เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 69 หลอมศัสตราระดับสอง

                ในเวลาต่อมาหลินเผิงและคนอื่นๆ ต่างก็พยายามตามหาเบาะแสของอสูรเพลิงวิญญาณ โดยสามารถพบเจอรอยเท้าของมันท่ามกลางผืนป่าได้อย่างชัดเจน ทางฝั่งของเมิ่งฝานก็ใช้เวลาเหล่านั้นในการศึกษาพลังของศรอัสนีสังหาร

               อิงจากที่รั่วสุ่ยอีบอกนั้น การหลอมศัสตราในครั้งนี้นางปล่อยให้เมิ่งฝานเป็นผู้จัดการด้วยตนเอง แม้จะมีประสบการณ์จากครั้งก่อนแต่เมิ่งฝานก็ไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย เวลาผ่านพ้นไปสองวันเต็มๆ ในเวลาที่ความมืดมิดของยามราตรีคืบคลานเข้ามาหลินเผิงและพวกก็ตามหาที่อยู่ของอสูรเพลิงวิญญาณพบจึงรีบทำกับดักเอาไว้ ซึ่งล้วนแต่ทำมาจากโอสถที่มีฤทธิ์ในการดึงดูดอสูรเพลิงวิญญาณทั้งสิ้น

               กลิ่นหอมของมันลอยคลุ้งไปนับร้อยลี้ สามารถดึงดูดอสูรเพลิงวิญญาณเข้ามาได้!

               ส่วนบริเวณรอบๆ คือหลินเผิงและคนอื่นๆ ที่เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ และปิดล้อมทั่วทุกบริเวณเอาไว้ด้วยเช่นกัน ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องนั้นเมิ่งฝานนั่งขัดสมาธิอยู่ภายในกระโจม เบื้องหน้าของเขาคือวัตถุดิบที่หลินเผิงนำมาให้ ยามนี้เด็กหนุ่มถอนหายใจออกมาเสียงดังด้วยความตื่นเต้นที่ไม่อาจยับยั้ง

               ก่อนหน้านี้ทั้งศิลาสลักลายและลิ่มเจาะกระดูกล้วนแต่เป็นเพียงศัสตราวุธระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ศรอัสนีสังหารนี้กลับเป็นถึงศัสตราวุธระดับสอง นับเป็นความท้าทายไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่นานพลันมีเสียงหัวเราะของรั่วสุ่ยอีดังขึ้นที่ข้างหู “หึหึ ฝึกหลอมไปเรื่อยๆ เจ้าก็จะคุ้นเอง ไม่ต้องห่วง รับนี่ไป ข้าให้เจ้ายืมเตาหลอมโบราณเหมันต์เพลิงของข้า แต่วันหน้าเจ้าจะต้องตามหาเตาหลอมของตนเอง!”

               เมื่อนางพูดจบเตาหลอมโบราณที่เคยปรากฏในคราก่อนก็มาอยู่ตรงหน้าของเมิ่งฝานอีกครั้ง

               มันเป็นเตาหลอมขนาดเท่าฝ่ามือและขยายตัวใหญ่ขึ้นในเวลาต่อมา ก่อนจะตามมาด้วยเปลวเพลิงสีดำเยือกเย็นที่ลุกโชนประหนึ่งเปลวเพลิงแห่งนรกก็ไม่ปาน ทำให้หัวใจสั่นสะท้านไปด้วยความกลัว!

               “การควบคุมเพลิงของปรมาจารย์จิตศัสตราแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน เพราะขั้นพลังของเจ้ายังต่ำต้อย จึงสามารถใช้พลังของเพลิงกมลเหมันต์ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น มิฉะนั้นละก็...หึหึ!”

               เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็ยิ้มเจื่อน เขารู้ดีว่าระดับของเตาหลอมเหมันต์เพลิงนี้ไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่งจึงได้เอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย “มันอยู่ในระดับใดขอรับ?”

               “ระดับที่เจ็ด!” เมื่อเสียงราบเรียบนั้นดังออกมาจากปากของรั่วสุ่ยอีพลันทำให้นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์ ก่อนจะลูบฝ่ามือตนเอง แล้วเอ่ยพลางยิ้มขึ้น “วัตถุเทพสินะขอรับ แล้วคัมภีร์ทวนเทพของข้านั้น...”

               เขายังพูดไม่จบรั่วสุ่ยอีก็ปรากฏตัวขึ้นมาแล้วดีดหน้าผากเขาอย่างแรง

               “เจ้าคิดจะทำสิ่งใด มันผสานกับสายเลือดของข้าไปแล้ว ถ้าหากเจ้ากลืนกินมันก็เท่ากับว่ากลืนกินข้าไปครึ่งชีวิต!”

