ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    บทที่ 63 เดินทาง


               ฟิลลิป ฟิชเชอร์ (Philip A. Fisher,1907-2004) คือ นักลงทุนที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ให้การยกย่องคู่กับเบนจามิน เกรแฮม โดยบัฟเฟตต์บอกว่าหลักการลงทุนของเขาเป็นส่วนผสมของเกรแฮม และฟิชเชอร์


               ฟิลลิป ฟิชเชอร์นั้นได้การยกย่องว่าเป็น บิดาของการลงทุนแบบเน้นการเติบโต (Growth Investment)

               หลักการลงทุนของฟิลลิป ฟิชเชอร์นั้นจะลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง (Growth stock) โดยการลงทุนของเขาให้ความสำคัญกับการค้นคว้าข้อมูลเชิงลึกของบริษัทที่จะไปลงทุนอย่างมาก เช่น สัมภาษณ์ผู้บริหาร สอบถามพนักงานบริษัท หรือพนักงานของบริษัทคู่แข่ง และศึกษาข้อมูลที่สำคัญทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับบริษัททั้งเรื่องการตลาด ความได้เปรียบในการแข่งขัน ความสามารถและจริยธรรมของผู้บริหาร แล้วเอาข้อมูลเหล่านี้มาประมวลผลเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน


               ฟิชเชอร์ให้ความสำคัญกับข้อมูลมาก เพราะเขามองว่าอนาคตของบริษัทจะถูกชี้วัดด้วยข้อมูลต่าง ๆ นี้ ซึ่งจะสะท้อนต่อไปถึงอนาคตของบริษัท ดังนั้นการหาข้อมูลอย่างหนักเพื่อมาประมวลผลจึงเป็นหัวใจหลักในการลงทุนของฟิชเชอร์

               ฟิชเชอร์เชื่อว่า การค้นหากิจการที่มีความโดดเด่นจริงๆ แล้วถือมันผ่านความผันผวนของวัฏจักรของตลาด สามารถสร้างผลกำไรได้มากกว่าการพยายามซื้อหุ้นในราคาถูกแล้วขายเมื่อราคาหุ้นแพงเกินมูลค่า



    กฎ 72

    คือ สูตรการคำนวณเบื้องต้นอย่างง่าย เป็นการคาดการณ์โดยประมาณว่า จะใช้ “ระยะเวลา” กับ “อัตราผลตอบแทนต่อปี” เท่าไหร่ จึงจะทำให้ เงินลงทุนก้อนแรก นั้นโตเป็น 2 เท่าได้


              โดยใช้การคำนวณง่าย ๆ ด้วยตัวเลข 72 คือ


    error loaded​


    ซึ่งจะได้ตัวเลขคร่าว ๆ คือ


    error loaded​

                                                              Cr.รูป terrabkk.com


               จากตาราง สมมุติว่าเรามีเงิน 200,000 บาท

                ต่อมาลงทุนได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยราว 18 เปอร์เซ็นต์ต่อปี จะต้องใช้เวลา 4 ปี เงินก้อนนี้ถึงจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าคือ 400,000 บาท

                และใช้เวลา 8 ปี เงินก้อนนี้จะกลายเป็น 800,000 บาท และใช้เวลา 12 ปี เงินก้อนนี้จะกลายเป็น 1,600,000 บาท

                และใช้เวลา 16 ปี เงินก้อนนี้จะกลายเป็น 3,200,000 บาท และใช้เวลา 20 ปี เงินก้อนนี้จะกลายเป็น 6,400,000 บาท

      และตอนเกษียณในปีที่ 24 นี้ ถ้าทำผลตอบแทน 18 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เงินลงทุน 200,000 บาท ก้อนเดียวนั้นจะกลายเป็นเงินถึง 12,800,000 บาท!!!!!


