ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

ตอนที่ 127 นักโทษหลบหนี

          ไม่นานรถก็มาหยุดอยู่ที่สะพานกลางแม่น้ำซึ่งยังคงห้อมล้อมด้วยทิวเขา


          บุคคลปริศนาสั่งให้ร่างน้ำเมือกใส่รหัสปลดล็อกหน้าคอนโซลรถของตู้ห้องขัง


          “ก็นะ...อุตส่าห์แลกเปลี่ยนไปด้วยมูลค่าขนาดนั้น ถ้ารหัสดันใช้ไม่ได้ผล คงต้องพิจารณาเรื่องพันธมิตรทางธุรกิจเสียหน่อยแล้ว”


          เสียงกลไกไฮดรอลิคทำงานประตูตู้คอนเทนเนอร์ห้องขังเปิดออก


          “สวัสดีฉันเป็นสุดยอดผู้ช่วยคนใหม่ของคุณโดมัง ยินดีที่ได้รู้จักพวกนายทั้งสองคนนะ”


          บุคคลปริศนาโปรยดอกไม้ออกมาจากกระเป๋ากางเกงหวังเปิดตัวให้อลังการ


          “อะโทษทีลืมไปว่าพวกนายพูดไม่ได้ แล้วก็มองไม่เห็นด้วยนี่เนอะ”


          เขาส่งเสียงหัวเราะสลดแห้งๆ อย่างแกล้งทำ ก่อนจะเดินตรงเข้าไปใส่รหัสที่กลางแท่นของห้องปลดปล่อยนักโทษทั้งสองจากการคุมขัง


          ฟุบ!


          “อะเระ!?”


          ทันทีที่นักโทษชายสองคนเป็นอิสระร่างของบุคคลปริศนาก็ขาดเป็นสองท่อน


          “แหม่มๆ อย่าใจร้อนกันนักสิหน้าพวกนายเหมือนอยากจะถามว่าฉันใช้วิธีไหนช่วยพวกนายสองคนใช่ไหมล่ะ~”


          “…”


          ดูเหมือนเขากำลังสนุกกับการพูดเองเออเองแม้ว่าตัวจะขาดเป็นสองส่วน โดยที่ไม่สนใจสีหน้าไม่สบอารมณ์ของนักโทษทั้งสองคนที่ถูกช่วยไว้


          ร่างของเขาแม้จะขาดครึ่งแต่ตรงส่วนที่ควรจะมีเลือดไหลหรือเครื่องในทะลักออกมา กลับกลายเป็นน้ำเมือกเหลว ๆ สีขาวเจิ่งนองพื้นแทนเสียอย่างนั้น


          “แค่กระตุ้นให้เกิดความระแวงสงสัยโดยการส่งหนูแฝงเข้าไปในเรือนจำให้พวกมันจับได้สักหน่อยแค่นี้ก็นั่งก้นไม่ติดพื้นกันแล้ว เป็นแผนปั่นประสาทง่าย ๆ แต่ได้ผลดีใช่ไหมพวกนายเห็นด้วยสินะ?”


          “…”


          “แถมตอนนี้ยังมีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นที่โตเกียวมันก็ทำให้อะไร ๆ ง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยล่ะตอนแรกนึกว่าจะต้องโชว์ฝีมือมากกว่านี้เสียอีก”


          นอกจากนี้เหตุการณ์ที่ดำเนินมาทำนองนี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีสำหรับภารกิจต่อให้ลงมือย่างเอิกเกริก ก็ได้รับการตอบสนองที่เชื่องช้า กว่ากำลังเสริมจะถ่อมาพวกเขาก็หายตัวเข้ากลีบเมฆไปแล้วเรียบร้อย


          “คุณหย่งซู่กำลังรอพวกนายสองคนอยู่นะรีบไปจากที่นี่กันก่อนที่พวกมันจะแห่กันมาดี—”


          แผละ!


