ตอนที่50
เลือกอาวุธในหอคอย
หลังจากที่ซวงเอ๋อร์เอาตำรามาให้ไป๋เหอก็ได้เปิดดูจึงได้รู้ว่านางได้เลือกเคล็ดวิชาล่องลอยไร้เงา มาให้ตน พอเขาได้ลองอ่านข้างในถึงกับน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
“ล่องลอยไร้เงาอย่างนั้นหรอน่าสนนะแสดงว่าถ้าหากข้าฝึกวิชานี้จะทำให้ข้ามีความรวดเร็วคล่องตัวที่เป็นดั่งสายลมใช่หรือไม่” ชายหนุ่มหันไปถามอี้เฟยที่นั่งอยู่ข้าง ๆเพราะเขาคิดว่านางน่าจะเคยอ่านตำราเล่มนี้มาก่อน
“ใช่แล้ว วิชาล่องลอยไร้เงาเป็นวิชาที่ฝึกแล้วมันสามารถเคลื่อนตัวโจมตีได้เร็วจนคนอื่นมองไม่ทันหากฝึกต่อไปอีกเรื่อยๆ มันสามารถหายตัวไปโผล่ตรงหน้าศัตรูได้ในพริบตาเดียว” วิชานี้นางฝึกสำเร็จมาหลายปีแล้วและคนในสำนักชิงเฉิงมีไม่กี่คนที่สามารถฝึกถึงขั้นนี้เพราะมันฝึกยากมันต้องใช้ความอดทนอย่างสูงและการมีสติปัญญาที่จะเข้าใจในเคล็ดวิชาเล่มนี้
“เหมือนกับล่องหนอย่างนั้นเหรอ” ไป๋เหอมีสีหน้าตื่นเต้นขณะเอ่ยพูดหากเป็นเช่นนั้นเขาควรจะฝึกมัน เพราะด้วยความเร็วของเขาในตอนนี้ยังเร็วไม่พอหากได้เคล็ดวิชานี้ช่วยเขาจะต้องสามารถฆ่าศัตรูได้ในพริบตาเดียวโดยไม่ต้องใช้เวลานานให้เสียเวลา
“แต่วิชานี้ค่อนข้างจะฝึกนานอยู่นะกว่าจะสามารถล่องหนได้หากไม่เข้าใจเคล็ดลับในวิชานี้”
“ไม่เป็นไรสำหรับข้ายังไงก็ได้ขอให้สามารถฝึกมันได้ก็พอ แล้วตัวข้าเองก็เชื่อว่าสามารถฝึกมันได้อย่างรวดเร็วแน่นอน” เขาคิดว่าไม่มีอะไรเกินความสามารถของตนไปได้ไม่รู้ว่าเขาเอาความมั่นใจมาจากไหนจึงกล่าวคำนี้ออกไป
“อืม ว่าแต่หลานของท่านยังไม่มีอาวุธใช้ใช่หรือไม่” หญิงสาวไม่รู้ว่าเหตุใดเขาถึงพูดเช่นนี้มาได้ทั้งที่วิชานี้ค่อนข้างจะฝึกยากคนสำเร็จก็มีเพียงหยิบมือ แล้วอีกอย่างนางก็เห็นว่าซวงเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างๆไม่มีอาวุธประจำกายเลยสักชิ้นหรือแหวนมิติสวมใส่ทำให้อยากให้อาวุธนางสักชิ้นหนึ่ง นี่คือสิ่งปรารถนาของบิดาที่ว่าจะต้องช่วยเหลือชายผู้นี้ให้เต็มที่นี่นางกำลังตอบแทนเขาอยู่
“ใช่แล้วหลานข้ายังไม่มีอาวุธใช้ทำไมเหรอหรือว่าเจ้ามีให้นาง” อาวุธที่จะให้ซวงเอ๋อร์นั้นจำเป็นจะต้องให้ตอนที่เข้าไปสำนักเมฆาสวรรค์เขาไม่อยากจะเปิดเผยว่าตนเองถือครองอาวุธระดับจุตินี้ไว้ในมือเพราะหากคนที่มีฝีมือมาแย่งชิงไปก็จะเสียของที่ท่านอาวุโสได้ให้ไว้ อาวุธระดับจุติมีเพียงไม่กี่ชิ้นในอาณาจักรนี้เขาจำเป็นจะต้องเก็บไว้เป็นความลับ
