จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 166 ข้ามีของจะให้เจ้า Re

            เช้าวันนี้ไป่ฉีมาทำงานที่สตูดิโอรายการแอดเวนเจอร์  ที่ตอนนี้เรตติงพุ่งขึ้นตั้งแต่ไป่ฉีมาเป็นพิธีกรเสริม  เงินสมทบการกุศลที่เหล่าดาราที่ถูกเชิญมา  แม้จะไม่มาก  แต่ก็ไม่น้อยจนน่าเกลียด


            ระหว่างถ่ายทำเมิ่งชิงชิงไม่ปล่อยเวลาไปเปล่า ๆ  เธอทักทายทำความรู้จักกับผู้จัดการของดาราคนอื่น ๆ ไปด้วย  เพราะในวงการนี้การรู้จักคนมาก  มีเส้นสายมาก  การหางานหรือแม้แต่การเข้าชิงรางวัลต่าง ๆ ในสาขาอาชีพนักร้องหรือนักแสดงก็มีความเป็นไปได้สูงขึ้นตามไปด้วย  ถึงเบื้องหน้าจะดูเป็นการแข่งที่ยุติธรรมก็ตาม  หากผลงานของดาราที่เข้าชิงรางวัลนั้นสูสีกัน  ใครมีเส้นสายมากกว่าก็ได้ไป  แต่พวกเขาต้องทำการตัดสินไม่ให้ค้านสายตาแฟนคลับมากเกินไป


            ขณะเดียวกันผู้จัดการของนักแสดงหญิงวัยรุ่นหลายคนก็เข้าหาเมิ่งชิงชิงเช่นกัน  พวกเขาแลกนามบัตรกับเมิ่งชิงชิง  พยายามสร้างความสนิทสนม  เพราะไป่ฉีตอนนี้มีชื่อเสียงมากในเมืองหลวง  ตอนนี้ในต่างจังหวัดเองก็เริ่มมีกระแสความนิยมบ้างแล้ว  หากละครที่ PD เฉินเฟิงถ่ายทำ  ออกอากาศเมื่อไหร่  กระแสความนิยมในต่างจังหวัดต้องมาแน่  เมิ่งชิงชิงมองคนพวกนี้ออก  พวกเขาอยากจะให้นักแสดงหญิงในสังกัดตนมีข่าวกับไป่ฉีตอนช่วงที่ละครกำลังเป็นที่นิยมแน่ ๆ  เรื่องนี้เธอได้เรียนรู้มาจากผู้จัดการของซีโม่  มันเป็นสิ่งที่เรียกว่าการเกาะกระแส


            ‘ฉันไม่ยอมยกแฟนตัวเองให้ไปเป็นข่าวกับใครหรอก’ เมิ่งชิงชิงคิดในใจ


            หลังเสร็จงานถ่ายรายการแอดเวนเจอร์แล้ว  ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงเดินทางไปสตูดิโอของฟางเซียนต่อ  การลองเสื้อผ้าผ่านไปได้ด้วยดี  ฟางเซียนได้ลองให้ไป่ฉีเดินดู  เพื่อถามความรู้สึกว่าเคลื่อนที่สะดวกรึเปล่า  ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร


            “รู้อะไรไหมไป่ฉี  เธอมีพลังและเสน่ห์น่าดึงดูดมากตอนอยู่บนแคทวอล์ค  เธอทำให้ฉันนึกถึงคุณเมิ่งเจี่ยตอนที่เขายังเป็นท็อปซูเปอร์โมเดลของโลก  แต่ถ้าให้เทียบกันจริง ๆ ฉันว่าเธอเหนือกว่าในด้านความตราตรึงใจล่ะนะ” ฟางเซียนกล่าวชื่นชมจากใจจริง


            “ขอบคุณครับ  แต่ผมว่าปู่เมิ่งเจี่ยเก่งกว่าผมนะครับ  เพราะมีความสามารถทั้งการเป็นนายแบบและดีไซน์เนอร์” ไป่ฉีถ่อมตัว


            “เอาเถอะ  ไป่ฉี  วันนี้เธอมีงานต่อรึเปล่า” ฟางเซียนถาม


            “ไม่มีครับ” ไป่ฉีตอบ


            “งั้นดีเลย  เธอช่วยใส่ชุดที่เธอต้องเดินในแฟชั่นโชว์ของฉัน  แล้วมาเป็นแบบให้ฉันถ่ายภาพหน่อยได้ไหม” ฟางเซียนถาม