               จะเรียกว่าถึงกับเปลี่ยนแปลงฐานะของผู้ลงทุนในบั้นปลายเลยก็ว่าได้ ด้วยตัวเลขมหัศจรรย์ของกฎ 72 นี้ ไอน์สไตน์ถึงกับบอกว่าการทบต้นนี้   

               "คือการค้นพบระบบคณิตศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด"


              และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไม ปีเตอร์ ลินซ์ ทำให้กองทุนที่เขาบริหาร จากหลักร้อยล้านเหรียญกลายเป็นหมื่นล้านเหรียญได้ (จากผลตอบแทน 29.2 เปอร์เซ็นต์ต่อปี)

               และเป็นเหตุผลที่ทำให้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ กลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของโลกได้ จากผลตอบแทนเฉลี่ย 20 % เศษ ๆ ต่อปี (แต่ยาวนานกว่า 60 ปี) จนปัจจุบันเขามีทรัพย์สินแปดหมื่นสี่พันล้านเหรียญ (และถ้าบัฟเฟตต์ไม่ทยอยบริจาค อนาคตยังไงก็ขึ้นเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งอีกครั้งได้สบาย ๆ จากการทบต้น)


    ----------------------------------------------------------


               สัปดาห์สอบสัมภาษณ์ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ของการสอบเอ็นทรานซ์รอบแรกก็มาถึง


               ห้องของณรัชต์เอ็นฯ ติดมหาวิทยาลัยที่เขาสอบติดเพียง 4 คนเท่านั้น ไม่มากนัก อาจเพราะเป็นเพียงการสอบรอบแรก หรือไม่ก็ เพราะมหาวิทยาลัยที่ณรัชต์เรียนในช่วงชีวิตที่แล้วไม่ใช่มหาวิทยาลัยดัง เพื่อนร่วมห้องเขาจึงไม่ค่อยมีคนสนใจสมัครเข้าเรียน

               จังหวัดที่ตั้งของมหาวิทยาลัยไกลจากจังหวัดของณรัชต์พอสมควร ดังนั้นเขาจึงต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปรอที่จุดนัดพบตั้งแต่ตีสี่


               ดีที่กำหนดเวลาสอบสัมภาษณ์ของมหาวิทยาลัยที่พวกเขาจะไปเป็นช่วงบ่าย ไม่อย่างนั้น คณะเดินทางพวกเขาคงต้องออกตั้งแต่เมื่อวาน ยืนรออยู่ปากซอยหอพักไม่นานรถตู้ของบ้านเพื่อนร่วมห้องก็มาถึง

               ณรัชต์ก้าวขึ้นรถตู้ แล้วยกมือไหว้พ่อกับแม่ของบอล โดยพ่อของบอลเป็นคนขับรถพาพวกเขาไปสอบสัมภาษณ์วันนี้

               เขาพยักหน้าทักทายเพื่อนร่วมห้องอีกสามคนบนรถตู้ เมื่อขึ้นมานั่งตอนกลางของรถได้แล้ว เพื่อนร่วมห้องของเขาที่นั่งอยู่ในรถก็กล่าวทัก


              “นะ แกเอาอะไรไปด้วยวะนั่น” ต้นเพื่อนร่วมห้อง แฟนแมนฯยู ผู้เอ็นท์ฯ ติดคณะเดียวกับณรัชต์เอ่ยปากถามเมื่อเห็นกระเช้าของขวัญที่เขายกเข้ามาในรถด้วยนอกจากกระเป๋าสะพาย


              “ของฝากน่ะ มีผู้ใหญ่ที่นับถืออยู่ใกล้ ๆ มหา’ ลัยนั้นพอดี” เขาอธิบาย ดีที่จังหวัดเขามีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ณรัชต์จึงสามารถหาซื้อของฝากมาไว้ได้สะดวกตั้งแต่เมื่อวาน


               คณะเดินทางพวกเขาพักทานมื้อเช้ากันระหว่างทาง โดยพ่อของบอลที่หน้าดุแต่ใจดีเป็นคนเลี้ยงเพื่อน ๆ ของลูก ก่อนเดินทางต่อ รถตู้มาถึงจังหวัดปลายทางในช่วงสายที่แดดข้างนอกรถเริ่มแรง


              ขณะรถวิ่งผ่านตัวเมืองณรัชต์ก็อดนึกถึงนักลงทุนที่เขาชื่นชอบไม่ได้

              สำหรับนักลงทุนเน้นคุณค่า นักลงทุนที่เป็นที่ชื่นชอบส่วนใหญ่ก็คงไม่พ้น วอร์เรน บัฟเฟตต์,เบนจามิน เกรแฮม,ปีเตอร์ ลินซ์ หรือ ฟิลลิป ฟิชเชอร์