“ข้าย่อมมีอยู่แล้ว หากท่านสนใจก็สามารถเข้าไปเลือกอาวุธคู่ใจพร้อมกับนางได้เลย”
“จริงเหรอข้าสามารถเลือกอาวุธคู่ใจของข้าได้อย่างนั้นหรอ” ไป๋เหอออกจะตื่นเต้นเมื่อคิดว่าจะได้อาวุธมาครอบครองเป็นของตนเองสีหน้าฉายแววชัดแห่งความยินดี
“ใช่แล้วท่านฟังไม่ผิดพวกเรามีอาวุธมากมายตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงระดับสวรรค์ยกเว้นระดับจุติที่ตระกูลเราไม่มี” นางกล่าวออกมาตามตรงอาวุธที่นี่ที่มีมากมายจริงๆ เป็นอาวุธที่เหล่าอาวุโสเก็บเกี่ยวมาในระหว่างการต่อสู้ทั้งนั้น ตระกูลของนางไม่รู้ว่าอยู่มากี่พันปีแล้วย่อมสะสมอาวุธเรื่อย ๆ
“ถ้าเป็นอย่างนั้นข้าขอบใจมากงั้นเจ้านำพาข้าไปได้เลย”ไป๋เหอไม่ปฏิเสธเพราะมีสิ่งล้ำค่าเช่นนี้อยู่ตรงหน้าเขาไม่ควรปฏิเสธมันเลยเพราะนั่นมันจะทำให้เขามีอาวุธใช้ที่เป็นของตนเองโดยเฉพาะ ไม่จำเป็นว่าจะต้องใช้กระบี่ของจื่อลู่อีกแล้วและกระบี่ระดับจุติก็ไม่ควรจะเอามันออกมาใช้เลยเขาจำเป็นจะต้องมีอาวุธคู่กาย
อี้เฟยพาไป๋หลงและซวงเออร์ไปยังหอคอยมีทั้งหมด 9 ชั้น
พวกเขาไปยืนหน้าหอคอยนั้นเหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง ไป๋เหอจำได้ว่าหอคอยแห่งนี้มีบางอย่างอยู่ด้านในที่แข็งแกร่งมากครั้งเมื่อเข้ามาตอนแรก แต่ตอนนี้เขาไม่กล้าที่จะใช้จิตสำรวจพวกมันอีกแล้วกลัวจะเจอของดีเหมือนคราแรก
ในขณะที่พวกเขายืนรออยู่นั้นได้ปรากฏชายผมหงอกเต็มหัวแต่ใบหน้านั้นยังคงอยู่ในช่วงวัยกลางคนราวกับมีวิชาหายตัวได้ปรากฏซึ่งๆ หน้าก่อนจะเดินออกมาประสานมือคารวะอี้เฟย
“คารวะคุณหนู”
“ข้าพาท่านไป๋หลงและซวงเอ๋อร์มาเลือกอาวุธอยากให้ท่านหยุนซีเปิดหอคอยให้หน่อย” นางกล่าวกับคนที่เฝ้าที่นี่เขาอยู่ในตระกูลของนางไม่รู้ว่ากี่ร้อยปีมาแล้วส่วนวรยุทธนั้นน่าจะสูงกว่านางนิดหน่อย
“ได้ขอรับ” ชายที่ชื่อหยุนซีเดินไปยืนหน้าประตูก่อนที่จะทำมือร่ายคาถาค่ายกลเพื่อเปิดประตู
ไป๋เหอที่จ้องมองดูการกระทำของชายผู้นี้ไม่กระพริบตาราวกับว่าเคล็ดวิชาร่ายอาคมนี้เขาอยากที่จะเรียนรู้มัน นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาได้เห็นการร่ายคาถาเช่นนี้ ครั้งแรกก็อี้เฟยที่ร่ายเปิดเรือนของบิดาของนางและชายผู้นี้อีกก่อนจะเห็นประตูค่อยๆ เปิดออก
