บันทึกเทพสงคราม

    ตอนที่ 38 ตันเถียนแรกเปิดออก

            ตอนที่ 38 ตันเถียนแรกเปิดออก

            หลังจากแยกตัวออกมา หลี่ถังซานกล่าวลาพี่น้องทั้งสี่อย่างอาลัยเล็กๆในตอนท้ายยังย้ำกลับเด็กชายหินเรื่องความช่วยเหลือหากต้องการก่อนจะจากไปเก็บข้าวของเตรียมเดินทางกลับภูมิลำเนาของตนที่จักรวรรดิมังกรอสูรต่อไปในวันรุ่งขึ้น

            เด็กชายหินต่างมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มพูนพลังฝึกปรืออย่างรีบเร่งก่อนที่เด็กชายหินจะแยกตัวไปใด้ใช้วิชานิ้วทะลวงชีพที่อัพเกรดจนแข็งแกร่งและสูญเสียพลังน้อยลงช่วยทะลวงจุดให้กับพี่น้องทั้งสามอีกคนละยี่สิบจุดถึงตอนนี้ขาดอีกเพียงเล็กน้อยทั่วทั้งร่างของเด็กทั้งสามจะทะลวงปรุโปร่งทั้งร่างต่อให้มีพรสวรรค์แต่กำเนิดอ่อนด้อยขีดจำกัดรองรับพลังที่ทะเลปราณ(ตันเถียน)ไม่มากแต่การกักเก็บพลังการเรียกใช้กลับไวกว่าผู้มีกายพรสวรรค์แต่กำเนิดระดับราชันย์ขั้นกลางเสียอีกเมื่อทะลวงชีพจรการสะสมลมปราณย่อมต้องมากกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัวแต่เด็กทั้งหมดไม่รู้สึกว่าลำบากอันใดเพราะในตัวต้องมีคลังผลึกสวรรค์ขั้นกลางจำนวนมากมายเหลือใช้อีกทั้งการเลื่อนขั้นย่อยไม่อาจรวดเร็วเกินไปทำให้พื้นฐานไม่มั่นคงซึ่งอีกหนึ่งข้อดีของผู้มีจุดชีพจรทะลวงปรุโปร่งยิ่งมากยิ่งสร้างความมั่นคงได้รวดเร็วเช่นกัน

            หลังจากแยกออกมาจากพี่น้องทั้งสามคน เด็กชายหินรีบเข้าห้องสำรวจสระเทพฟ้าดินอย่างรวดเร็วเป็นอย่างนี้ทุกๆวันที่ผ่านมาเพราะเด็กชายหินต้องการสังเกตว่าจะมีผลใดๆหรือไม่หากสระเทพออกมาจากมิติเดิมที่เคยอยู่สิ่งที่สังเกตเห็นกลับตรงกันข้ามสิ้นเชิง ภาวะพลังไอปราณสวรรค์ยังคงหนาแน่นสระเทพฟ้าดินยังคงไม่มีอาการเสียหายใดๆ ที่สำคัญสมุนไพรต่างๆกลับเติบโตได้รวดเร็วกว่าที่ควรมากกว่าสิบเท่า!

            เด็กชายเห็นว่าไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงอีกจึงได้เริ่มการทะลวงจุดชีพจรในร่างจนครบสี่สิบสามจุดทั่วร่างเส้นทางของลมปราณจะหมุนเวียนไม่ขาดสายอีกต่อไป การผนึกรวม การคลายพลังและการรองรับพลังล้วนก้าวขึ้นถึงขีดสุดที่ร่างกายมนุษย์จะมีได้ หลังจากนั้นนำผลึกสวรรค์ขั้นกลางออกมาครั้งเดียวร้อยเม็ดเริ่มดูซับพลังปราณสวรรค์ด้วยอัตราความเร็วเหนือระดับสามัญสำนึกทั่วไปยังต้องใช้เวลากว่าห้าชั่วโมงเพื่อเติมเต็มจุดชีพจร(ช่องโพลง)จนเต็มเปี่ยมจนถึงขีดจำกัดที่จะทะลวงขั้นย่อยเมื่อใช้ผลึกสวรรค์ขั้นกลางไปถึงสองหมื่นเม็ดเลยทีเดียว 