               เด็กหนุ่มลูบจุดที่บาดเจ็บแล้วยิ้มอย่างจนปัญญา ดูท่าเขาคงจะต้องออกไปตามหาวัตถุเทพที่สุสานสวรรค์ด้วยตนเองแล้ว เพราะพี่สาวขี้เหนียวของเขาผู้นี้อารมณ์ร้ายไม่น้อย หลังจากที่ตั้งจิตมั่นเมิ่งฝานก็มองไปยังวัตถุดิบเบื้องหน้า ก่อนที่ฝ่ามือจะขยับแล้วเริ่มทำการหลอมศัสตราวุธ

               ถึงอย่างไรแล้วเขาก็ต้องทำการหลอมศัสตราวุธด้วยตนเองไปทีละขั้นอยู่ดี!

               นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์ ฝ่ามือกุมเหล็กสีนิลใส่เตาหลอม เมื่อเปลวเพลิงลุกโชนเหล็กสีนิลนั้นก็เริ่มหลอมละลายด้วยความเร็วที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

               ขณะเดียวกันเมิ่งฝานก็ขยับปลายนิ้วเพื่อสลักตราเวทย์ของศรอัสนีสังหารลงไปบนเหล็กสีนิลเหล่านั้น

               หากสำเร็จย่อมหมายความว่าเขาจะกลายเป็นปรมาจารย์จิตศัสตราระดับสอง ซึ่งมันก็เป็นที่น่าหลงใหลอย่างยิ่ง!

               เด็กหนุ่มกัดฟันแน่นก่อนจะใช้พลังจิตของตนเองผสานเข้ากับการหลอมศัสตราวุธอย่างไม่กล้าประมาทเลยแม้แต่น้อย ปลายนิ้วสลักตราเวทย์ลงไป หากไม่ระวังก็อาจนำมาซึ่งความล้มเหลวในทันใด ฉะนั้นแล้วก่อนที่จะเริ่มเมิ่งฝานจึงได้ศึกษาข้อมูลที่รั่วสุ่ยอีให้มาหลายครั้ง

               หลายอึดใจต่อมาภายในกระโจมแห่งนี้ก็เงียบงันจนน่ากลัว มีเพียงเมิ่งฝานเท่านั้นที่อาศัยพลังเพลิงกมลเหมันต์ในการหลอมศัสตราวุธ ชั่วพริบตาต่อมาตราเวทย์อัสนีสังหารพลันปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้า เขาขยับฝ่ามือเพื่อใช้พลังจิตแยกส่วนของตราเวทย์ออกเป็นสองส่วน

               ต้องใช้ส่วนหนึ่งทำคันศร อีกส่วนใช้ทำลูกศร มันจึงจะถูกเรียกว่าศรอัสนีสังหารอย่างแท้จริง!

               เมื่อเขาดีดนิ้วพิภพบริสุทธิ์และบัวบุษราคัมก็ลอยเข้าไปผสานตัวกับวัตถุดิบ เมิ่งฝานใช้เพลิงกมลเหมันต์ในมือเริ่มทำการหลอมอีกครั้ง เมื่อกำปั้นของเขาทุบลงไปบนนั้นเหล็กสีนิลก็เปลี่ยนรูปไป

               พลังปราณสอดผสาน สะเก็ดเพลิงสาดกระจาย ภายในนั้นมีแสงแห่งความเย็นเปล่งประกายขึ้นมาบางส่วน

               เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยามเต็มๆ ที่เมิ่งฝานใจจดใจจ่ออยู่กับสิ่งนี้ ส่วนรั่วสุ่ยอีที่จับตาดูการหลอมศัสตราวุธภายในไข่อสูรทมิฬอย่างเงียบงันพลันมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างไม่อาจห้ามได้ ไม่ว่าจะเป็นนิสัยหรือความสามารถของเด็กหนุ่มผู้นี้ก็เหมาะที่จะเป็นปรมาจารย์จิตศัสตราทั้งสิ้น

               ฝึกฝนนับร้อยนับพันครั้ง จิตใจไม่หวั่นเกรง!