               แต่ถ้าพูดถึงนักลงทุนคนไทยที่นักลงทุนเน้นคุณค่าชื่นชอบ ส่วนใหญ่ก็คงเป็นนักลงทุนหลายท่านที่ประสบความสำเร็จและมักออกมาให้ความรู้แก่นักลงทุนทั่วไปบ่อย ๆ ซึ่งนอกจากนักลงทุนที่ออกสื่อให้ความรู้แล้ว ณรัชต์ยังชื่นชอบนักลงทุนคนหนึ่งที่เป็นคนจังหวัดนี้ด้วย

               สุดยอดนักลงทุนของจังหวัดนี้ในช่วงชีวิตที่แล้วของเขา เป็นนักลงทุนที่โลว์โปรไฟล์มาก ไม่เคยออกสื่อ

               ที่ณรัชต์ชื่นชอบอาจจะเป็นเพราะเป็นคนอีสานเหมือนกัน และจบวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดเหมือนกันล่ะมั้ง บางครั้งเขายังแอบลอกหุ้นบางตัวที่นักลงทุนท่านนี้ถืออยู่

               นับดูปีแล้ว ตอนนี้นักลงทุนที่ณรัชต์ชื่นชอบคนนี้น่าจะเพิ่งจบมหาวิทยาลัยพอดี

               ช่วงชีวิตที่แล้วนักลงทุนท่านนี้พอร์ตหุ้นเติบโตเร็วมาก เขาจำได้ว่าเคยอ่านบทสัมภาษณ์ที่เห็นอยู่เพียงครั้งเดียว ซึ่งนักลงทุนท่านนี้บอกว่ามีเงินลงทุนตั้งต้นประมาณ 10 ล้านบาท แต่ถึงตอนอายุ 39 มูลค่าหุ้นในพอร์ตก็ขึ้นถึงหนึ่งหมื่นล้านบาท!!!!!


               และในช่วงเวลาที่เขาจากมา ตอนอายุเพียงสี่สิบเศษๆ มูลค่าหุ้นในพอร์ตของนักลงทุนท่านนี้ก็อยู่ที่ราวหนึ่งหมื่นสี่พันล้านแล้ว (ผลตอบแทนโอเวอร์เกิ๊น ยังกับนิยายแหนะ นี่พี่ย้อนเวลามาจากอนาคตหรือเปล่าครับ 55555+)

               เทียบกับณรัชต์ตอนนี้ เส้นทางเขาคงยังอีกไกล กว่าจะถึงระดับนั้นได้



               ผ่านสามแยกไฟแดงแห่งหนึ่งก่อนถึงมหาวิทยาลัยไม่ไกล ณรัชต์ตัวสั่นขึ้นมาเล็กน้อย….


               ถึงจุดหมายรถของคณะพวกเขาค่อย ๆ เคลื่อนที่เข้าไปภายในมหาวิทยาลัย

               สถานที่สอบสัมภาษณ์มหาวิทยาลัยกำหนดใช้ที่อาคารปฏิบัติการหรือช็อปของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ณรัชต์จึงต้องชี้บอกทางให้คนขับ สร้างความแปลกใจให้เพื่อนร่วมชั้นเล็กน้อยที่เขารู้จักทาง

               พอรถตู้ได้ที่จอดเป็นร่มไม้เล็ก ๆ แล้ว เขากับเพื่อนร่วมชั้นจึงทยอยลงจากรถ

               ณรัชต์วาดตามองมหาวิทยาลัยที่เขาเคยให้ชีวิตอยู่สี่ปีในช่วงชีวิตที่แล้ว ‘เขาไม่ได้กลับมานานเท่าไหร่แล้วนะ สิบกว่าปีกระมัง’


               ในช่วงชีวิตที่แล้วหลังเรียนจบณรัชต์ก็ไม่เคยกลับมาที่มหาวิทยาลัยอีก เขาจึงไม่รู้ว่าในมหาวิทยาลัยเจริญไปถึงขนาดไหน รู้แต่ว่าได้เปิดคณะต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอีกมากมาย ในขณะที่ตอนนี้เปิดการสอนอยู่เพียงไม่กี่คณะเท่านั้น


