ในที่นั่งบริเวณด้านล่าง สีหน้าของเอเทนภายใต้ชุดคลุมเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและสับสน
แม้ภายนอกเขาจะพยายามสงบนิ่ง แต่ภายในจิตใจของเขากลับสั่นไหวรุนแรง
“ทำไมเจ้าเด็กนั้นถึงรู้จักชื่อของเราได้?”
คำถามนี้สะท้อนอยู่ในหัวของเขา ตัวของเอเทนพยายามคิดหาเหตุผล
“มันรู้ชื่อของเราจริงๆเหรอ?”
“หรือตัวของมันแค่กำลังคาดเดาส่ง? แต่จากน้ำเสียงและท่าทางของมัน มันดูเหมือนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของเรา!!”
ความคิดของเอเทนเริ่มปั่นป่วนจนแทบไม่อาจสงบได้ เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย พยายามรวบรวมสติและวางแผนหลบหนี
ทว่าในตอนนั้นท่ามกลางความเงียบงันที่เกิดขึ้น เสียงของชายหนุ่มอีกคนหนึ่งก็ดังออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
“งั้นเหรอ.. ข้าเข้าใจแล้วว่าทำไมเจ้าเด็กบ้านี่ถึงกำลังเดือดดาล!”
เสียงนี้ทำให้ทุกคนในห้องโถงต่างหันไปมองยังต้นเสียง ผู้ที่พูดขึ้นมานั้นคือเฟนเรียร์ มังกรเพลิงจักรพรรดิ
เฟนเรียร์ยืนขึ้นเต็มความสูง ร่างกายที่เต็มไปด้วยพลังของมังกรเพลิงเปล่งประกายอย่างน่าเกรงขาม ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังชายในชุดคลุมด้วยสายตาเยือกเย็นและแฝงไปด้วยจิตสังหาร
“ตอนแรกก็ไม่ได้เอะใจเท่าไหร่กับชื่อนี้ แต่เมื่อพิจารณาดีๆแล้ว ข้าก็เข้าใจได้ในที่สุด!”
เฟนเรียร์กล่าวพร้อมกับหัวเราะเบาๆ เขาชี้นิ้วไปยังชายในชุดคลุมพร้อมกับกล่าว และมันทำให้ทุกคนในห้องโถงรู้สึกหนาวเยือก
“แกคือหนึ่งในสิบผู้บริหารระดับสูงของกิลด์แห่งความมืดสเปคเตอร์!”
“สมญานาม ‘ปีกแห่งความหวาดกลัวทั้งสิบ’ ราชาแห่งนรก... เอเทน!”
สิ้นคำพูดของเฟนเรียร์ บรรยากาศในห้องโถงก็เปลี่ยนไปในทันที ความเงียบสงัดปกคลุมทั่วทั้งบริเวณ ทุกสายตาหันไปจ้องมองเอเทนด้วยความตกตะลึงและหวาดหวั่น
“อะ..อะ..อะไรนะ?!”
ผู้เล่นที่นั่งอยู่ใกล้เอเทนถึงกับหน้าซีดเผือด พวกเขารีบลุกขึ้นและถอยห่างออกไปอย่างรวดเร็ว ราวกับการอยู่ใกล้เขานั้นอันตรายเกินไป
“ราชาแห่งนรก... หนึ่งในผู้บริหารของกิลด์สเปคเตอร์เหรอ?”
“คนแบบนี้มาอยู่ในโรงประมูลได้ยังไง!?”
เสียงกระซิบกระซาบเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความตื่นตระหนก
เอเทนที่ถูกเปิดโปงก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง แต่หยาดเหงื่อที่ไหลอาบแก้มและแววตาที่เต็มไปด้วยความกดดันนั้น ไม่อาจซ่อนเร้นความตื่นตระหนกภายในได้
เอลก้า ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งเผ่าพันธุ์เอลฟ์ ขมวดคิ้วพร้อมกับพึมพำเบาๆ
“มิน่าล่ะ... ก่อนหน้านี้ข้าเองก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่น่าหวาดกลัว..”
“เป็นกิลด์สเปคเตอร์จริงๆด้วยสินะ?”
