เช้าวันนี้ไป่ฉีมาทำงานที่สตูดิโอรายการแอดเวนเจอร์ ที่ตอนนี้เรตติงพุ่งขึ้นตั้งแต่ไป่ฉีมาเป็นพิธีกรเสริม เงินสมทบการกุศลที่เหล่าดาราที่ถูกเชิญมา แม้จะไม่มาก แต่ก็ไม่น้อยจนน่าเกลียด
ระหว่างถ่ายทำเมิ่งชิงชิงไม่ปล่อยเวลาไปเปล่า ๆ เธอทักทายทำความรู้จักกับผู้จัดการของดาราคนอื่น ๆ ไปด้วย เพราะในวงการนี้การรู้จักคนมาก มีเส้นสายมาก การหางานหรือแม้แต่การเข้าชิงรางวัลต่าง ๆ ในสาขาอาชีพนักร้องหรือนักแสดงก็มีความเป็นไปได้สูงขึ้นตามไปด้วย ถึงเบื้องหน้าจะดูเป็นการแข่งที่ยุติธรรมก็ตาม หากผลงานของดาราที่เข้าชิงรางวัลนั้นสูสีกัน ใครมีเส้นสายมากกว่าก็ได้ไป แต่พวกเขาต้องทำการตัดสินไม่ให้ค้านสายตาแฟนคลับมากเกินไป
ขณะเดียวกันผู้จัดการของนักแสดงหญิงวัยรุ่นหลายคนก็เข้าหาเมิ่งชิงชิงเช่นกัน พวกเขาแลกนามบัตรกับเมิ่งชิงชิง พยายามสร้างความสนิทสนม เพราะไป่ฉีตอนนี้มีชื่อเสียงมากในเมืองหลวง ตอนนี้ในต่างจังหวัดเองก็เริ่มมีกระแสความนิยมบ้างแล้ว หากละครที่ PD เฉินเฟิงถ่ายทำ ออกอากาศเมื่อไหร่ กระแสความนิยมในต่างจังหวัดต้องมาแน่ เมิ่งชิงชิงมองคนพวกนี้ออก พวกเขาอยากจะให้นักแสดงหญิงในสังกัดตนมีข่าวกับไป่ฉีตอนช่วงที่ละครกำลังเป็นที่นิยมแน่ ๆ เรื่องนี้เธอได้เรียนรู้มาจากผู้จัดการของซีโม่ มันเป็นสิ่งที่เรียกว่าการเกาะกระแส
‘ฉันไม่ยอมยกแฟนตัวเองให้ไปเป็นข่าวกับใครหรอก’ เมิ่งชิงชิงคิดในใจ
หลังเสร็จงานถ่ายรายการแอดเวนเจอร์แล้ว ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงเดินทางไปสตูดิโอของฟางเซียนต่อ การลองเสื้อผ้าผ่านไปได้ด้วยดี ฟางเซียนได้ลองให้ไป่ฉีเดินดู เพื่อถามความรู้สึกว่าเคลื่อนที่สะดวกรึเปล่า ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร
“รู้อะไรไหมไป่ฉี เธอมีพลังและเสน่ห์น่าดึงดูดมากตอนอยู่บนแคทวอล์ค เธอทำให้ฉันนึกถึงคุณเมิ่งเจี่ยตอนที่เขายังเป็นท็อปซูเปอร์โมเดลของโลก แต่ถ้าให้เทียบกันจริง ๆ ฉันว่าเธอเหนือกว่าในด้านความตราตรึงใจล่ะนะ” ฟางเซียนกล่าวชื่นชมจากใจจริง
“ขอบคุณครับ แต่ผมว่าปู่เมิ่งเจี่ยเก่งกว่าผมนะครับ เพราะมีความสามารถทั้งการเป็นนายแบบและดีไซน์เนอร์” ไป่ฉีถ่อมตัว
“เอาเถอะ ไป่ฉี วันนี้เธอมีงานต่อรึเปล่า” ฟางเซียนถาม
“ไม่มีครับ” ไป่ฉีตอบ