               สำหรับรั่วสุ่ยอีที่คุ้นเคยในมรรคาแห่งการหลอมศัสตราวุธย่อมรู้ดีว่าการควบคุมเพลิงกมลเหมันต์นั้นยากเย็นเพียงใด แต่เมิ่งฝานกลับหาได้ส่งเสียงแสดงความเจ็บปวดยากเย็นไม่ ยามนี้เองที่เพลิงกมลเหมันต์วาวโรจน์ขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงตวาดของเมิ่งฝานที่ดังขึ้นในกระโจมพลางปล่อยพลังฝ่ามือออกไปเบื้องหน้าหลายครั้ง

               เบื้องหน้าของเขาในยามนี้มีแสงสว่างเปล่งประกาย เพียงชั่วพริบตาก็กลายเป็นศัสตราวุธสองสิ่ง หนึ่งคันศร เจ็ดลูกดอก และสัญลักษณ์ที่เปล่งประกายอยู่บนนั้นก็คือตราเวทย์แห่งอัสนีสังหาร สามารถรองรับพลังปราณมหาศาลไว้ภายใน การหลอมศรอัสนีสังหาร...เสร็จสมบูรณ์แล้ว!

               เมิ่งฝานนั่งลงไปกับพื้น ร่างกายของเขาในยามนี้เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อและร้องออกมาด้วยความเหนื่อยล้า เวลานี้เขาไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดการเป็นปรมาจารย์จิตศัสตราจึงต้องมีพลังจิตมากมาย เพราะหากไม่มีพลังจิตมากพอย่อมไม่อาจหลอมศัสตราวุธได้สำเร็จ ซึ่งในขณะนี้พลังจิตภายในหัวของเมิ่งฝานได้ถูกใช้ไปหมดแล้ว จึงรู้สึกวิงเวียนตาลายยิ่ง

               เมิ่งฝานนำไข่อสูรทมิฬออกมาแล้วนั่งขัดสมาธิเพื่อทำการฟื้นฟูพลังของตนเอง

               “บัดซบ เหนื่อยเสียจริง แต่สิ่งที่ได้นั้น...” เขากระตุกยิ้มก่อนจะเอ่ยอย่างจนปัญญา

               เมื่อเขาพูดจบรั่วสุ่ยอีก็พูดจาเสียดสีอย่างไม่สนใจความรู้สึกของอีกฝ่าย “ขณะนี้มันยังไม่ถึงไหนเลยด้วยซ้ำ เส้นทางของปรมาจารย์จิตศัสตรายังอีกยาวไกล เจ้าเพิ่งจะก้าวขึ้นมาในระดับสองอย่างยากลำบาก ต้องเพิ่มพลังจิตให้มากกว่านี้จึงจะดี หากไม่ใช่เพราะพลังของเพลิงกมลเหมันต์ค่อนข้างรุนแรงเจ้าต้องยืนหยัดในเวลาที่ยาวนานยิ่งกว่านี้ หรือบางทีก็อาจจะล้มเหลว แต่ข้าในยามนั้นสามารถก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์จิตศัสตราระดับสามได้ในทันทีเลยด้วยซ้ำ!”

               เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็ส่ายหน้าก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ท่านพี่ผู้เลอโฉม ท่านคิดว่าทุกคนจะแข็งแกร่งดั่งคนโรคจิตเหมือนท่านทั้งหมดเลยหรือไร...”

               “ให้ตายเถอะ เจ้าต่างหากที่โรคจิต!”

               รั่วสุ่ยอีกระตุกยิ้มแล้วไม่สนใจเมิ่งฝานอีก แม้ว่าในยามนี้เขาจะได้รับการยอมรับจากรั่วสุ่ยอีเพียงเล็กน้อยแต่เมิ่งฝานก็คิดว่าตนเองไม่เลวอย่างมากแล้ว เพราะการที่ได้เป็นปรมาจารย์จิตศัสตราระดับสองนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่เขาในวันวานไม่กล้าแม้แต่จะคาดคิด

               ปรมาจารย์จิตศัสตรา เป็นอาชีพที่ลึกลับและร่ำรวยจนเลื่องลือในใต้หล้ามาโดยตลอด และเมิ่งฝานก็ยังรู้อีกด้วยว่าในเมื่อก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์จิตศัสตราเช่นนี้ ในวันข้างหน้าจะมีเหรียญทองคำให้ใช้อย่างไม่ขัดสน ซึ่งหากได้รับการยอมรับจากปรมาจารย์จิตศัสตราผู้อื่นด้วยก็จะถือเป็นสิ่งที่เยี่ยมยอด

               อย่างซวินจางที่หน้าอกของสวีซิวนั้นเป็นสิ่งที่สมาคมปรมาจารย์จิตศัสตราแห่งพรมแดนจตุทิศมอบให้แก่เขา ซึ่งในบรรดาปรมาจารย์จิตศัสตราแห่งพรมแดนจตุทิศนี้ สมาคมปรมาจารย์จิตศัสตรานับว่าเป็นใหญ่ เล่าว่าอีกฝ่ายนั้นลึกลับเป็นอย่างยิ่ง หากได้เป็นหนึ่งในสมาคมก็ไม่จำเป็นต้องยำเกรงต่อจอมยุทธ์ยอดฝีมือใดในแผ่นดินใหญ่

