" อ้ากกก " ลำแสงห้าสีแผดเสียงร้องลั่นทั่วแดนดิน
หมู่ชนมากมายทั่วเมืองถึงกับสั่นเทิ้ม เพราะเสียงร้องนั้นแฝงไว้ด้วยเจตจำนงแห่งกระบี่
ผู้คนมากมายทิ้งร่างลงแนบยังผืนพารา ร่ำร้องโหยหวนอบ่างบ้าคลั่ง
" ได้เวลาแล้ว เ้าอยู่มานานเกินไป ทั้งอดีตกาลเ้ายังเข่นฆ่าผู้คนมากมาย " สุรเสียงทรงพลังดังลั่นทั่วแดนดิน
" พี่หาน " สวีอวี้ซวงพึมพำ
สองตาหงส์ของนางมองจ้องยังกระบี่ั์ที่ลอยอยู่กลางฟ้าดิน
" ข้าคิดถึงท่าน " สวีอวี้ซวงพึมพำ
" เ้ามิมีสิทธิ์พิพากษาตัวข้า เ้ามิใช่เ้าชีวิตของข้า เ้ามันเป็เพียงเด็กน้อย " ลำแสงห้าสีร่ำร้องออกมา
" วิ้ง " ลำแสงห้าสีพลันกลายร่างเป็ชายชรา ลอยตัวอยู่กลางฟ้าดิน
ร่างชรานั้นแม้นเป็เพียงร่างิญญา แต่กลับปรากฎคราบโลหิตแลาแเต็มทั่วร่าง
" ข้ามิยอม หากอยู่ในยุคสมัยของข้า ตัวเ้าแลคนทั้งโลกนี้ต้องตกตายลงอย่างน่าอนาถ " ชายชราร้องคำรามออกมาอย่างสิ้นหวัง
" พล่ามพอรึยัง " สุรเสียงแผดออกสะกดร่างเหี่ยวย่น
" ฟิ้ว " กระบี่ั์พุ่งทะยานเข้าหาชายชราอย่างรวดเร็ว
" ไม่ " ชายชราร้องคำรามออกมาอย่างบ้าคลั่ง
" วู๊มม " พลังเฮือกสุดท้ายะเิออก
" ครืนนน " เจตจำนงแห่งกระบี่อันแข็งกล้าพุ่งทะยานออก แลแปรเปลี่ยนกระบี่ตรงดิ่งเข้ากระบี่ั์
" ครึก ครัก " ทั่วแดนดินทั้งเบื้องบนเบื้องล่างสั่นะเืเลื่อนลั่น หินก้อนฝุ่นเล็กใหญ่หอบลอยขึ้นสูง
" วาบบ " พลันปรากฎแสงสว่างจ้าขาวโพลน แสงสีขาวสาดส่องกลืนกินทั่วดินแดน
ทั้งโลกาตกอยู่ในความเงียบงัน ไร้ซึ่งสรรพเสียงสำเนียงใด
เพียงสามอึดใจแสงขาวโพลนจางหาย ผู้คนจึงได้สติกลับมา
สองตาของพวกเขากวาดมองทั่วท้องนภา " หายไปแล้ว "
มิว่าจะเป็กระบี่ั์ ร่างชายชราราชันแห่งกระบี่ แต่ที่คงเหลือคือกระบี่ของสุสานกระบี่ที่ปักอยู่บนผืนพารา
ฝูงชนมากมายแม้นอยากจะเข้าไปในแดนดินของการต่อสู้มากเพียงใด แต่ก็ต้องอดกลั้นไว้ เพราะมิรู้ว่ามันจะเป็เช่นใดหากเข้าไป
" วิ้ง " พลันกระบี่หลายพันเล่มเปล่งประกายวิบวับ ทั้งยังแผดจิตสังหารอย่างบ้าคลั่ง
" เฮ " โดยมิได้นัดหมายฝูงชนทะยานร่างเข้าสู่สนามรบอย่างบ้าคลั่ง
เกิดศึกนองเืของเหล่ายอดยุทธขึ้นอีกครา ทั้งยังหนักหน่วงรุนแรงกว่าที่ผ่านมา
เนื่องด้วยผู้คนเกิดความฮึกเหิมเมื่อเห็นเจตจำนงแห่งกระบี่ยิ่งใหญ่คับ์