“งั้นดีเลย เธอช่วยใส่ชุดที่เธอต้องเดินในแฟชั่นโชว์ของฉัน แล้วมาเป็นแบบให้ฉันถ่ายภาพหน่อยได้ไหม” ฟางเซียนถาม
“ได้ครับ แต่จะเอาไปใช้อะไรรึเปล่าครับ ภาพที่จะถ่ายน่ะ” ไป่ฉีถาม
“อืม ขอพูดตรง ๆ เลยนะ จากที่เห็นเธอมา 2 ครั้งแล้ว ไม่รู้ว่าเธอรู้ตัวรึเปล่า แต่จะบอกไว้ว่าเธอเป็นมิวส์สำหรับฉันกับคุณเมิ่งเจี่ยละมั้ง” ฟางเซียนกล่าว
“หมายถึงผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับดีไซน์เนอร์สินะครับ” ไป่ฉีถาม
“ใช่ ดังนั้นฉันจึงอยากจะขอเก็บภาพของเธอไว้ดูเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ถ้าจะให้ดีว่าง ๆ เธอมาหาฉันที่คฤหาสน์ก็ได้” ฟางเซียนกล่าวพร้อมกับยื่นที่อยู่ให้กับเมิ่งชิงชิง
“ได้ครับ ถ้าผมว่างนะครับ” ไป่ฉีกล่าว
การถ่ายภาพเริ่มขึ้น ซึ่งฟางเซียนเป็นคนลงมือถ่ายภาพของไป่ฉีเอง เวลาเพียงไม่นานภาพของไป่ฉีในชุดต่าง ๆ ที่ใช้ในงานแฟชั่นโชว์ครั้งนี้ถูกถ่ายไว้ทั้งหมด แน่นอนว่ามีเสื้อที่นายแบบคนอื่นต้องใส่ด้วย แต่ฟางเซียนนำมาให้ไป่ฉีใส่ ด้วยการแก้ไซส์แบบชั่วคราว ทำให้เสื้อนั้นดูพอดีตัวกับไป่ฉี
“นี่เป็นค่าตอบแทนที่มาเป็นแบบให้ฉันภายภาพ ถือเป็นเงินพิเศษที่ฉันให้ส่วนตัวละกันนะ” ฟางเซียนยื่นเช็คที่มีตัวเลข 6 หลักระบุไว้
“งั้นขอรับไว้ด้วยความยินดีครับ” ไป่ฉีรับเช็คแล้วส่งให้กับเมิ่งชิงชิงทันที
“เอ๋…..กระเป๋าเงินอยู่ที่แฟนงั้นเหรอ” ฟางเซียนพูดค่อย ๆ ให้ได้ยินกันแค่ 2 คน
“ก็ไม่ทั้งหมดหรอกครับ” ไป่ฉีตอบ
“งั้นเองเหรอ ตอนนี้ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ฉันไม่ขอรั้งตัวไว้แล้วล่ะ” ฟางเซียนกล่าว
“เช่นกันครับ แล้วเจอกันวันงานแฟชั่นโชว์นะครับ” ไป่ฉีก้มตัวทำความเคารพอีกครั้งพร้อมกับเมิ่งชิงชิง ก่อนจะเดินออกมาขึ้นรถ
“พี่ชิงชิง เดี๋ยวผมจะลงตรงแถวห้างข้างหน้า มีธุระต้องไปทำ พี่กลับไปก่อนได้เลยครับ” ไป่ฉีกล่าว
“ฉันไปด้วยไม่ได้เหรอ” เมิ่งชิงชิงถาม
“มันเป็นความลับครับ” ไป่ฉีเอานิ้วชี้แตะที่ปากตัวเอง แล้วขยิบตาให้
หลังไป่ฉีลงจากรถ เขาหาที่ลับตาคนเพื่อเปิดประตูมิติไปยังถ้ำฝึกตนของเขา เขาไปยังห้องค้นคว้าที่มีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ติดตั้งไว้ ทันทีที่เขาเข้ามา โฮโลแกรมที่ AI ใช้สื่อสารกับไป่ฉีก็ปรากฎตัวขึ้น
“รายงานผลมา” ไป่ฉีกล่าว