               “ไปทางไหนต่อ” บอล เพื่อนร่วมห้องถาม


               “ตามมา” ณรัชต์พาเพื่อนทั้งสี่คนไปดูสถานที่สอบสัมภาษณ์ เสร็จแล้วนั่งคุยกันเล่น ๆ ฆ่าเวลาแถวหน้าอาคาร ส่วนพ่อกับแม่ของเพื่อนร่วมห้องเขารออยู่ที่รถ


               “ตามลำดับการสอบสัมภาษณ์ ดูเหมือนคณะเกษตรฯ กับวิศวะฯ จะนานหน่อย นักศึกษาเยอะ ส่วนเภสัชฯ คงเร็วสุดเพราะนักศึกษาน้อย ถ้าแกออกมาก่อนก็ไปหาอะไรกินที่โรงอาหารตรงนั้นรอเพื่อนละกัน” ณรัชต์ช่วยจัดแจงให้เพื่อนร่วมห้องอีกคนที่เอ็นท์ฯ ติดคณะเภสัชฯ


               “อือ” เพื่อนร่วมห้องกลุ่มหน้าห้องพยักหน้ารับ


               มองนักเรียนที่มาสัมภาษณ์ที่ทยอยกันมารอที่แถวหน้าอาคารหลายคนก็เห็นเพื่อนร่วมชั้นโรงเรียนเดียวกันไม่น้อย กลุ่มพวกเขาจึงแยกกันไปทักทายเพื่อนร่วมโรงเรียนแต่ต่างห้อง


               ถึงเวลาก็ทยอยกันเข้าไปในอาคาร รับเอกสารเข้าแถวตามคณะ รอเรียกเข้าสัมภาษณ์ตามรายชื่อ

               ณรัชต์มองดูลำดับในเอกสารที่ได้รับมา ‘ลำดับที่หนึ่ง’ ดูเหมือนคะแนนเขาจะเป็นอันดับที่หนึ่งของคณะตามที่คิดไว้


               “ลำดับที่หนึ่ง” เสียงเรียกจากหน้าแถว

               ณรัชต์เดินออกไปหน้าแถว แล้วเดินไปตามจุดที่กรรมการชี้บอก ห้องเล็ก ๆ ที่จัดไว้เป็นห้องสัมภาษณ์ในอาคาร เขาจำได้ว่าที่ตรงนั้นปกติเป็นห้องพักอาจารย์ในช็อปโรงงานนี้


               “สวัสดีครับ” เข้าไปในห้องเขาก็ยกมือไหว้อาจารย์สองคนที่นั่งอยู่เก้าอี้ตรงข้ามก่อนนั่งลงเก้าอี้ตรงหน้า

                กรรมการสอบสัมภาษณ์เขาเป็นผู้หญิงหนึ่งคนผู้ชายหนึ่งคนซึ่งเป็นอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์นี่เอง


                ณรัชต์รู้ว่าการสอบสัมภาษณ์จริง ๆ ก็ไม่มีอะไร ส่วนมากก็จะถามพอเป็นพิธีไปงั้น ๆ เอง

                เขาตอบอาจารย์ผู้หญิงสองสามคำถาม ก่อนอาจารย์ผู้ชายอีกที่กำลังมองดูประวัติของเขาบนเอกสารจะเริ่มถามบ้าง


                “ดูเหมือนเกรดวิชาสายสังคมจะสูงกว่าวิชาสายคำนวณนะ คิดยังไงถึงเลือกคณะวิศวะฯ”


                “สนใจคณะนี้ครับ” เขาตอบแบบขอไปที

               อันที่จริงเกรดในวิชาสายวิทย์พวกคณิต ฟิสิกส์ เคมี ของณรัชต์ก็น้อยจริง ๆ นั่นล่ะ ส่วนมากจะเกรดสองซะส่วนใหญ่ มีเกรดสามบ้างช่วงมอสี่ที่เขาเรียนพิเศษ หลังจากนั้นก็จะมีแต่เกรดสองกับเกรดหนึ่งที่โผล่มาประปราย