พวกเขาจึงมิรอช้าที่จะทะยานร่างเข้ายื้อแย่งกระบี่วิเศษ เพราะอยากจะเป็ผู้ที่มีเจตจำนงแห่งกระบี่ที่แข็งแกร่ง
" มีเพียงเจตจำนงที่กล้าแกร่งจึงจะสามารถอยู่เหนือผู้คนทั้งมวล "
ในขณะที่ผู้คนบ้าคลั่งยื้อแย่งกระบี่วิเศษอยู่นั้น ในป่าลึกชายหนุ่มผู้หนึ่งนอนเหยียดหงายอยู่ในแอ่งโลหิต
พลังชีวิตอ่อนล้าโรยแรง จิติญญาเสียหายอย่างใหญ่หลวง
าแปรากฎทั่วร่างทั้งาแกินลึกเข้าไปถึงกระดูก โลหิตไหลรินออกมิหยุด
" วิ้ง " พลันปรากฎร่างเงาของัทองล่องลอยเหนือร่างของชายหนุ่ม
" โฮกกกก " ัทองกู่ร้องก้องคำรามทั่วแดนดิน สุรเสียงก้องดังกังวานไกล
สรรพชีวินเร่งลี้หาย หลงพลัดเข้าในป่าลึก
" ครืนนน " ร่างเงาัแผดกลิ่นอายอันสูงศักดิ์สยบทั่วอาณาสิบลี้รอบกายชายหนุ่ม
จิตสังหารเหี้ยมแผ่กำจายสยบสรรพสิ่ง ทั้งปราณพลังเ้าแห่งสรรพสัตว์ล่องลอยปกคลุมทั่วแดน
ฝูงชนถึงกับเบิกตากว้าง มองจ้องยังร่างเงาัทองใหญ่ั์ที่ล่องลอยอยู่กลางฟ้าดิน
รัศมีแสงทองเรื่อเรืองทั่วร่างของัทอง แสงทองทรงศักดิ์ฉายออกอาบย้อมทั่วแดนดิน
" ที่นั่นอาจมีโลหิตล้ำค่าของั "
" แต่ผู้ใดจะกล้าไป "
เพียงมินานปรากฎมีชายหญิงชราผิวกายแห้งเหี่ยวทะยานร่างเข้ามา
" หากมิใช่โลหิตล้ำค่าของัทอง เห็นจะเป็สมบัติล้ำของัทองเป็แน่ " ชายชราเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง
เหล่าชายหญิงชราทั้งหลาย ต่างถูกปลุกให้ตื่นด้วยสุรเสียงทรงพลัง
เดิมทีพวกเข้ากำลังอยู่ในสภาวะหลับใหล เพื่อชลออายุขัยที่กำลังใกล้หมดลง
หากมิใช่เพราะสุรเสียงทรงพลังปลุกให้ตื่น พวกเขาคงบันดาลโทสะไปแล้ว
" จะเข้าพร้อมกัน รึว่าท่านจะเข้าไปเอง " เสียงชราหนึ่งเอ่ยถาม
ชายชราชุดคลุมทองส่ายหน้าช้าๆ " สิ่งนั้นที่อยู่ในป่า สูงเกินกว่าที่ข้าจะคิดได้ "
" มันมิสมควรมีอยู่บนโลกใบนี้ด้วยซ้ำ " ชายชราชุดคลุมทองเอ่ยออกมา
ในขณะที่หลายคนกำลังพูดคุยกันถึงที่มาของร่างเงาั
" ครืนนน " พลันปรากฎพลังชีวิตมากมายพร่างพรายกำจายออกทั่วร่างัทอง
" วิ้ง " แสงสีขาวสาดส่องโลมเลียทั่วร่างของชายหนุ่ม
" อือ " ชายหนุ่มแม้นไร้สิ้นซึ่งสติ แต่ร่างกายกลับตอบรับแสงสีขาว
เมื่อแสงสีขาวตกกระทบยังผืนพารา แสงสีขาวพลันกลายกลับเป็หมอกควันสีขาว
" ครืนน " หมอกควันสีขาวพร่างพรายกำจายทั่วผืนป่า สรรพชีวินต่างเร่งเร้าดูดกลืนพลังชีวิตอย่างเร็วรี่
" พลังชีวิต " ชายชราชุดคลุมทองเอ่ยออกมา