เลโกลัสที่นั่งอยู่ข้างเอลก้าเองก็กำหมัดแน่น สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
“กิลด์แห่งความมืดที่ขึ้นชื่อเรื่องการก่ออาชญากรรม... ทำไมพวกมันถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
อาลัน, ไซเฟอร์, และแม้แต่หลงชิงเหิน ต่างจ้องมองไปยังเอเทนด้วยสายตาเยือกเย็น
ทั้งสามคนไม่ได้พูดอะไร แต่บรรยากาศรอบตัวพวกเขาแสดงให้เห็นชัดเจน พวกเขาไม่ยินยอมให้คนอย่างเอเทนอยู่ในที่แห่งนี้ได้
เฟนเรียร์เผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม จิตสังหารที่แผ่ออกมาจากตัวเขาทำให้มวลอากาศรอบๆตัวร้อนระอุ ราวกับเปลวเพลิงที่จะเผาไหม้ทุกสิ่ง
พร้อมกับกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธ
“ข้าไม่สนหรอกว่าแกจะเป็นใคร”
“แต่ถ้าแกคิดจะทำอะไรที่นี่ แกก็เตรียมตัวเผชิญหน้ากับความพินาศได้เลย!”
เอเทนที่ถูกล้อมกรอบด้วยจิตสังหารจากทุกทิศทางเพียงแค่ยืนนิ่ง แต่ในแววตาของเขาก็มีประกายที่แฝงไปด้วยความเยาะเย้ย
“น่าสนใจ.. ”
“พวกเจ้านึกว่าข้ากลัวพวกเจ้าหรือ?”
เอเทนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก่อนจะยกมือขึ้นเล็กน้อย พลังงานสีดำที่ลึกลับและน่ากลัวเริ่มแผ่ออกมาจากร่างของเขา แต่ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายไปมากกว่านี้ เสียงของเหมยลี่ก็แทรกขึ้นมาด้วยความร้อนรน
“ได้โปรดหยุดเถอะค่ะแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน! โรงประมูลแห่งนี้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีกฎห้ามการต่อสู้!”
เธอยกมือและกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พร้อมกับแววตาเองก็สั่นไหวขึ้นอย่างมาก
“ทุกท่านต้องเข้าใจนะคะ หากว่าใครละเมิดกฎ ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นหรืออวาตาร์เทพเจ้า ทางเราจะดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาด!”
คำพูดของเหมยลี่ทำให้แรงกดดันในห้องโถงเริ่มลดลง แต่บรรยากาศตึงเครียดยังคงปกคลุมไปทั่ว ไม่มีใครกล้าขยับตัวหรือพูดอะไรเพิ่มเติม
อนาเธอร์ที่ยืนอยู่ในห้องพิเศษยังคงจ้องมองไปยังเอเทนด้วยสายตาเยือกเย็น
“ถือว่าโชคดีที่นี่มีกฎ ไม่อย่างนั้น..จะให้ภรรยาของฉันสังหารแกทิ้งซะเดี๋ยวนี้!!”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เต็มไปด้วยความหมายแฝง ทุกสายตายังคงจับจ้องไปยังเอเทนที่ยืนนิ่งอยู่กลางความเงียบงัน
เมื่อถูกเปิดเผยตัวตนจนไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป เอเทนถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความอ่อนล้าเล็กน้อย
เขายกมือขึ้นดึงชุดคลุมสีดำที่ปกปิดร่างกายของตนออก เผยให้เห็นใบหน้าของชายวัยกลางคนที่ดูดุดันและน่ายำเกรง ผมยาวสีดำที่ดูรกรุกรังเต็มไปด้วยความไม่เป็นระเบียบ หนวดเคราที่ปกคลุมใบหน้าทำให้เขาดูราวกับเป็นนักรบผู้ผ่านสมรภูมิที่โหดร้ายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ดวงตาข้างหนึ่งของเขาถูกปิดทับด้วยรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ เสริมให้ใบหน้าของเขาดูเคร่งขรึมและเปี่ยมไปด้วยอำนาจ
“ก็อย่างที่ท่านเหมยลี่พูดนั่นแหละ”
“วันนี้ข้าไม่ได้มาเพื่อหาเรื่อง ข้ามาในฐานะผู้ร่วมการประมูลเท่านั้น!”
คำพูดนี้ทำให้หลายคนในห้องโถงเริ่มผ่อนคลายเล็กน้อย แต่บรรยากาศยังคงเต็มไปด้วยความระมัดระวัง
“ทุกคนน่าจะเข้าใจกันดี!”
เอเทนกล่าวต่อพร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบๆห้องโถงด้วยความสัตย์จริง
"ยังไงหอการค้าแห่งนี้ก็คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์! มันคืออาณาเขตพิเศษที่ทุกคนต้องทำตามกฎ!”