               ที่เขาเลือกคณะนี้ในช่วงชีวิตที่แล้วก็เพราะเหตุผลไร้สาระอย่าง ‘อยากเป็นนายช่างเท่ๆ เหมือนในละคร’ เท่านั้นล่ะ


               “แต่ทำไมคะแนนสอบสูงจัง ดูเหมือนโรงเรียนพวกเธอจะมีแต่คนเกรดเฉลี่ยน้อยๆนะ” อาจารย์ผู้ชายกวาดตาดูรายชื่อและโรงเรียนของคนที่จะเข้าสัมภาษณ์คนอื่น ๆ

                ณรัชต์ถอนหายใจกับคำถามนี้ อาจารย์มหาวิทยาลัยคงไม่รู้ว่า บางโรงเรียนไม่รู้เป็นอะไรมักเคี่ยวเรื่องเกรดของนักเรียนมาก เหมือนกับการได้กดเกรดของนักเรียนคือความสุข แต่บางโรงเรียนกลับปล่อยเกรดกันสนุกสนาน

                ลูกของเพื่อนแม่เขาคนหนึ่งเกรดเฉลี่ยตั้งสามกว่า ในโรงเรียนอื่น แต่ณรัชต์ได้ยินว่าคะแนนเอ็นท์ฯ น้อยกว่าเต้เพื่อนสนิทของเขาอีก


               “ครับ” เขาตอบเหมือนไม่ได้ตอบ

               ‘ก็มีแต่เกรดสองกว่า ๆ ประมาณเขานี่ล่ะ ที่สมัครมาที่มหาวิทยาลัยนี้ ส่วนเพื่อนร่วมโรงเรียนที่เกรดสูงกว่านี้เขาก็ไปเข้ามหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ กันหมดสิครับ’ ณรัชต์ตอบอาจารย์ในใจ


               “เรียนวิศวะฯ มีวิชาคำนวณเยอะนะ ถ้าใจไม่ชอบทางนี้จริง ๆ ฝืนเรียนไปก็ไม่มีความสุข พานจะเรียนไม่ไหว ต้องคิดให้ดี ๆ ” อาจารย์ผู้ชายกล่าว


               “ครับ ผมจะเก็บไปคิดดูครับ” คำตอบณรัชต์ทำเอาอาจารย์ผู้หญิงที่สัมภาษณ์เขาอีกคน มองค้อนอาจารย์ผู้ชายที่แนะนำจนคนที่สอบได้อันดับหนึ่งของคณะอาจจะหลุดมือมหาวิทยาลัยไป


               ณรัชต์รู้จักอาจารย์สอบสัมภาษณ์ผู้ชายท่านนี้เป็นอย่างดี

               อาจารย์ชาญชัยดูเหมือนจะเป็นคนที่เอาใจใส่เด็กเหมือนเดิม แม้แต่เด็กที่ยังไม่ทันได้เป็นลูกศิษย์ก็ตาม ท่านก็ยังแนะนำและบอกกล่าวอย่างหวังดี และตรงไปตรงมาไม่เปลี่ยน


               หลังสัมภาษณ์เสร็จณรัชต์ก็เดินออกจากอาคาร

               สำหรับเพื่อนร่วมห้องของเขาคนอื่น ๆ คงต้องรออีกนานหน่อย เพราะมีนักศึกษามาสอบสัมภาษณ์คณะละร้อยกว่าคน กว่าจะทยอยกันออกมาครบ คงอีกเป็นชั่วโมง


                เขาเดินกลับไปที่รถตู้แนะนำผู้ปกครองของเพื่อนร่วมห้องให้ไปกินมื้อกลางวันในโรงอาหารที่อยู่ไม่ไกลไปพลาง ๆ เลย เพราะอาจจะต้องรออีกพักใหญ่

               ก่อนที่ณรัชต์จะหยิบเอาตะกร้าของฝากที่เตรียมมา เดินออกไปทางด้านประตูหน้ามหาวิทยาลัยที่อยู่ไม่ไกล จุดหมายของเขาอยู่ไม่ไกล เป็นบ้านพักอยู่ในซอยริมรั้วมหาวิทยาลัยนี่เอง

               เดินเข้าซอยไปเพียงห้าสิบเมตรเลยหอพักนักศึกษาให้เช่าไปก็มีบ้านอยู่สองหลังรั้วติดกันที่ณรัชต์รู้ว่าเป็นบ้านเช่า