            ด้วยร่างกายสุดยอดของเด็กชายหินชุดชีพจรใหญ่กว่าคนทั่วไปนับสิบเท่าจึงต้องอาศัยบริโภคทรัพยากรมากกว่าคนทั่วไปนับสิบเท่าเช่นกันด้วยจำนวนสองหมื่นเม็ดหากเป็นคนปกติย่อมสามารถข้ามขั้นย่อยจากกำเนิดพลังขั้นหนึ่งขึ้นสู่ขั้นสามต้นๆได้อย่างแน่นอน แต่เด็กชายหินกลับเพียงได้แค่กำลังทะลวงสู่ขั้นที่สองเท่านั้นเอง

            ขณะเด็กชายกำลังจะเพิ่มผลึกสวรรค์ขั้นกลางอีกสามพันเม็ดเพื่อทะลวงขั้นย่อยจิตสำนึกพลันเห็นบันทึกเทพสงครามสีดำสนิทที่ไม่เคยมีปรากฏอักษรใดๆมาก่อนหน้าที่หนึ่งค่อยๆเรืองแสงสีทองจางๆจากนั้นปรากฏอักษรสีทองว่า “กลืนร่างอสูร”เมื่ออักษรปรากฏเด่นชัดจุดทะเลปราณล่าง(จุดตันเถียนล่าง)ที่ใต้สะดือพลันสั่นสะเทือนสะท้านด้วยความเจ็บปวดอย่างรุนแรง

            อ๊าก...เด็กชายหินร้องออกมาอย่างสุดทนไหวก่อนที่ละเลปราณขนาดใหญ่มหึมาเปิดออกปัง...การทะลวงจุดทะเลปราณผ่านพ้นไปอย่างรุนแรงจนร่างเด็กชายหินที่นั่งอยู่กระตุกคราหนึ่งจากนั้นความเจ็บปวดรวดร้าวหายไปกลายเป็นกระแสพลังความอบอุ่นนุ่มนวลสร้างความสุขสบายจนเหมือนกับจะล่องลอยไปในอากาศจากนั้นพลังลมปราณที่สะสมในช่องโพลง(จุดชีพจร)เริ่มใหลเข้าไปรวมที่จุดทะเลปราณ(ตันถียน)อย่างกับสายน้ำขนาดใหญ่เจอถ้ำยักษ์ลึกล้ำดูดกลืนเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเต็มจนพลังที่อุตส่าสะสมมามากมายหายไปหมดก็ยังไม่เห็นก้นแม้แต่น้อยระดับพลังที่จะทะลวงข้ามขั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นกัน

            “อะไรกัน...”

             เด็กชายหินคร่ำครวญในใจผลึกสวรรค์ขั้นกลางสองหมื่นก้อนกลายเป็นอากาศหายไปหมด ทั้งในกายจิตยังรับรู้ได้ถึงการขยายตัวเล็กๆในจุดชีพจรจักรวาลย่อยทั้งสองอีกด้วยการฝึกปรือของเด็กชายหินจึงเหมือนกับไปเริ่มต้นสะสมขั้นย่อยใหม่อีกครั้ง

                                                       .............

            สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว หงส์เยี่ยบรรลุขั้นสี่ของระดับกำเนิดพลังตั้งแต่สองวันก่อนในตอนนั้นจากระดับกำเนิดพลังขั้นสองปลายๆพลังก้าวอยู่ในระดับกำเนิดพลังขั้นสี่กลางๆผลึกสวรรค์ขั้นกลางสามหมื่นเม็ดหมดไปอย่างรวดเร็วกับการเลือนขั้นนี้ไม่ต่างกับลู่ชางที่ก้าวอยู่ระดับกำเนิดพลังขั้นสี่กลางๆเช่นกันเพียงแต่ใช้ผลึกสวรรค์ขั้นกลางไปถึงสามหมื่นแปดพันเม็ดส่วนลู่เฉียวบรรลุพลังระดับกำเนิดพลังขั้นสี่ปลายๆแลกกับผลึกสวรรค์ขั้นกลางสามหมื่นห้าพันเม็ดส่วนเด็กชายหินใบหน้ามืดมนเพราะสูญเสียไปถึงหนึ่งแสนสองหมื่นเม็ดยังไม่อาจเติมเต็มทะเลปราณและชีพจรได้ยังอยู่ที่ระดับกำเนิดพลังขั้นหนึ่งเช่นเดิมที่เปลี่ยนไปคือเด็กชายสามารถใช้เคล็ดพายุเก้าขั้นขั้นสามได้ตลอดเวลาไม่มีผลกระทบใดอีกส่วนพายุขั้นสี่ยังใช้ได้นานถึงหนึ่งนาทีอันเกิดจากความแข็งแกร่งของจุดชีพจรและตันเถียนล่างที่เปิดออกมาใหญ่ผิดธรรมดาสามัญไปมากมาย