               หากได้รับซวินจางแห่งปรมาจารย์จิตศัสตรา ในแต่ละเดือนจะได้รับเหรียญทองคำถึงสามพันเหรียญ แม้จะเป็นเพียงปรมาจารย์จิตศัสตราระดับหนึ่งก็ตาม! เมื่อคิดได้ดังนั้นเมิ่งฝานก็รู้สึกตื่นเต้นไปทั้งหัวใจ ก่อนจะข่มความตื่นเต้นเอาไว้แล้วฟื้นฟูพลังต่อไป

               ในชั่วพริบตาที่ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วกระโจมนั้น กลับมีเสียงร้องของสัตว์อสูรคำรามขึ้นมาจากรอบนอก ระลอกคลื่นแห่งพลังแผ่ซ่านพร้อมกับที่มีลำแสงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า โดยเจ้าของเสียงนั้นวิ่งทะยานด้วยความเร็วมุ่งตรงไปยังกับดักที่หลินเผิงและคนอื่นๆ สร้างเอาไว้ในพุ่มหญ้า

               มันมีร่างกายที่ปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีแดงเพลิง ยาวหลายเมตร บนหัวมีเขาที่พิเศษ เสียงคำรามคล้ายดั่งสายฟ้าฟาด มันก็คืออสูรเพลิงวิญญาณซึ่งเป็นสัตว์อสูรระดับสี่นั่นเอง มันเป็นสัตว์อสูรที่เทียบเท่ากับจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณระดับต้นและในชั่วพริบตาที่มันปรากฏตัวขึ้นผืนป่าแห่งนี้ก็ปกคลุมไปด้วยกลิ่นคาวเลือด

               “มันออกมาแล้ว ทุกคนระวังตัว ลงมือพร้อมกัน!”

               หลังจากที่ตวาดออกไปหลินเผิงก็ระเบิดพลังปราณออกมาจากร่างกาย ผู้คนที่อยู่ด้านหลังก็ขยับเคลื่อนพร้อมกัน พลังปราณหลายขุมสอดผสานแล้วพุ่งทะยานไปยังสัตว์อสูรตัวนั้นอย่างพร้อมเพรียง พวกเขาเฝ้ารอมาเนิ่นนานก็เพื่อโอกาสตรงหน้าในยามนี้ ฉะนั้นแล้วหลินเผิงจึงไม่อาจเฝ้ารอได้อีกต่อไป

               ท่ามกลางความมืดดำนั้น การโจมตีด้วยพลังปราณพุ่งทะยานไปยังเป้าหมายที่วิ่งเข้ามา!

               ปัง! ปัง!

               พลังปราณหลายขุมพุ่งปะทะร่างของอสูรเพลิงวิญญาณ แม้ว่ามันจะเป็นถึงสัตว์อสูรระดับสี่ก็ยังร้องคำรามออกมาหลายครั้ง

               และถึงแม้ว่าผู้คนที่อยู่ ณ สถานที่แห่งนี้จะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมันเลยสักคน แต่ถึงอย่างไรสัตว์อสูรระดับสี่ก็หาได้มีพลังในการป้องกันดั่งเช่นราชาสัตว์อสูรไม่ จึงทำให้มีเลือดสาดกระเซ็นออกมาจากร่างกายของมัน

               โฮก!

               หลังจากที่ร้องคำรามเสียงดัง อสูรเพลิงวิญญาณก็รู้ว่าตนเองติดกับเข้าแล้ว มันขยับตัวด้วยการเหยียบย่ำไปบนพื้นจนทำให้เกิดการสั่นสะเทือนคล้ายดั่งแผ่นดินไหว ก่อนจะพุ่งทะยานออกไปอีกทิศในเวลาต่อมา

               “ตามมันไป อย่าให้มันหนีไปได้!”

               หลินเผิงตวาดออกไปเสียงดัง แล้วผู้คนทั้งหลายด้านหลังเขาก็รีบตามไปติดๆ เพียงชั่วพริบตาพลันมีเสียงทะลวงอากาศดังขึ้นหลายครั้ง พร้อมกับเสียงอันเยือกเย็นของหลิวลี่ “หลินเผิง มันเป็นของข้า เจ้าอย่ามาแย่ง!”