               ซึ่งบ้านหลังหนึ่งในช่วงชีวิตที่แล้ว เขากับกลุ่มเพื่อนเคยมาเช่าอยู่สมัยออกมาอยู่หอนอกตอนปีสอง ส่วนอีกหลังเป็นของอาจารย์มหาวิทยาลัยคณะวิศวกรรมศาสตร์ รองศาสตราจารย์ ดร. ชาญชัย คนที่เพิ่งสอบสัมภาษณ์เขามาเมื่อกี้นั่นเอง


               ในช่วงชีวิตที่แล้ว การทำงานครั้งแรกของณรัชต์ก็ได้อาจารย์ชาญชัยนี่ล่ะ เป็นที่ปรึกษาให้เขาในหลาย ๆ อย่าง ช่วยให้เขาสามารถเอาตัวรอดในการเริ่มชีวิตการทำงานครั้งแรกได้ เขาจึงนับถืออาจารย์เสมือนญาติคนหนึ่ง

               มองดูบรั่นดียี่ห้อหรูจากต่างประเทศในตะกร้าของขวัญที่เขาซื้อมาฝากแล้วนึกไปถึงอดีต

               อาจารย์ชาญชัยเป็นอดีตนักเรียนนอก สไตล์การดื่มจึงเป็นการละเลียดดื่ม จิบบรั่นดีพอครึ้ม ๆ


               อาจารย์ยังเคยวิจารณ์นิสัยการดื่มเหล้าของกลุ่มพวกเขารวมถึงคนไทยว่า เน้นการดื่มเพื่อจะเมาปลิ้นกันท่าเดียว ต่างกับการดื่มของฝรั่ง เพราะแม้จะฝรั่งจะมีพวกดื่มจนเมาปริ้นเหมือนกัน แต่ฝรั่งส่วนใหญ่เขาดื่มกันแต่พอเหมาะเท่านั้น เอาพอให้สนุก ให้งานสังสรรค์รื่นเริง หรือพอให้ครึ้ม ๆ เขาก็หยุดดื่มต่อ

                ส่วนคนไทยนั้นเวลาดื่มจะต้องดื่มจนเมา ถึงเมาแล้วก็ดื่มต่อ ดื่มให้เมาเละหรือเมาหลับถึงจะหยุดดื่มว่างั้นเถอะ ซึ่งอาจารย์ชาญชัยก็มักจะเห็นกลุ่มพวเขา’ เมาเละ’ กันบ่อย ๆ เพราะบ้านอยู่ติดกัน

                ณรัชต์เขียนคำอวยพรในกระดาษ ก่อนลงชื่อว่า ‘จากอดีตลูกศิษย์’ และวางตะกร้าของฝากไว้ที่โต๊ะหน้าบ้าน

                ‘อาจารย์ชาญชัยคงงงน่าดู ตอนมาเจอบรั่นดียี่ห้อโปรดหลายขวดที่เป็นของฝากแต่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเอามาให้’ เขาคิดในใจอย่างขำ ๆ

                เป้าหมายของเขาที่อยากมามหาวิทยาลัยนี้อีกครั้ง ก็เพื่อจะแวะมาส่งกระเช้าของขวัญและการ์ดอวยพรแค่นี้ล่ะ



                หลังจากนั้นณรัชต์ก็เดินกลับเข้ามหาวิทยาลัยตามเดิม เพื่อกลับไปรอเพื่อนรอที่มาสอบสัมภาษณ์ด้วยกัน

                ซึ่งเมื่อกลับมาถึงอาคารที่สอบสัมภาษณ์ เพื่อนร่วมห้องที่เอ็นท์ฯติดคณะเภสัชฯ ได้สอบเสร็จและออกมาแล้ว ส่วนบอลกับต้นที่ติดคณะเกษตรฯ กับวิศวะฯ ดูเหมือนจะยังสอบสัมภาษณ์กันไม่เสร็จ



                ณรัชต์เดินตรงไปที่ศาลาเล็กๆ ข้างสระบัวที่อยู่ติดอาคารที่สอบ กะว่าไปนั่งรับลมเล่นฆ่าเวลา เพราะเขาจำได้ว่าที่นั่นบรรยากาศดี