            เด็กทั้สี่พี่น้องเดินทางออกมาสมทบกันที่ตำหนักเจ้าสำนักด้วยการแข็งขันครั้งนี้ต้องให้เจ้าสำนักเป็นผู้นำพาไปสมัครด้วยตนเองหากไม่มีสังกัดสำนักไม่อาจเข้าร่วมการชุมนุมอัจฉริยะได้

            “พวกเจ้าทั้งสี่เข้าร่วมประลองทุกคนหรือเปล่า ในความเห็นส่วนตัวของข้าผู้ไม่มั่นใจในฝีมือตนเองไม่ควรเข้าร่วมอย่างยิ่ง” เจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดมองไล่ไปจนครบทุกคน“ มิใช่ข้าไม่สนับสนุนเพียงแต่การชุมนุมครั้งนี้ ข้าเพิ่งได้รู้มาฝ่ายพรรคใหญ่ทั้งสามจะส่งตัวแทนพรรคละสามคนเข้าร่วมชุมนุมครั้งนี้เด็กอัจฉริยะเหล่านั้นต่างมีฝีมือร้ายกาจจนน่ากลัวเกินไปหากไม่ระวังอาจบาดเจ็บหนักได้”

            “เจ้าสำนัก ที่ทราบมาการชุมนุมแต่ละครั้งพรรรคใหญ่ทั้งสามไม่ได้เข้าร่วมแต่จะเป็นฝ่ายมาค้นหาเด็กอัจฉริยะเพื่อรับเข้าสำนักไม่ใช่หรือ”หงส์เยี่ยถามอย่างสนใจ เพราะนางเองก็ต้องการเข้าร่วมด้วยแต่หากมียอดฝีมือรุ่นใหม่ของทั้งสามพรรคเข้าร่วมด้วย ย่อมกลายเป็นงานโชว์ของพรรคใหญ่อย่างเดียวแล้ว

            “อืม...ถูกต้อง น่าเสียดายที่ครั้งนี้เป็นงานที่พิเศษกว่าครั้งก่อนๆ เพราะว่าพรรควิถีเทพจะมาคัดเลือกศิษย์สายนอกพวกเจ้าน่าจะรู้ว่าจักรวรรดิแห่งฟ้าประกอบห้าดินแดนใหญ่ ห้าดินแดนใหญ่จะมีพรรคหลักทั้งห้าตั้งอยู่ที่เมืองหลวงของจักรวรรดิแห่งฟ้าประกอบด้วยพรรควิถีเทพ  พรรคแสงสวรรค์พรรคนภาคราม พรรคปฐพีคำราม และพรรคกระบี่แดนดิน”เจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดหยุดจิบชาอึกหนึ่ง “ดินแดนหอคอยเทพเรา ประกอบด้วยห้าเมืองใหญ่เมืองเริ่มต้นถือว่าเล็กที่สุด(ยังใหญ่กว่าทวีปเอเชียทั้งทวีปรวมกันเสียอีก)มีพรรคชั้นนำสามพรรค เมื่อรวมกับเมืองทั้งสี่ประกอบด้วยพรรคชั้นนำยี่สิบพรรคยี่สิบพรรคนี้ก็คือสาขาของพรรควิถีเทพเองหากศิษย์ของพรรคสาขาสามารถเข้าสู่พรรคหลักได้ ย่อมนำพาชื่อเสียงเงินทองความมั่งคั่งมั่นคงสู่พรรคสาขาและเมืองที่ตั้งอย่างมาก”เจ้าสำนักหยุดมองเด็กทั้งสี่ราวกับจะเว้นจังหวะให้ถาม แต่เห็นว่าเด็กๆยังคงรอฟังต่อเช่นกันจึงได้เริ่มกล่าวต่อว่า