            “ได้ครับ  แต่จะเอาไปใช้อะไรรึเปล่าครับ  ภาพที่จะถ่ายน่ะ” ไป่ฉีถาม


            “อืม  ขอพูดตรง ๆ เลยนะ  จากที่เห็นเธอมา 2 ครั้งแล้ว  ไม่รู้ว่าเธอรู้ตัวรึเปล่า  แต่จะบอกไว้ว่าเธอเป็นมิวส์สำหรับฉันกับคุณเมิ่งเจี่ยละมั้ง” ฟางเซียนกล่าว


            “หมายถึงผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับดีไซน์เนอร์สินะครับ” ไป่ฉีถาม


            “ใช่  ดังนั้นฉันจึงอยากจะขอเก็บภาพของเธอไว้ดูเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ  ถ้าจะให้ดีว่าง ๆ เธอมาหาฉันที่คฤหาสน์ก็ได้” ฟางเซียนกล่าวพร้อมกับยื่นที่อยู่ให้กับเมิ่งชิงชิง


            “ได้ครับ  ถ้าผมว่างนะครับ” ไป่ฉีกล่าว


            การถ่ายภาพเริ่มขึ้น  ซึ่งฟางเซียนเป็นคนลงมือถ่ายภาพของไป่ฉีเอง  เวลาเพียงไม่นานภาพของไป่ฉีในชุดต่าง ๆ ที่ใช้ในงานแฟชั่นโชว์ครั้งนี้ถูกถ่ายไว้ทั้งหมด  แน่นอนว่ามีเสื้อที่นายแบบคนอื่นต้องใส่ด้วย  แต่ฟางเซียนนำมาให้ไป่ฉีใส่  ด้วยการแก้ไซส์แบบชั่วคราว  ทำให้เสื้อนั้นดูพอดีตัวกับไป่ฉี


            “นี่เป็นค่าตอบแทนที่มาเป็นแบบให้ฉันภายภาพ  ถือเป็นเงินพิเศษที่ฉันให้ส่วนตัวละกันนะ” ฟางเซียนยื่นเช็คที่มีตัวเลข 6 หลักระบุไว้


            “งั้นขอรับไว้ด้วยความยินดีครับ” ไป่ฉีรับเช็คแล้วส่งให้กับเมิ่งชิงชิงทันที


            “เอ๋…..กระเป๋าเงินอยู่ที่แฟนงั้นเหรอ” ฟางเซียนพูดค่อย ๆ ให้ได้ยินกันแค่ 2 คน


            “ก็ไม่ทั้งหมดหรอกครับ” ไป่ฉีตอบ


            “งั้นเองเหรอ  ตอนนี้ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว  ฉันไม่ขอรั้งตัวไว้แล้วล่ะ” ฟางเซียนกล่าว


            “เช่นกันครับ  แล้วเจอกันวันงานแฟชั่นโชว์นะครับ” ไป่ฉีก้มตัวทำความเคารพอีกครั้งพร้อมกับเมิ่งชิงชิง  ก่อนจะเดินออกมาขึ้นรถ


            “พี่ชิงชิง  เดี๋ยวผมจะลงตรงแถวห้างข้างหน้า  มีธุระต้องไปทำ  พี่กลับไปก่อนได้เลยครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “ฉันไปด้วยไม่ได้เหรอ” เมิ่งชิงชิงถาม


            “มันเป็นความลับครับ” ไป่ฉีเอานิ้วชี้แตะที่ปากตัวเอง  แล้วขยิบตาให้


            หลังไป่ฉีลงจากรถ  เขาหาที่ลับตาคนเพื่อเปิดประตูมิติไปยังถ้ำฝึกตนของเขา  เขาไปยังห้องค้นคว้าที่มีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ติดตั้งไว้  ทันทีที่เขาเข้ามา  โฮโลแกรมที่ AI ใช้สื่อสารกับไป่ฉีก็ปรากฎตัวขึ้น