[ยาของเจียงซือ วิเคราะห์เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ นอกจากนี้ผมยังทำการค้นคว้าเพิ่มจนได้ยาตัวใหม่มาแล้ว พลังของมันน่ากลัวกว่าที่คาดไว้ ผู้ที่ได้รับยานี้เข้าไปโดยการฉีด ร่างกายจะมีการฟื้นตัวที่รวดเร็วมาก จากการที่ผมได้ลองทดลองกับหนูทดลองที่เป็นมะเร็งตามจุดต่าง ๆ พวกมันหายจากมะเร็งได้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้แต่พวกหนูทดลองที่แขนขาขาด หรืออวัยวะภายในถูกตัดทิ้งและพิการทางสมอง ก็ยังสามารถงอกให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ เพียงแต่การคงสภาพเซลล์ให้อยู่ในสภาพดีที่สุดของช่วงชีวิตนั้นยังไม่สามารถทำได้ครับ ซึ่งหากทำแบบนั้นผลข้างเคียงของยาจะเหมือนกับของเจียงซือ คือการที่คนคนนั้นจะต้องตายครับ] ปิงหู่ที่เป็น AI รายงานผลการวิจัย
“แล้วผลนั้นจะคงอยู่ตลอดไปเหมือนยาต้นแบบรึเปล่า” ไป่ฉีถาม
[หากเป็นตัวยาที่มีความเข้มข้น 10 ส่วนหรือเจือจางจะให้ผลคงอยู่ตลอดครับ ความเข้มข้นของมันส่งผลต่อความเร็วในการฟื้นฟูและการสร้างอวัยวะใหม่ รวมถึงการรักษาโรคร้ายแรงด้วย] ปิงหู่ตอบ
“งั้นก็ทำขายไม่ได้น่ะสิ นายได้ทำการค้นคว้ายาสำหรับใช้ฟื้นฟูชั่วคราวขึ้นมาด้วยรึเปล่า” ไป่ฉีถาม
[ทำครับ แต่ยังอยู่ในขั้นทดสอบอยู่ ส่วนยาที่ท่านสั่งให้ทำคือตัวยาที่มีความเข้มข้นสูงกว่าปกติ 1-10 เท่า พบว่าเซลล์ของท่านที่ให้ผมเก็บไว้เป็นตัวอย่างทดลอง หากเกิน 5 เท่า เซลล์จะไม่สามารถรับได้และมันจะเริ่มตายในที่สุด แต่มีตัวอย่างทดลองหนึ่ง ผมลองใช้วิธีค่อย ๆ เพิ่มขนาดของยา พบว่าเมื่อเซลล์ได้รับยาไปแล้ว รอสักระยะหนึ่ง จากนั้นค่อยให้ยาที่มีความเข้มข้นมากขึ้นแล้วทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา เซลล์ที่ผ่านการพัฒนาแล้วสามารถพัฒนาเพิ่มได้ ตอนนี้ผมได้ให้ยาที่มีความเข้มข้นสูงกว่าปกติ 6 เท่าไปแล้ว กำลังรอดูผลครับ] ปิงหู่รายงาน
“นำโอสถของข้าไปวิจัยด้วย ยานี้มีผลช่วยคืนความหนุ่มสาวได้ ถึงจะแค่ 20 ปีและใช้ได้ครั้งเดียวในชีวิตก็เถอะ ในนั้นมีอยู่ 100 เม็ด ไม่รู้ว่าจะพอรึเปล่า ให้ทำการค้นคว้ามันกับยาตัวใหม่นี้ โดยหาวิธีที่จะทำให้ไม่มีผลข้างเคียง” ไป่ฉีวางมันลงตรงหน้าโฮโลแกรมของปิงหู่ ไม่นานมันก็ถูกย่อส่วนและมีแขนกลเล็ก ๆ หยิบมันเข้าไปในเครื่อง