            “พวกเจ้าอาจจะยังสงสัยแต่ไม่กล้าถามจริงอยู่จุดประสงค์ของผู้ฝึกตนของโลกเทวะส่วนใหญ่ล้วนมุ่งหน้าตั้งหอคอยแห่งแสงเปิดดินแดนส่วนลึกชั้นในเพื่อสร้างดินแดนสงบสุขให้ลูกหลานได้อาศัยสืบต่อไปและอีกจุดมุ่งหมายคือตามหามรดกตกทอดของเทพบรรพกาลโบราณภาระกิจเบื้องหน้าเพื่อฟื้นฟูพลังหอคอยเทพแห่งแสงโบราณที่แปดต้นที่เมืองของเราหวังหยุดยั้งหายนะของสองโลกที่ผูกรวมกันไว้เบื้องหลังเป็นผลประโยชน์อันยากจินตนาการได้จากซากอารยธรรมโบราณ ของวิเศษคัมภีร์ยุทธ์ชั้นฟ้าอาวุธเทพ และเพื่อกลายเป็นผู้ครอบครองโลกเทวะทั้งใบไว้ในอุ้งมือ”

            “รู้อย่างนั้นแล้ว ทำไมพวกเราต้องทำงานให้คนเหล่านั้นละครับทั้งหมดก็แค่ความโลภของคนไม่กี่คนเอง เราแค่ตามหาวิธีฟื้นฟูหอคอยทั้งแปดอย่างเดียวก็ได้นี่ครับ”เด็กชายหินเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจที่สุด

            “แล้วคิดว่าคนล้านคนที่อ่อนแอ จะต้านยอดฝีมือเพียงพันคนได้?เจ้าคิดเช่นนั้นจริง...โลกเทวะไม่มีกฏควบคุมพลังเช่นโลกใบเล็กที่เจ้าจากมาบางครั้งพวกข้าก็อดอิจฉาไม่ได้”

            “ไม่น่าอิจฉาเลยครับ แม้ที่โลกของผมจะไม่มีพลังปราณสวรรค์จนฝึกพลังเหนือโลกแต่มีพลังของเทคโนโลยีที่สามารถทำลายบโลกเช่นกันทั้งหมดทั้งมวนแล้วก็คือความโลภที่ไม่ต่างกันเพียงแต่ยังดีที่คนกลุ่มใหญ่ยังรักในเสรี หากวันใดคนกลุ่มนี้น้อยกว่า...”เด็กชายหินกล่าวนำเสียงเกินเด็กวัยเจ็ดขวบไปไกล ราวกับผู้เจนโลกมานานนับร้อยปี

            “ในเมื่อพลังคือกฎ อำนาจคือข้อบังคับข้าฉีเทียนจะทำทุกวิถีทางเพื่อขึ้นไปอยู่ปลายยอดสูงสุดผมจะปกป้องครอบครัวของผมด้วยพลังที่มี ไม่ว่าจะที่โลกใบเล็ก หรือโลกเทวะใบนี้ผมจะปกป้องครอบครัว เพื่อนพ้องของผมให้ได้”   เด็กชายหินหันไปมองพี่น้องทั้งสามด้านข้างดวงตาเปล่งประกายแน่วแน่

            “พี่ใหญ่ พวกข้าจะสนับสนุนท่านแน่นอน” เด็กชายหญิงทั้งสามเอ่ยบอกตอบรับน้ำใจที่เด็กชายหินมีให้

            “ดี...มีอุดมการณ์ แต่ต้องมีพลังด้วย ขั้นแรกเจ้าต้องเข้าเป็นศิษย์พรรคหลักให้ได้ก่อนศิษย์พรรคพลักจะได้ทรัพยากรที่มากมายเพียงพอทั้งภารกิจสำรวจในพื้นที่เปิดใหม่จะได้รับของวิเศษชั้นสูงล้ำมากมายและที่สำคัญคนเดียวย่อมไม่อาจยิ่งใหญ่ได้ ต้องมีขุมกำลังของตนเองก่อน”เจ้าสำนักพยักหน้ารับความคิดของเด็กชายหิน เอ่ยแนะนำต่อทันที