                ชะงักเล็กน้อยเมื่อมองเห็นมีผู้หญิงยืนอยู่ในศาลาก่อนแล้ว เขาจึงไม่ได้เดินเข้าไป


                ไม่รู้ว่าเขายืนมองผู้หญิงที่อยู่ในศาลาเล็ก ๆ ข้างสระบัว ที่กำลังเหม่อมองดอกบัวในสระที่บานสลอนในฤดูหนาวนานเท่าไหร่ จนกระทั่งมีมือคนมาตบที่ไหล่ของเขาพร้อมเสียงทักทาย


                “เฮ้ย แอบส่องหญิงอยู่เหรอ” บอลชะโงกหน้ามองตามสายตาของเพื่อนก่อนกล่าวต่อ


                “สวยนี่หว่า ขนาดมองไกลๆ ชุดนักเรียนแบบนี้แสดงว่ามาสอบสัมภาษณ์เหมือนกัน”


                “สอบสัมภาษณ์เสร็จกันหมดทุกคนยัง” ณรัชต์หันมาถามเพื่อนที่กำลังตบไหล่เขาอยู่


                “เสร็จกันหมดแล้ว ไอ้นัทว่าแกเดินมาทางนี้ เลยมาตามนี่ล่ะ” บอลกล่าวถึงเพื่อนร่วมห้องคนที่ติดคณะเภสัชฯ


                ณรัชต์หันไปมองผู้หญิงที่อยู่ในศาลาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนกันมาคุยกับเพื่อน


                “งั้นกลับกันเถอะ”


                หลังจากไปรวมตัวกันที่โรงอาหารและหาอะไรทานกันจนอิ่มแล้ว คณะพวกเขาก็เดินตรงไปที่รถตู้เพื่อจะเดินทางกลับ

                ที่ข้างรถตู้มีรถเก๋งยุโรปคันนึงจอดอยู่ข้างหน้า ระหว่างกำลังเปิดประตูตู้ทยอยเตรียมขึ้นรถ เพื่อนร่วมห้องก็สะกิดณรัชต์พร้อมบุ้ยปากไปทางรถเก๋งคันที่จอดอยู่ด้าน


                “นะ คนนั้น คนนั้น” บอลพยักพเยิดไปทางนักเรียนหญิงคนที่พวกเขาเห็นที่ศาลา ซึ่งตอนนี้กำลังเปิดประตูด้านคนขับของรถเก๋งคันด้านหน้า


                “ดูใกล้ๆแล้ว หน้าหวานเจี๊ยบเลยว่ะ สวยสะบัด”


             คนที่พวกเขากำลังพูดถึงไม่รู้ว่าเพราะได้ยิน หรือรู้สึกได้ว่าถูกมองจึงเงยหน้ามองมาทางพวกเขาแวบหนึ่งก่อนเข้าไปในรถปิดประตู และขับออกไป


               “ขับรถยุโรปซะด้วย ท่าจะรวย” เพื่อนเขาพึมพำ


               ณรัชต์มองตามรถที่ค่อย ๆ เคลื่อนออกไป

               รถยนต์คันนี้ในช่วงชีวิตที่แล้วเป็นรถที่เขาคุ้นเคยอยู่มากเพราะเป็นรถที่เขาใช้หัดขับรถยนต์ครั้งแรก


               เขานึกย้อนไปถึงความทรงจำในอดีตของช่วงชีวิตที่แล้วของเขา ความทรงจำสมัยเข้าเรียนในมหาวิทยลัยแห่งนี้.....


              "สวัสดี เราชื่อ นะ คณะวิศวะฯ”

              “เราชื่อ แก้ว คณะศิลปศาสตร์…”


    -------------------------------------


    Name : ณรัชต์

    Asset : ตึกแถว 2 ห้อง ราคาปัจจุบัน 850,000 บาท

             :เงินสดในบัญชีธนาคาร 252000 บาท

             :เงินสดในบัญชีหุ้น 16,015,600 บาท


    มูลค่าสินทรัพย์รวม : 850,000 + 252,000 + 16,015,600

                             = ปัจจุบัน 17,117,600 บาท


    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค ) ที่คุณอ่าน