[ถ้าไม่พอผมจะแจ้งไปทางสมาร์ทโฟนของท่านอีกทีครับ จากนี้จะเริ่มทำการวิเคราะห์ตัวโอสถ] จากนั้นปิงหู่ที่เป็นโฮโลแกรมก็หายไป คงเหลือแต่เสียงเครื่องที่ยังทำงานอยู่
ไป่ฉีเดินมายังห้องที่เขาใช้ผลิตศิลาสวรรค์ ในห้องตอนนี้เตาหลอมวางไว้อยู่ มันคือเตาหลอมโอสถที่สร้างด้วยศิลาสวรรค์ที่ไป่ฉีทำไว้คราวก่อน ส่วนเตาหลอมอาวุธนั้นไป่ฉีทำมันเสร็จเรียบร้อยเมื่อคืนก่อน แต่ก็ยังหวาด ๆ ไม่กล้าใช้มัน วันนี้เขาจะลองหลอมอาวุธชิ้นหนึ่งขึ้นมา
“เริ่มจากหลอมศิลาสวรรค์ตามชิ้นส่วนที่เราออกแบบไว้ก่อนหน้า” ไป่ฉีนำเตาหลอมอาวุธออกมาแล้วเดินไปยังห้องที่อยู่ลึกลงไปอีก 2 กิโลเมตร มันคือห้องที่ถูกลงอักขระลมปราณไว้เพื่อความปลอดภัยของโลกใบนี้ เขาทำไว้เพราะอาวุธที่เขาจะสร้างนี้ไม่ใช่อาวุธโบราณอย่างพวกกระบี่ ง้าว หอก หรือดาบที่เขาชำนาญ แต่เป็นปืนที่ยิงโดยใช้กระสุนจากพลังปราณของคนที่ถือมันมาควบแน่นอย่างยิ่งยวด ทำให้มีพลังที่รุนแรง ต่อให้คนที่ไม่เคยฝึกควบคุมพลังมาก่อนก็สามารถใช้มันได้ โดยความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับปราณของผู้ที่ใช้มัน
ไป่ฉีเริ่มหลอมชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เขาค่อย ๆ ทำทีละชิ้น โดยแต่ละชิ้นนั้นลงอักขระลมปราณลงไปด้วย จากนั้นนำชิ้นส่วนทุกชิ้นมาประกอบเข้าด้วยกัน ลักษณะของมันเหมือนกับปืนพกที่มีขนาดเล็กมากเพียงครึ่งฝ่ามือเท่านั้น แต่ใสเหมือนกับคริสตัล ไป่ฉีไม่รอช้าเขาริ่มทำการทดสอบมันทันที
พลังทำลายล้างถือว่าอยู่ในระดับสูงพอตัว แต่อาวุธนี้ก็เป็นเพียงแค่ระดับราชันย์เท่านั้น ซึ่งไป่ฉีคิดว่าปริมาณของศิลาสวรรค์ที่นำมาใช้สร้างจะส่งผลต่อระดับของอาวุธ หากเขาใช้มันในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ระดับอาวุธก็จะเพิ่มตามไปด้วยแน่ ๆ คิดได้ดังนั้น ไป่ฉีก็เริ่มแสดงนิสัยเสียของเขาสมัยอยู่ต้าเซียนออกมา นั่นคือการหมกมุ่นไปกับการสร้างทดลองอาวุธนั่นเอง
ตลอดช่วงบ่ายจนถึงเย็น ไป่ฉีทำการทดสอบสมมติฐานของเขา จนได้ข้อสรุปว่า ยิ่งใช้ศิลาลมปราณมากขึ้นเท่าไหร่ ระดับของอาวุธจะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ยิ่งเป็นอาวุธที่มีความสลับซับซ้อนยิ่งต้องระวังมาก การวางอักขระลมปราณต้องให้เชื่อมต่อกันเป็นเหมือนวงจรไฟฟ้า หากผิดพลาดขึ้นมา มันจะระเบิดทันที ซึ่งไป่ฉีทำมันระเบิดไป 2-3 อัน โชคดีที่เขาใช้พลังปราณในระดับเทียบเท่ากับปราณขั้นต้นในการทดสอบยิง ทำให้แรงระเบิดนั้นเบามากและอยู่ในระดับที่ร่างกายของเขาสามารถรับแรงระเบิดได้โดยไม่บาดเจ็บอะไร