               “เหลวไหล!” หลินเผิงเอ่ยด้วยเสียงที่เยือกเย็น ใบหน้าของเขาดุดัน ในยามนี้อสูรเพลิงวิญญาณได้รับบาดเจ็บแล้ว ฉะนั้นเขาจะยอมแพ้ไม่ได้ ในเวลาต่อมาเขาใช้ปลายหอกชี้ออกไปพร้อมกับตวาดเสียงเข้ม “วันนี้ต้องสู้ให้ถึงที่สุด ผู้ใดกล้าแตะต้องของของข้ามันจะต้องตาย!”

               พลังปราณของเขาแผ่ซ่าน การที่หลินเผิงสามารถบำเพ็ญตนได้ถึงขั้นนี้ทั้งที่อายุเพียงยี่สิบปีก็บ่งบอกแล้วว่าเขามีศักยภาพที่ไม่ธรรมดา พลังลมปราณทั้งหมดในกายระเบิดออกมา ทำให้แม้แต่ผู้ที่ลอบโจมตีอย่างหลิวลี่และคนอื่นๆ ต่างก็หน้าถอดสีด้วยความยำเกรง ก่อนจะมีเสียง ‘ฉึบ’ ดังขึ้นในอากาศ

               “ศรเงาจันทรา!”

               ภายใต้แสงจันทร์คือแสงที่คล้ายดั่งสายฟ้าแล่นทะยานตรงมายังต้นคอของหลินเผิง ต่อให้เป็นเขาก็ยังต้องใช้กายาแสดงปราณ หอกเล่มยาวตวัดขึ้นมาด้านบนก่อนจะมีเสียงปะทะดังขึ้นในอากาศ ภายใต้แรงจู่โจมมหาศาลทำให้หลินเผิงต้องล่าถอยไปหลายก้าว ขณะเดียวกับที่ซอกนิ้วของเขาแตกและมีบาดแผลปรากฏเพราะแรงสั่นสะเทือน

               เห็นได้ชัดว่าภายในความมืดท่ามกลางผืนป่าซึ่งเป็นจุดที่ปล่อยศรเงาจันทรานั้น มีปรมาจารย์จิตศัสตราผู้หนึ่งกำลังถือคันศรเอาไว้ในมือ จากนั้นก็มีเสียงทะลวงอากาศของลูกศรดังขึ้นมาอีกครั้งและพุ่งทะยานไปยังชายฉกรรจ์หน้าหนวดที่อยู่ด้านหน้าสุด เขาหาได้มีพลังแข็งแกร่งดั่งหลินเผิงไม่ จึงทำให้หัวไหล่มีเลือดสาดกระเซ็นก่อนจะร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดในทันใด

               ฉึบ! ฉึบ!

               ไม่ไกลนัก ทุกครั้งที่มีเสียงทะลวงอากาศดังขึ้นในความมืดมันคล้ายดั่งเสียงเรียกของเทพแห่งความตายก็ไม่ปาน หลินเผิงและคนอื่นๆ ต่างพากันหาที่หลบ หากอยู่ในระยะของศรเงาจันทรานั้นจะต้องตายเป็นแน่ เพราะปรมาจารย์จิตศัสตราผู้ควบคุมคันศรได้ผสานพลังจิตของตนเองเอาไว้บนลูกศรและมีความแม่นยำสูงจนน่าสะพรึง

               สวีซิว!

               หลินเผิงกัดฟันแน่น มองไปยังพุ่มไม้ด้วยนัยน์ตาที่อัดแน่นไปด้วยความโกรธแค้นและจนปัญญา

               “ฮ่าฮ่า ให้ตายเถอะ แล้วเจ้าผีตัวน้อยผู้นั้นไปไหนเสียแล้ว? วันนี้เหล่าจื่อจะให้พวกเจ้าได้ตายตามกันไปทั้งหมด ผู้ที่ล่วงเกินเหล่าจื่อไม่มีวันได้รับจุดจบที่สวยงามเป็นแน่!” เสียงอันเหิมเกริมของสวีซิวดังขึ้นในพุ่มไม้ ลูกศรวางไว้บนคันธนูเตรียมตัวยิงออกมาอีกครั้ง

               เพียงชั่วพริบตาต่อมาพลันมีเสียงทะลวงอากาศดังขึ้นท่ามกลางความมืด

               ฉึบ!

               เสียงนั้นรุนแรงยิ่งกว่าเมื่อครู่ เงาศรรวดเร็วดุจสายฟ้า พุ่งทะลุศีรษะคนที่อยู่ข้างหลิวลี่ไปอย่างฉับพลัน เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นและตายในทันใด

               ยังมี...ยังมีปรมาจารย์จิตศัสตราอีกคน!

               ความตกตะลึงพลันปกคลุมไปทั่วบริเวณในทันใด!