“เอาละท่านไป๋หลงอาวุธต่าง ๆอยู่ในที่แห่งนี้แล้วท่านสามารถเลือกได้เลยว่าชอบแบบไหนมีทั้งหมดถึง 9ชั้นยิ่งสูงก็ยิ่งได้ระดับที่สูงขึ้น อาวุธระดับสวรรค์อยู่ในชั้น 9 มีแค่ชั้นเดียวแต่ว่ามันไม่ได้มาง่าย ๆ เพราะแต่ละชั้นมีแรงกดดันมหาศาลยิ่งสูงก็ยิ่งกดดันมากข้าหวังว่าท่านจะสามารถหยิบมันได้ส่วนอาวุธนั้นไม่ใช่ว่าเราจะเลือกมันได้นอกจากมันต้องเลือกเราด้วย”
คนที่ขึ้นไปหยิบอาวุธระดับสวรรค์จะต้องมีพลังทางร่างกายที่แข็งแกร่งมากพอ ตัวนางเคยขึ้นไปอยู่ครั้งหนึ่งตอนที่หยิบอาวุธชิ้นแรกตอนนั้นนางอายุ25 นี่ก็ผ่านมาหลายปีแล้วไม่เคยขึ้นไปอีกเลย
ไป๋เหอไม่ได้สนใจว่าตนเองจะได้อาวุธระดับไหนแต่กลับเป็นกังวลคนที่อยู่ข้างๆ กลัวว่าร่างกายของนางจะรับไม่ไหวมากกว่า
เมื่อซวงเอ๋อร์นางหันมาเห็นแววตาที่เป็นกังวลของพี่ชายก็อดที่จะกลุ้มใจไม่ได้เพราะนั่นเขากำลังเป็นห่วงนางอย่างมาก นางยังอ่อนแอเกินไปจนทำให้พี่ไป๋เหอนึกเป็นห่วงนางเข้าใจดีแต่จะพยายามทำให้เต็มที่จะพยายามไม่ให้พี่ชายเป็นกังวล
“ท่านอาไม่ต้องเป็นห่วงซวงเอ๋อร์จะทำมันให้ดีที่สุด”
ชายหนุ่มเพียงยิ้มก่อนจะหยิบเอายาออกจากแหวนส่งให้นาง นี่ยาแก้อาการบาดเจ็บและยาเพิ่มลมปราณหวังว่าจะช่วยเจ้าได้
“ขอบคุณท่านอาเจ้าค่ะ” นางรับมันมาเก็บไว้
“นี่คือหยกใช้เรียกคนหากร่างกายไม่ไหวแล้วให้ทุบหยกนี่จนแตกเดี๋ยวท่านหยุนซีจะขึ้นไปรับ” อี้เฟยมอบหยกให้คนละอันนางหวังว่าพวกเขาจะได้รับอาวุธระดับที่ดีไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นระดับสวรรค์ก็ได้ขอให้ผ่านเข้าชั้น6 ให้ได้ก็พอ
ทั้งสองหยิบหยกจากมือของอี้เฟยคนละอันแล้วเดินเข้าไปด้วยกันต่างก็มองสำรวจรอบๆ และชั้นแรกดูเหมือนว่าแรงกดดันไม่ค่อยได้รับผลกระทบกับร่างกายและอาวุธชั้นแรกก็มีน้อยเหลือเกินก่อนที่เขาจะพากันขึ้นไปอีกเป็นชั้นที่ 2
“ที่นี่มีแต่อาวุธระดับปฐพีเราขึ้นไปชั้นที่ 3กันเถอะว่าแต่เจ้าพอรับไหวหรือไม่” ไป๋เหอเป็นห่วงคนที่อยู่ข้างกายไม่ห่างการเดินในแต่ละชั้นมีอุปสรรคก็คือโดนพลังกดทับลงมาราวกับว่ามันเป็นก้อนหินขนาดใหญ่ที่ต้องแบกไว้แต่เขาไม่ได้รับผลกระทบเหล่านั้นอาจจะเป็นเพราะชั้นพลังของเขาที่อยู่สูงพอ
“ซวงเอ๋อร์ไม่ได้รับแรงกดดันเท่าไหร่ท่านอาไม่ต้องเป็นห่วงเจ้าค่ะ” หญิงสาวตอบยิ้ม ๆ นางยังไม่ได้รู้สึกอะไรเท่าไหร่
“อืม”
ชายหนุ่มเพียงพยักหน้าน้อยๆก่อนจะพากันขึ้นไปที่ชั้นที่ 3 ในระหว่างที่ก้าวไปชั้นที่ 3 แรงกดดันเริ่มมีขึ้น
ซวงเอ๋อร์เริ่มรู้ถึงพลังที่กดทับลงมาแต่นางก็ฝืนเดินขึ้นไปก้าวทีละก้าวอย่างเชื่องช้า
แต่สำหรับไป๋เหอที่ดูเหมือนว่าไม่ได้รับผลกระทบกลับเดินขึ้นไปอย่างง่ายดายแต่เมื่อหันมามองดูน้องสาวเขากลับเป็นห่วงรีบเดินเข้าไปประคองร่างกายของนางไว้