“ในที่สุดถุงมือกับชุดบอดี้สูทต่อสู้สำหรับไป๋หู่ หลี่ซีหยาน และเฟิงเทียนก็เสร็จซะที เมื่อยชะมัด ข้ารู้สึกเหมือนตาแก่ที่ทำอะไรก็ปวดเมื่อยเนื้อตัวง่ายซะแทบทุกอย่าง” ไป่ฉีบ่นกับตัวเอง จากนั้นก็หยิบถุงมือกับชุดบอดี้สูทต่อสู้มาชุดหนึ่งและแปลงเป็นอวี้กง ก่อนจะเปิดประตูมิติไปยังห้องของเฟิงเทียนทันที
สิ่งที่เขาเห็นเมื่อไปถึงคือแม่ของเฟิงเทียนกำลังฝึกพลังปราณอยู่ เมื่อเธอสัมผัสได้ถึงพลังปราณของเขา เธอรีบลุกขึ้นมาต้อนรับทันที การปฏิบัติของเธอที่มีต่อเขานั้นทำเหมือนศิษย์ปฏิบัติต่ออาจารย์
สำหรับไป่ฉีแล้วศิษย์อันดับ 1 คือเฟิงเทียน รองลงมาคือไท่หยางกับเต๋อเทียน ถามว่าทำไมเขาไม่ทำบอดี้สูทต่อสู้ให้ทั้ง 2 น่ะเหรอ สาเหตุเพราะกว่าเขาจะทำเสร็จทั้ง 3 ชุดมันใช้เวลานาน บวกกับเปลืองพลังปราณในกระบวนการเปลี่ยนศิลาลมปราณให้กลายเป็นเส้นใยและทอมันเป็นชุด ที่จริงมันจะง่ายกว่านี้ถ้าที่โลกนี้มีไหมฟ้าที่เกิดจากตัวอ่อนสัตว์อสูรที่ชื่อว่าผีเสื้อไหมฟ้า ซึ่งต้องเลี้ยงมันด้วยเหล็กหรือศิลาลมปราณเพื่อให้มันเติบโตและผลิตเส้นใยให้ แต่ความทนทานกับความสามารถในการป้องกันนั้นเทียบไม่ได้กับเส้นใยที่สร้างจากศิลาสวรรค์แม้แต่น้อย
“เฟิงเทียนไปไหนรึ” ไป่ฉีถาม
“ไปรายงานเรื่องกวาดล้างพรรคสาขาของพวกตะวันดับค่ะ” แม่ของเฟิงเทียนตอบ ขณะเดียวกันเฟิงเทียนก็เดินมาถึงที่เรือนพักของเขากับแม่
“แม่ ผมกลับมา.....” เฟิงเทียนเปิดประตูเข้ามาพอดี พอเขาเห็นว่าอาจารย์ของเขาอยู่ในห้อง เสียงของเขาก็หายไป เขารีบเดินเข้ามาแล้วปิดประตู ก่อนจะเดินมาทำความเคารพทันที
“เป็นยังไงบ้าง” ไป่ฉีถาม
“สาขาของพวกมันถูกกวาดล้างไปจนเกือบหมดแล้ว บางส่วนที่ยังไม่มีข้อมูล ผมได้ส่งคนไปสืบหาดูแล้วครับ” เฟิงเทียนตอบ
“อืม ดีแล้ว ที่จริงที่เรามาวันนี้เพื่อเอาของ 2 สิ่งมาให้” ไป่ฉีวาดมือครั้งหนึ่ง ก็ปรากฏถุงมือกับชุดบอดี้สูทรัดรูปขึ้นบนโต๊ะ
“ท่านอาจารย์ นี่มัน” เฟิงเทียนมองสิ่งของที่อาจารย์ของเขานำออกมาราวกับเด็กได้ของเล่นใหม่
________________________________
+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+