          ส่วนหัวของบุคคลปริศนาที่กำลังพล่ามถูกกระทืบจนแตกกระจายกลายเป็นก้อนน้ำสีขาวเหลว ๆ


          “ฉันรำคาญไอ้หมอนี่ชะมัด”


          “เห็นด้วยที่ทำให้มันเงียบไปซะ”


          ฝาแฝดรูปร่างใหญ่ทั้งสองแสดงความเห็นอย่างเฉยชาก่อนจะกระโดดลงจากสะพานท่ามกลางแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวกรากกลายเป็นว่าทิศทางที่พวกเขาหนีไปนั้นมีบ้านเรือนของประชาชนเรียงรายคนที่ผ่านไปมาไม่ได้มีแต่นักท่องเที่ยว แต่คนท้องถิ่นก็มีอยู่ไม่น้อยถ้าเทียบภูมิประเทศกับแผนที่แล้วหากจะหนีก็ชวนให้คิดว่าน่าจะหนีไปกลางหุบเขาที่อยู่ทางต้นน้ำมากกว่าทว่าพอคิดถึงความเชี่ยวชาญพิเศษของทีมที่จะมาตามล่าการหนีไปอยู่สถานที่ไร้คนยังพอตรวจจับวี่แววได้


          แต่หากอยู่กลางฝูงชนก็ไม่รู้ว่าจะหันสายตาไปทางไหนดี เพิ่มโอกาสในการหลบหนีได้มากกว่า


          ปุด ปุด ปุด~


          ร่างของน้ำเมือกเหนียว ๆ ก่อตัวขึ้นมาใหม่อีกครั้ง


          บุคคลปริศนาดึงหมวกแก๊ปลงมาปิดใบหน้าหลังบิดร่างกายไปมาจนคืนรูปเขาแย้มยิ้มอย่างไม่ถือสา รู้ดีว่าอีกฝ่ายแค่ต้องการทดสอบพลังของตนเท่านั้น


          “ให้ตายสิน้า~ ชีวิตพวกนายที่อยู่แต่ในห้องขังดูท่าจะเหี่ยวเฉาเกินไปหน่อยไหม?ช่างไม่มีอารมณ์ขันกันเอาเสียเลย”


          เขากล่าวทิ้งท้ายอย่างติดอารมณ์ขันก่อนจะหายตัวไปท่ามกลางความมืดมิดของผืนป่า


 

          ถัดจากนั้นไม่นานเจ้าหน้าที่ของสมาพันธ์และกำลังเสริมของภาครัฐก็ได้เร่งรุดมาถึงบริเวณสถานที่เกิดเหตุ


          บริเวณโดยรอบสถานที่เกิดเหตุเต็มไปด้วยความโกลาหลรถของเจ้าหน้าที่จำนวนมากจอดเรียงรายกันอย่างแน่นหนา แสงไฟกะพริบจากยานพาหนะต่าง ๆส่องสว่างไปทั่ว บรรยากาศอบอวลไปด้วยความตึงเครียดเจ้าหน้าที่หลายสิบคนสวมเครื่องแบบพิเศษของสมาพันธ์และหน่วยงานต่าง ๆ กำลังปฏิบัติงานอย่างเร่งรีบบางคนตรวจสอบพื้นที่ บางคนตั้งวงสนทนาเพื่อวางแผนกันต่อไปเสียงวิทยุสื่อสารดังแทรกด้วยสัญญาณและคำสั่งต่าง ๆ ที่ถูกส่งไปยังหน่วยปฏิบัติการ


          “มีความเป็นไปได้ว่าพวกมันคงกำลังหลบหนีไปยังเขตพื้นที่อื่นพร้อมกับผู้สมรู้ร่วมคิดแล้วเรามาช้าเกินไป... รอบนี้ไม่มีข่าวกรองหลุดมาเลย ดูจากร่องรอยพวกมันน่าจะบุกเข้าโจมตีด้วยหน่วยย่อยเล็ก ๆ ที่มีมือดีเพียงอย่างเดียว”


          ชายหญิงสองคนในชุดชุดเครื่องแบบเจ้าหน้าที่พิเศษของสมาพันธ์กล่าวขึ้นย่อตัวลงเพื่อสำรวจร่องรอยที่เหลืออยู่ร่องรอยการต่อสู้ยังคงปรากฏชัดเจน บางแห่งมีรอยแปลก ๆจากการใช้เวทมนตร์เธอหรี่ตาและใช้มือแตะพื้นเบา ๆ ราวกับพยายามเสาะหาบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่






          “เป็นเครือข่ายของโดมังสินะครับ...แต่ที่ว่าเจ้าตัวเข้าร่วมปฏิบัติการลอบสังหารด้วยคงเป็นข่าวปลอมเพื่อหลอกให้รัฐบาลส่งกำลังคนล่วงล้ำเข้าไปตามล่าถึงเขตพรมแดน แหม่ม...ถ้าใช้ชื่อตัวเองเป็นเหยื่อล่อ ต้องล่อเหยื่อได้ชัวร์ ๆอยู่แล้วจริงไหมครับรุ่นพี่”