“เจ้าไหวหรือไม่”
“ดูเหมือนว่าที่นี่จะมีแรงกดดันอยู่แต่ซวงเอ๋อร์สามารถทนได้เราขึ้นไปต่อกันดีกว่า” นางตอบด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มแม้จะอึดอัดอยู่บ้างกับการโดนพลังกดทับแต่นางคิดว่าชั้นนี้พอทนได้อยู่
เมื่อก้าวขึ้นเหยียบบันไดขั้นที่ 4 ซวงเอ๋อร์เริ่มรู้สึกถึงพลังกดทับอีกครั้งและดูจะรุนแรงกว่าเดิมอีกก้าวขาทีละก้าวก็เริ่มจะแสนลำบากยากเข็ญแต่พี่ชายของนางที่เป็นห่วงก็คอยอยู่เคียงข้างนางจำเป็นจะต้องอดทนให้ได้เพื่ออาวุธที่สูงขึ้น
“เจ้าอดทนนะซวงเอ๋อร์ตอนนี้เรายังอยู่ในชั้นที่มีอาวุธระดับปฐพีอยู่เลยระดับอัคคีจะอยู่ที่ชั้น6 แต่ดูเหมือนจะน้อยนิด เจ้าอดทนพอที่จะขึ้นไปชั้น 6 ไหวหรือไม่” ชายหนุ่มมีสีหน้าเป็นกังวลเมื่อเห็นว่านางเริ่มมีอาการเจ็บปวดแม้เขาไม่รู้สึกแต่หญิงสาวที่มีพลังน้อยนิดย่อมที่จะได้รับผลกระทบนั้น
“ซวงเอ๋อร์ทนได้เจ้าค่ะ” นางกัดฟันสู้อีกครั้งเดินขึ้นไปยังชั้นที่ 5ต่อแต่นั้นกลับทำให้นางกระอักเลือดออกมา
“ซวงเอ๋อร์เจ้าเป็นอย่างไรบ้างไหวหรือไม่พอแค่นี้ดีไหมเดี๋ยวข้าจะส่งเจ้ากลับไป” ไป๋เหอมีสีหน้าร้อนรนเป็นกังวลว่านางจะได้รับอันตรายมากกว่านี้คิดว่านางไม่ต้องแล้วเดี๋ยวเขาจะเป็นคนเอาอาวุธมาให้นางเอง เขาไม่อาจทนเห็นนางได้รับบาดเจ็บได้
ซวงเอ๋อร์หยิบยาที่ไป๋เหอให้กลืนลงคอแล้วเริ่มโคจรพลังในร่างกายอีกครั้งยาที่รับเข้าไปทำให้อาการบาดเจ็บค่อยดีขึ้นและรีบกินยาเพิ่มลมปราณเข้าไปอีก เมื่อคิดว่าตนเองเหมือนกำลังโดนดูดลมปราณออกจากร่าง
“ซวงเอ๋อร์เริ่มดีขึ้นแล้วเจ้าค่ะ” เมื่อได้ยาชั้นดีจากพี่ชายหญิงสาวที่มีใบหน้าซีดเซียวก็เริ่มมีเลือดฝาดกลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง
ไป๋เหอคิดว่าหากเขามีเคล็ดวิชาที่สามารถทำให้คนอื่นหรือตัวเขาเองไม่ได้รับผลกระทบกับพลังหรือไม่ก็อาวุธ เขาน่าจะเรียกว่าพลังเกราะกำบังหรือเปล่าไป๋เหอไม่แน่ใจ แต่ที่นี่จะมีเคล็ดวิชานั้นหรือไม่หากออกไปแล้วจะสอบถามอี้เฟยเพื่อเอามาฝึกหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกจะได้ช่วยซวงเอ๋อร์ให้พ้นจากแรงกดดันนี้
“ถ้าเริ่มดีขึ้นแล้วเราเดินไปกันอีกเถอะเจ้าทนอีกนิดนึงนะพอถึงชั้น6 ได้อาวุธแล้วข้าจะส่งเจ้ากลับ” ไป๋เหอประคองร่างหญิงสาวไว้แล้วเดินไปด้วยกันแม้จะเป็นห่วงนางเพียงใดแต่หญิงสาวกลับไม่คิดจะยอมแพ้เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาจำเป็นจะต้องช่วยเหลือนางให้ถึงที่สุด