            “ครับ พวกผมจะเข้าร่วมงานชุมนุม”

            “ดะ  เดี๋ยวนะ  เออ...ผมคงไม่ไหวครับเจ้าสำนัก  พลังฝึกปรือผมอาจจะมากแต่ด้านการต่อสู้กลับไม่มีอาวุธหรือกระบวนท่าที่ใช้ได้สักอย่างเดียวเข้าร่วมไปก็คงเป็นที่ขมขันแน่” เด็กชายอ้วนลู่เฉียวออกตัวก่อนทันที

            “อืม.. มันน่าเสียดายจริงๆ ดูจากระดับพลังของเจ้าที่สูงที่สุดแล้วหากมีวิชาที่เหมาะสมอาจมีหวังเข้ารอบลึกๆได้” เจ้าสำนักเอ่ยอย่างเสียดายแต่เรื่องนี้เป็นความสมัครใจไม่อาจบังคับ

            “ไม่ได้ เจ้าต้องลง...” เสียงเล็กแหลมของหงส์เยี่ยดังขึ้นสีหน้าทมึ่งทึงของเด็กหญิงทำเอาเด็กอ้วนใบหน้าซีดลงทันตา

            “ถูกแล้ว ลู่เฉียวเจ้าต้องลง สำหรับเรื่องวิชาต่อสู้พี่ใหญ่จะช่วยเจ้าเอง”เด็กชายหินปิ้งไอเดียขึ้นมา กล่าวอย่างมั่นใจ

            “ก็ได้...”เด็กชายลู่เฉียวเอ่ยเสียงอ่อยๆเมื่อเห็นหงส์เยี่ยทำท่าจะเอาเรื่อง

            “ไม่เป็นไร หลังจากคัดตัวแล้วจะมีเวลาสองวันสองวันนี้ข้าจะเปิดห้องนภาให้พวกเจ้าฝึกปรือ” เจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดอมยิ้มกล่าวช่วยเหลือเต็มที่

            “ห้องนภามีประโยชน์ยังไงครับ”ลู่ชางที่เคยคิดมาขอเข้าฝึกในห้องนี้รีบถามอย่างเร็ว

            “ตลอดพันปี ห้องนภาไม่ค่อยมีผู้ใช้มากนักทั้งที่ความจริงเป็นห้องมีประโยชน์มากมาย แต่ทุกคนกลับมองข้ามส่วนใหญ่พอผ่านสิบวันปรับฐานพลังถึงระดับกำเนิดพลังก็รีบออกจากสำนักไปเข้าร่วมสำนักระดับสูงกว่าทันที จึงไม่มีผู้ใดได้สัมผัสคุณค่าแท้จริงนอกจาก...เฮงหลันเทียน..”เจ้าสำนักตอบ

            “บรรพชนผม...” เด็กชายหินอุทานเบาๆเพราะห้องนภาไม่เคยอยู่ในการวางแผนของตนมาก่อนเช่นกัน

            “ใช่ หลันเทียนใช้ห้องนภาฝึกปรือจนก้าวถึงระดับพลังสรรพธาตุแล้วจึงออกจากสำนักไป  ส่วนมีประโยชน์ใด พวกเจ้าเข้าไปจะรู้เองตอนนี้รีบไปสมัครเข้าชุมนุมก่อน พวกเราศิษย์สำนักที่ยี่สิบเอ็ดต้องถูกตรวจสอบพลังก่อนเข้าร่วม ผู้ใดมีพลังต่ำกว่าระดับกำเนิดพลังขั้นสองไม่อาจเข้าร่วมได้”

            “แย่ละ...ผมยังอยู่ขั้นหนึ่งอยู่เลย” เด็กชายหินส่งเสียงขึ้น

            “ข้ารู้อยู่แล้ว ไม่ต้องกังวลข้ามีวิธี พวกเรารีบไปเถอะ”

            เจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดเดินมาตบไหล่เด็กชายหินเบาๆก่อนจะเดินนำหน้าทุดคนมุ่งหน้าสู่เมืองเริ่มต้น

             

                                                   ...............