          เจ้าหน้าที่หนุ่มรุ่นน้องกล่าวพร้อมกับถอนหายใจเบาๆ มองไปรอบ ๆ พื้นที่


          “เจ้าหน้าที่ชำนาญการพิเศษส่วนใหญ่ตอนนี้ไปรวมกันอยู่ที่ชินจุกุจะให้พวกเราแค่สองคนแกะรอยล่าตัวพวกนั้นกลับมาคงเป็นไปไม่ได้”


          หญิงสาวผู้ถูกเรียกว่ารุ่นพี่ตีหน้าขรึมครุ่นคิด


          “จะให้ขึ้นคำร้องในฐานข้อมูลของสมาพันธ์เลยไหมครับ”


          บริเวณที่เกิดเหตุนั้นยังคงเต็มไปด้วยความวุ่นวายเจ้าหน้าที่หลายคนเดินผ่านไปผ่านมาพร้อมกับอุปกรณ์ตรวจจับอีเธอร์ เพื่อสำรวจหาสัญญาณของพลังงานที่อาจหลงเหลือ


          “พวกเราไม่มีอำนาจสิทธิ์ตัดสินใจขนาดนั้นเพราะการขนส่งนักโทษหนนี้ถือเป็นภารกิจลับมันอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาล”


          ผู้ใช้วิชายุทธ์และจอมเวทสังกัดสมาพันธ์นั้นในด้านของกำลังคนไม่ได้มีมากนักสมาพันธ์จึงได้ตั้งองค์กรของผู้ให้ความร่วมมือภายนอกผ่านคำร้องแจกจ่ายงานให้กับเอกชนที่เข้าร่วม


          มีตั้งแต่งานจิปาถะอย่างการตามหาแมวไปจนถึงปราบปรามผู้ตื่นรู้ที่ก่อพฤติกรรมต่อต้านรัฐอย่างรุนแรงหรือกำลังจะก่อพฤติกรรมเช่นนั้น หรือพวกที่ไม่มีพฤติกรรมเป็นศัตรูต่อรัฐโดยตรงแต่มีพฤติกรรมปล่อยเทคโนโลยีหรือองค์ความรู้ที่อาจนำไปใช้ในด้านทางการทหารให้รั่วไหลออกไปสู่กองกำลังภายนอกประเทศและพวกที่มีพฤติกรรมทรยศต่อรัฐ หน้าที่จัดการกับผู้ตื่นรู้เหล่านี้บ่อยครั้งจะถูกร้องขอมายังสมาพันธ์ และถูกแจกจ่ายให้กับเอกชนที่อยู่ในสังกัดงานเหล่านี้เป็นแหล่งรายได้สำคัญของสมาพันธ์


          “ถูกล้วงคองูเห่าซะขนาดนี้เป็นความลับตรงไหนครับเนี่ย”


          รุ่นน้องถามพลางเอามือเกาหัวแกรกๆ


          “เบื้องบนน่ะมักปกปิดอะไรหลายอย่างก็ปล่อยให้พวกนั้นไปแก้ไขกันเองเถอะ”


          เธอกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ รู้ดีว่าบางเรื่องก็ไม่ควรเข้าไปยุ่งแถมหนอนบ่อนไส้ล้วนแฝงตัวอยู่ทุกองค์กร จะให้ไปลากคอพวกมันออกมาก็ไม่ใช่หน้าที่


          “เจ้าหน้าที่พิเศษคุรุโอกะรบกวนช่วยมาดูตรงนี้หน่อยสิครับ”


          คุรุโอกะเดินตามตำรวจสายสืบคนดังกล่าวที่ทำหน้าที่นำทางพาลึกเข้าไปในแนวป่า ห่างจากตัวถนนประมาณหนึ่งร้อยเมตร