" ทั้งยังเป็พลังชีวิตที่บริสุทธิ์ยิ่งนัก " เหล่าผู้ชราแห้งเหี่ยวร้องออกมา
" เข้าไปใกล้กว่านี้ เพื่อรับเอาพลังชีวิตที่สุดแสนจะบริสุทธิ์นี้ " ชายชราชุดคลุมทองเอ่ยออกมา
พวกเข้าเคลื่อนย้ายร่างที่คงเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก เข้าหาหมอกควันสีขาวที่ล่องลอยอยู่ทั่วป่า
หมอกควันสีขาวที่สุดแสนจะบริสุทธิ์นี้ ล่องลอยเข้าห่อหุ้มร่างของเหล่าชราอย่างรวดเร็ว
ราวกับล่วงรู้ว่าชายหญิงชราทั้งหลายเหล่านี้ คงเหลืออายุขัยอีกมิมาก
หากสิ้นเหล่าชายหญิงชราเหล่านี้ลง แคว่นฟู่ได้ถึงกาลอวสานอย่างแน่นอน
เพราะชายหญิงชราเหล่านี้นั้นเปรียบเสมือนเสาหลักของแคว้นฟู่ เพราะทุกคนนั้นล้วนเป็บรรพจารย์ของตระกูลแลสำนักต่างๆ
" การที่เมืองโบราณเปิดขึ้นในครานี้ แม้นจะน่าหวาดวิตกอยู่มาก แต่ก็มิเื่ดีอยู่มิน้อย " อ๋องฟู่เอ่ยออกมา
อ๋องฟู่มองจ้องยังชายชราชุดคลุมทอง ที่เป็อ๋องคนแรกแห่งแคว้นฟู่
" มีเื่ราวในอดีตมากมายที่ถูกปิดผนึกไว้ แลวันนี้ถูกเปิดออก ์คงอยากให้พวกเราเหล่ายอดยุทธทั้งหลายได้สะสางเื่ราวเ่าั้ " อ๋องฟู่พึมพำ
" ทั้ง์ยังส่งท่านผู้นั้นมาดูแลปกป้องพวกเราจากสิ่งที่ถูกปกปิด " อ๋องฟู่เอ่ยออกมา
ผู้คนมากมายต่างพยักหน้าในความเห็นของอ๋องฟู่
เนิ่นนานนับวันกว่าที่ชายหนุ่มจะเปิดเปลือกตาขึ้น " อืม "
หานลี่ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างแรง พลางหยัดกายลุกนั่ง
สองตาของเขากวาดมองยังแสงสีทองที่สาดส่องทั่วผืนป่า หัวคิ้วของเขาพลันกระตุก
" แสงสีทองนี่มาจากที่ใด " หานลี่พึมพำ เขาแหงนมองไปยังนภา
สองตาของชายหนุ่มพลันเบิกโพลง " ัทอง " หานลี่พึมพำ
" ัทองมาจากที่ใด " หานลี่พึมพำ พลางใช้มือจับที่ภาพั
" อุ่น " หานลี่พึมพำ เขารู้สึกว่าภาพักำลังปกป้องเขาอยู่ ทั้งยังเติมพลังชีวิตที่ลดถอยของเขา
" ทั้งยังรักษาแผลให้ข้า รักษาจิติญญาให้ฟื้นสมบูรณ์ " หานลี่พึมพำ
" นี่มันบ้าเกินไปแล้ว " หานลี่พึมพำ
" พลังัเริ่มอ่อนแรงแล้ว " เสียงหนึ่งดังขึ้น
" มิได้การ " หานลี่พึมพำ
ชายหนุ่มเร่งหยัดกายลุกยืน แลเปลี่ยนชุดอย่างรวดเร็ว เขาก้มมองยังแอ่งโลหิตของเขา
" ต้องทิ้งบางสิ่งไว้ " หานลี่พึมพำ
ชายหนุ่มเรียกพลังเซียนเหลวออกมา แลเทลงไปในแอ่งโลหิตของตน ชายหนุ่มกวาดตามองรอบอาณาอีกครา
" ไป " หานลี่ทะยานร่างออกจากพื้นที่อย่างรวดเร็ว