เมื่อเริ่มเดินขึ้นบันไดขั้นแรกของชั้นที่ 6 ซวงเอ๋อร์ถึงกับขยับตัวลำบากนางถูกพลังกดทับถึงขั้นทรุดนั่งที่พื้น ไป๋เหอรีบประคองหญิงสาวไว้ด้วยความเป็นห่วง
“รู้สึกว่าชั้นนี้จะรุนแรงกว่าชั้นอื่น ๆที่ผ่านมาซวงเอ๋อร์ขยับตัวลำบาก” นางพยายามลุกขึ้นอีกครั้งแม้จะลำบากเพียงใดนางจำเป็นจะต้องยืนหยัดให้ได้
“งั้นเจ้าออกไปรอข้าข้างนอกเดี๋ยวข้าจะหาอาวุธให้เจ้าเอง”
“ไม่ได้ เรื่องนี้ขอซวงเอ๋อร์พึ่งตนเองบ้างเถอะท่านอาอย่าได้เป็นกังวลขอให้ซวงเอ๋อร์ทำเต็มที่ดูก่อน”
อยากจะห้ามแต่เมื่อใบหน้าที่มุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ของซวงเอ๋อร์แล้วชายหนุ่มทำได้เพียงปล่อยนางไปให้เผชิญกับความกดดันนั้นเองส่วนเขาจะเฝ้าดูห่าง ๆแม้จะกังวลใจมากแค่ไหนก็ไม่อาจจะห้ามนางได้
ซวงเอ๋อร์กัดฟันสู้อีกครั้งนางฝืนร่างกายให้ลุกขึ้นแล้วค่อยขยับทีละขั้นบันไดจนสามารถพาร่างกายเข้าไปในชั้น6 ได้และคงไม่สามารถขึ้นไปมากกว่านี้แล้ว นางมองดูว่าอาวุธแต่ละชนิดที่อยู่ในนี้ราว20 ชิ้นให้เลือก นางค่อยเลือกพิจารณาแต่ละชิ้นอย่างตั้งใจโดยมีพี่ชายยืนอยู่ข้าง ๆยังไม่ได้เดินไปไหนราวกับว่ากำลังให้กำลังใจนางอยู่ และสิ่งหนึ่งที่นางสนใจนั้นเป็นกระบี่กับพัดสีฟ้า นางฝืนร่างกายเดินเข้าไปใกล้กับของสิ่งนั้นที่อยู่ใกล้กัน แล้วจ้องมองดูมันว่าตัวเองจะเลือกเจ้าสิ่งไหนและสิ่งนั้นจำเป็นจะต้องเลือกนางด้วยแต่ดูเหมือนว่าสองสิ่งที่นางเลือกไว้นางก็ชอบทั้งสอง
“ท่านอาซวงเอ๋อร์จะเลือกอันไหนดีมีพัดกับกระบี่ที่อยู่ใกล้กัน”นางชี้มือไปยังเจ้าสิ่งนั้นตัดสินใจไม่ถูก
ไป๋เหอที่จ้องมองอาวุธ 2 ชิ้นที่อยู่ในระดับอัคคีเขาพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่าหญิงสาวควรจะใช้อาวุธชนิดใดและเมื่อคิดว่ากระบี่ที่อยู่ในมือของตนเองระดับจุติยังไงก็ต้องเป็นของนางอยู่แล้วจึงชี้มือไปที่พัด
“เจ้าเลือกพัดนั้นมา”
“เจ้าค่ะ” เมื่อเห็นว่าพี่ชายเลือกพัดนางก็ไม่ลังเลเดินเข้าไปหวังจะหยิบมัน แต่แล้วพัดนั้นกลับหลบหลีกหนีไปโดยเร็วไม่ให้นางจับมันได้ราวกับว่ามันหวงแหนตัวมันยิ่งนัก
ปลดลอกอ่านฟรีวันละ 1 ตอนนะครับผม ฝากกดไลท์กดแชร์ให้กำลังใจผมด้วยนะครับ
มีติดเหรียญอ่านล่วงหน้าสำหรับใครที่ไม่อยากรออ่านฟรีวันละ 1 ตอน หากมีคำผิดหรือข้อผิดพลาดประการใดผมต้องกราบขออภัยนะครับเดี๋ยวรีไรท์ว่ากันอีกที