          ‘คุรุโอกะเอเลโนร่า ยูเมะ’ สาวลูกครึ่งญี่ปุ่น-อาเจนติน่านัยน์ตาข้างขวาคมดุราวกับเหยี่ยว ส่วนดวงตาอีกข้างไว้ผมด้านหน้าลงมาปรกไว้เธอเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษฝ่ายปราบปรามของสมาพันธ์ฮันเตอร์ที่ทำงานให้กับสมาพันธ์ตั้งแต่ยุคตั้งไข่แม้จะถูกบังคับให้ต้องทำงานในวันหยุดในช่วงเวลาที่กำหนดแต่การปฏิบัติหน้าที่ก็เป็นงานทั่วไปตามระเบียบ


          วันนี้หลังเสร็จงานที่มอบหมายให้กับเจ้าหน้าที่ใหม่หรือจะเรียกว่าจากเบ๊ก็ได้เรียบร้อยแล้ว เพิ่งจะกลับถึงแมนชั่นได้ไม่นานเสียงสัญญาณโทรภาพดังขึ้นทันทีราวกับรอจังหวะนี้อยู่สุดท้ายก็ถูกเรียกตัวด่วนมาถึงที่เกิดเหตุในสภาพหงุดหงิดเต็มขั้นแต่ก็ต้องกักเก็บอารมณ์ไว้ในฐานะรุ่นพี่ที่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับรุ่นน้อง


          “เหมือนเจ้านี่จะถูกเจ้าหน้าที่สักคนสอยลงมา”


          เจ้าหน้าที่ที่เดินนำอยู่ด้านหน้ากล่าวขึ้นหลังจากที่พาเจ้าหน้าที่พิเศษหญิงมาหยุดบริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง


          คุรุโอกะเห็นโดรนตัวหนึ่งโครงสร้างคล้ายแมลงปอขนาดตัวเท่าสุนัขบนตำแหน่งปีกและแกนกลางของมันมีร่องรอยกระสุนอย่างละนัด สภาพห้อยต่องแต่งอยู่บนกิ่งไม้


          “เจ้านี่มันโดรนแจมมิ่งสัญญาณที่ใช้กันในกองกำลังป้องกันตนเองนี่ครับ...พวกมันมีเทคโนโลยีแบบนี้อยู่ได้ยังไง หรือว่าจะมีสายแฝงตัวในกองทัพ?”


          เจ้าหน้าที่พิเศษชายลองเชื่อมโยงสิ่งนี้กับสาเหตุที่เส้นทางขนนักโทษหลุดออกไปถึงผู้ก่อการร้ายอย่างเคลือบแคลง


          “ก็ไม่เสมอไปหรอกอย่าลืมว่านี่ก็เป็นอุปกรณ์ที่ผลิตจากโชวเร็นกรุ๊ปเหมือนกัน…”


          “จะบอกว่าโชวเร็นกรุ๊ปขายของพวกนี้ให้พวกผู้ก่อการร้ายงั้นหรือครับ”


          คุรุโอกะไม่ตอบในสิ่งที่ยังไม่มีมูลเธอแค่มีลางสังหรณ์และคิดถึงความเป็นไปได้อื่นตอนนี้ทุกประเทศทั่วโลกต่างก็แข่งขันกันเรื่องการวิจัยพัฒนาอาวุธมันเป็นเรื่องธรรมดาที่บางครั้งของเหล่านี้จะตกไปอยู่ในมือผู้ก่อการร้ายไม่ว่านั่นจะเป็นเรื่องจงใจหรือไม่จงใจก็ตาม


          “แล้วโดรนคุ้มกันขบวนของทีมรักษาความปลอดภัยล่ะนายกู้คืนข้อมูลได้หรือยัง”


          รุ่นน้องหนุ่มรู้สึกได้ว่าที่อีกฝ่ายเปลี่ยนเรื่องไปเพราะมีสาเหตุมีเจตนา แต่เมื่ออีกฝ่ายไม่ตั้งใจจะพูดต่อหน้าคนอื่น ตนก็ไม่ตั้งใจถาม


          “ถึงแม้สภาพของพวกมันจะเสียหายแต่ผมลองตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังสามชั่วโมงที่แล้ว มันพบความผิดปกติหลังจากที่ขบวนถูกจู่โจมช้าไปถึงเจ็ดวินาที”


          “แปลก...อย่างน้อยหากขบวนถูกซุ่มโจมตียังไงโดรนก็ควรเป็นปราการด่านแรกที่ต้องพบความผิดปกติก่อนใคร”