“ต่อให้ข้าจะชั่วช้าแค่ไหน ข้าก็ไม่กล้าลงมือหาเรื่องพวกแกที่นี่หรอก!”
“ที่สำคัญ.. มีผู้ปกป้องวิหารอย่างท่านคริสติน่าอยู่ ตัวของข้ายิ่งไม่กล้าลงมือเลยซักนิด!”
คำพูดนี้ไม่ได้ช่วยลดความหวาดระแวงจากทุกคนไปได้ทั้งหมด แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้สถานการณ์ไม่บานปลาย หลายคนมองหน้าเอเทนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น แต่ทั้งหมดก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมาเพิ่มเติม
อนาเธอร์ยืนกอดอกอยู่ในห้องพิเศษ
เขามองลงมายังเอเทนด้วยสายตาเยือกเย็น ดวงตาแห่งโอดินยังคงส่องประกายราวกับจับตาดูทุกการเคลื่อนไหวของชายตรงหน้า
“คำพูดของแก.. ฉันจะเชื่อไว้ก่อนว่าจริง แต่ถ้าแกคิดจะทำอะไรนอกกฎละก็ จำไว้ว่าพวกเราจะไม่ยอมปล่อยแกไปแน่!”
เฟนเรียร์ที่ยืนอยู่ข้างอนาเธอร์เผยรอยยิ้มเย้ยหยันก่อนจะพูดเสริมอย่างเห็นด้วย
“เจ้าโชคดีที่วันนี้สถานที่แห่งนี้มีกฎ”
“ไม่อย่างนั้นร่างของเจ้าคงถูกเปลวเพลิงของข้าเผาจนมอดไหม้ไปแล้ว”
เอเทนไม่ตอบกลับคำพูดของเฟนเรียร์ เขายกมือขึ้นเล็กน้อยก่อนจะกล่าวออกมา
“ข้าไม่มีเจตนาจะก่อปัญหา และข้าก็ไม่อยากเสียเวลาต่อปากต่อคำกับพวกเจ้า”
“หากพวกเจ้าสงบ ข้าก็สงบ แต่ถ้าไม่...”
เขาหยุดพูดไปชั่วครู่ สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเยือกเย็นกวาดมองไปรอบๆห้องโถง ก่อนจะกล่าวปิดท้ายด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“ก็ลองดู!”
คำพูดนี้ทำให้บรรยากาศในห้องโถงเงียบงันไปชั่วขณะ ทุกคนต่างจับตามองเอเทนด้วยความกังวลและไม่ไว้ใจ
เหมยลี่ที่อยู่บนเวทีพยายามควบคุมสถานการณ์ เธอก้าวออกมายืนตรงกลางและกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“ขอให้กลับไปสู่ที่นั่งของตนเถอะค่ะ การประมูลครั้งนี้ยังไม่จบ และดิฉันหวังว่าพวกเราจะสามารถรักษาความสงบเรียบร้อยเอาไว้ได้!”
คำพูดของเหมยลี่ช่วยลดความตึงเครียดในห้องโถงได้บ้าง หลายคนเริ่มกลับไปนั่งที่ของตน แต่ยังไงก็ตาม สายตาของพวกเขาแทบทุกคนยังคงจับจ้องไปยังเอเทนอย่างไม่ลดละ
ขณะที่เอลก้าได้หันไปกระซิบกับเลโกลัส
“ข้ารู้สึกไม่สบายใจเลย คนของกิลด์สเปคเตอร์มาที่นี่ได้ยังไง? และเขาต้องการอะไร?”
เลโกลัสพอรับฟังก็เห็นด้วย
“ผมก็สงสัยเช่นกัน บางทีเราอาจต้องจับตาดูการเคลื่อนไหวของพวกเขาอย่างใกล้ชิด!”
ในขณะที่สถานการณ์เริ่มกลับมาสงบ เสียงของเหมยลี่ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“เอาล่ะค่ะ! การประมูลแหวนอาวุธแห่งดูรินยังคงดำเนินต่อไป ราคาอยู่ที่ 300,000 เหรียญทอง มีใครต้องการขานราคาเพิ่มอีกไหมคะ?”
เสียงในห้องโถงเงียบลงชั่วขณะ ทุกสายตาจับจ้องไปยังอนาเธอร์และเอเทน การประมูลครั้งนี้ยังไม่จบ และการแข่งขันระหว่างสองคนนี้อาจเป็นจุดตัดสินชะตาของแหวนแห่งดูริน