยเองก็อดสงสัยไม่ได้ เธอแกว่งแขนของเกาหยางอย่างออดอ้อน
เกาหยางหัวเราะเบา ๆ แล้วพูด “พวกนายเคยได้ยินสิ่งมีชีวิตต่างมิติที่ชื่อว่าเม่นเกราะหนามไหม”
“พี่หยาง ล้อพวกเราเล่นใช่ไหม พวกเราต้องรู้จักสิ่งมีชีวิตต่างมิติเม่นเกราะหนามอยู่แล้ว ถึงแม้มันแค่ระดับธรรมดา แต่ก็รับมือยากเป็นพิเศษ ไม่ใช่แค่มีเกราะที่แข็งมาก แต่ทั้งตัวยังเต็มไปด้วยหนาม นอกจากรุ่นพี่ระดับตำนานพวกนั้นแล้ว ถ้าพวกเราเจอมันเข้าก็ต้องเดินอ้อมหนี” ผู้ชายคนหนึ่งกล่าว
“สกิลของกู่เตี่ยนก็คือวิชาเม่นที่เกิดจากผลึกเม่นเกราะหนาม เมื่อใช้งานมัน ไม่ใช่แค่ทั้งร่างกายจะแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า อีกทั้งยังมีความสามารถในการสะท้อนกลับ” เกาหยางกล่าว
“ไม่จริงน่า ได้ยินมาว่าเม่นเกราะหนามมีโอกาสเกิดผลึกน้อยมาก และต่อให้เกิดผลึกออกมา ดูจากความสามารถของเม่นเกราะหนาม อย่างมากก็เป็นได้แค่สกิลระดับหนึ่งหรือสองเท่านั้น จะสุดยอดขนาดนั้นเลยเหรอ” ซูเหมยพูดอย่างไม่เชื่อ
“นี่แหละที่ทำให้กู่เตี่ยนดูน่ากลัว เขาไม่ใช่แค่ดวงดีมากที่ได้รับวิชาเม่น แต่ยังฝึกสกิลวิชาเม่นระดับหนึ่งจนถึงระดับเก้าด้วยฝีมือตัวเอง โดยที่ไม่ได้พึ่งพาผลึกสกิลในการเลื่อนระดับ เธอว่าเขาโรคจิตไหม” เกาหยางเงียบครู่หนึ่งแล้วพูดต่ออย่างเย็นชา “วิชาเม่นระดับเก้า ฉันเคยเห็นคนคนหนึ่งที่เรียนปีเดียวกันกับฉัน ใช้สกิลตบเข้าใส่ร่างกายของกู่เตี่ยน ผลคือฝ่ามือของหมอนั่นถูกแทงจนเกิดเป็นรูมากมาย เหมือนถูกแทงด้วยหนามเหล็กนับไม่ถ้วน จนมือข้างนั้นแทบพิการ ถ้าไก่อ่อนนั่นไม่มีสกิลก็เรื่องหนึ่ง แต่ถ้าใช้สกิลไปโจมตีกู่เตี่ยน ก็จะซวยหนักแน่”
ซูเหมยได้ยินแล้วดีใจมาก แน่นอนว่าเธอไม่อยากให้โจวเหวินชนะ ยิ่งไม่ต้องการยกไข่ม้าศึกโบราณกลายพันธุ์ให้อีกฝ่าย