          ต่อให้เป็นวิชาอาคมที่ลึกลับแค่ไหนก็ต้องทิ้งร่องรอยกระแสอีเธอร์ให้เซนเซอร์ตรวจจับได้บ้างระหว่างลงมือทว่าขบวนรถกลับถูกจู่โจมอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ไร้การแจ้งเตือนใด ๆ


          คุรุโอกะขมวดคิ้วแสดงความคับข้องใจแต่ก็ยังหาบทสรุปไม่ได้ เมื่อไม่มีเจ้าหน้าที่รอดชีวิตเลยสักรายเบาะแสทั้งหมดเลยมีอย่างจำกัด


          “แล้วเรายังพบของพวกนี้หล่นกระจายอยู่มากมายใกล้กันกับศพเจ้าหน้าที่ด้วยครับ”


          เจ้าหน้าที่สืบสวนนำของที่อยู่ในซองใสสำหรับเก็บหลักฐานส่งให้คุรุโอกะดู


          “เชือกเส้นเล็กพวกนี้มันอะไรกันหรือครับ”


          “มันคือสายสิญจน์สำหรับทำพิธีน่ะ”


          คุรุโอกะตอบแต่เธอก็ยังไม่รู้ว่ามันถูกเอามาใช้สำหรับพิธีกรรมเวทมนตร์แบบใดคงต้องให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจวิเคราะห์สูตรอาคมที่ถูกบันทึกไว้ของมันอีกทีเผื่อจะพบเบาะแสอะไรเพิ่มเติม


          สำรวจได้ไม่นานหลังจากนั้นก็ได้รับแจ้งว่าพบรถคุมขังนักโทษห่างออกไปถึงสี่กิโลจากจุดเกิดเหตุแรกเมื่อมาถึง ดูเหมือนตำรวจจะตรวจสอบที่เกิดเหตุเสร็จไปแล้วและพวกเขายังพบศพสภาพไม่ค่อยหน้าดูของหัวหน้าทีมคุ้มกันกับคนขับรถอีกด้วย


          “เมื่อสักครู่แผนกสืบสวนสอบสวนรายงานว่าห่างออกไปห้ากิโลเมตรกลางหุบเขามีสัญญาโทรศัพท์ถูกใช้หนึ่งครั้งหลังจากที่ได้สอบถามกับบริษัทแล้วมีความเป็นไปได้ว่าที่ที่โทรศัพท์ถูกใช้อาจจะเป็นที่ที่นักโทษอยู่กับผู้สมรู้ร่วมคิดตอนนี้ก็ได้ครับ”


          เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นนายหนึ่งรายงานให้คุรุโอกะทราบขณะเธอกำลังตรวจสอบสภาพศพ


          “ถึงจะให้ขึ้นทางเหนือผ่านแม่น้ำไปแต่มันก็กว้างเกินไปที่กำลังคนเพียงเท่านี้จะช่วยกันหาได้นะครับ”


          รุ่นน้องหนุ่มกล่าวขึ้นด้วยสีหน้ายุ่งยากแค่นึกภาพตัวเองต้องเข้าป่าเวลานี้แล้วก็รู้สึกคั่นเนื้อคั่นตัวแปลก ๆ


          “ตอนนี้ท่านเซนซาเอม่อนไม่อยู่ฉันจะเป็นคนออกคำสั่งเอง— ระดมเจ้าหน้าที่กะกลางคืนทุกนายที่เหลือในยามางาตะแบ่งกำลังเป็นหน่วยย่อยค้นหาในเขตหุบเขาทันที ส่วนละแวกตัวเมืองส่งเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้เข้าเวรไปด้วย คอยติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่เขตอื่นขยายพื้นที่ค้นหาจับตาดูถนนทุกสายให้ดี”


          “เอ่อ…รุ่นพี่คิดว่าสถานการณ์แบบนี้ พวกมันจะหนีไปหลบในตัวเมืองเหรอครับ?”


          “ก็แค่... ลางสังหรณ์น่ะ”


          การแบ่งแยกเป้าหมายเป็นสองนั้นเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์โบราณมีคำกล่าวว่าอย่าจับปลาสองมือ นั่นเป็นคำพังเพยที่มีความถูกต้องสูงแต่คุรุโอกะนั่นมีสังหรณ์อยู่ ซึ่งไม่ใช่การสันนิษฐานตามพื้นฐานแต่เพราะเป็นการสันนิษฐานโดยไม่มีพื้นฐานจึงต้องเรียกว่า ‘สังหรณ์’