            “รายงานผลมา” ไป่ฉีกล่าว


            [ยาของเจียงซือ วิเคราะห์เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ  นอกจากนี้ผมยังทำการค้นคว้าเพิ่มจนได้ยาตัวใหม่มาแล้ว  พลังของมันน่ากลัวกว่าที่คาดไว้  ผู้ที่ได้รับยานี้เข้าไปโดยการฉีด  ร่างกายจะมีการฟื้นตัวที่รวดเร็วมาก  จากการที่ผมได้ลองทดลองกับหนูทดลองที่เป็นมะเร็งตามจุดต่าง ๆ พวกมันหายจากมะเร็งได้อย่างน่าอัศจรรย์  แม้แต่พวกหนูทดลองที่แขนขาขาด หรืออวัยวะภายในถูกตัดทิ้งและพิการทางสมอง  ก็ยังสามารถงอกให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้  เพียงแต่การคงสภาพเซลล์ให้อยู่ในสภาพดีที่สุดของช่วงชีวิตนั้นยังไม่สามารถทำได้ครับ  ซึ่งหากทำแบบนั้นผลข้างเคียงของยาจะเหมือนกับของเจียงซือ  คือการที่คนคนนั้นจะต้องตายครับ] ปิงหู่ที่เป็น AI รายงานผลการวิจัย


            “แล้วผลนั้นจะคงอยู่ตลอดไปเหมือนยาต้นแบบรึเปล่า” ไป่ฉีถาม


            [หากเป็นตัวยาที่มีความเข้มข้น 10 ส่วนหรือเจือจางจะให้ผลคงอยู่ตลอดครับ  ความเข้มข้นของมันส่งผลต่อความเร็วในการฟื้นฟูและการสร้างอวัยวะใหม่  รวมถึงการรักษาโรคร้ายแรงด้วย] ปิงหู่ตอบ


            “งั้นก็ทำขายไม่ได้น่ะสิ  นายได้ทำการค้นคว้ายาสำหรับใช้ฟื้นฟูชั่วคราวขึ้นมาด้วยรึเปล่า” ไป่ฉีถาม


            [ทำครับ  แต่ยังอยู่ในขั้นทดสอบอยู่  ส่วนยาที่ท่านสั่งให้ทำคือตัวยาที่มีความเข้มข้นสูงกว่าปกติ 1-10 เท่า  พบว่าเซลล์ของท่านที่ให้ผมเก็บไว้เป็นตัวอย่างทดลอง  หากเกิน 5 เท่า  เซลล์จะไม่สามารถรับได้และมันจะเริ่มตายในที่สุด  แต่มีตัวอย่างทดลองหนึ่ง  ผมลองใช้วิธีค่อย ๆ เพิ่มขนาดของยา  พบว่าเมื่อเซลล์ได้รับยาไปแล้ว  รอสักระยะหนึ่ง  จากนั้นค่อยให้ยาที่มีความเข้มข้นมากขึ้นแล้วทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา  เซลล์ที่ผ่านการพัฒนาแล้วสามารถพัฒนาเพิ่มได้  ตอนนี้ผมได้ให้ยาที่มีความเข้มข้นสูงกว่าปกติ 6 เท่าไปแล้ว  กำลังรอดูผลครับ] ปิงหู่รายงาน


            “นำโอสถของข้าไปวิจัยด้วย  ยานี้มีผลช่วยคืนความหนุ่มสาวได้  ถึงจะแค่ 20 ปีและใช้ได้ครั้งเดียวในชีวิตก็เถอะ  ในนั้นมีอยู่ 100 เม็ด  ไม่รู้ว่าจะพอรึเปล่า  ให้ทำการค้นคว้ามันกับยาตัวใหม่นี้  โดยหาวิธีที่จะทำให้ไม่มีผลข้างเคียง” ไป่ฉีวางมันลงตรงหน้าโฮโลแกรมของปิงหู่  ไม่นานมันก็ถูกย่อส่วนและมีแขนกลเล็ก ๆ หยิบมันเข้าไปในเครื่อง


            [ถ้าไม่พอผมจะแจ้งไปทางสมาร์ทโฟนของท่านอีกทีครับ  จากนี้จะเริ่มทำการวิเคราะห์ตัวโอสถ] จากนั้นปิงหู่ที่เป็นโฮโลแกรมก็หายไป  คงเหลือแต่เสียงเครื่องที่ยังทำงานอยู่


            ไป่ฉีเดินมายังห้องที่เขาใช้ผลิตศิลาสวรรค์  ในห้องตอนนี้เตาหลอมวางไว้อยู่  มันคือเตาหลอมโอสถที่สร้างด้วยศิลาสวรรค์ที่ไป่ฉีทำไว้คราวก่อน  ส่วนเตาหลอมอาวุธนั้นไป่ฉีทำมันเสร็จเรียบร้อยเมื่อคืนก่อน  แต่ก็ยังหวาด ๆ ไม่กล้าใช้มัน  วันนี้เขาจะลองหลอมอาวุธชิ้นหนึ่งขึ้นมา


            “เริ่มจากหลอมศิลาสวรรค์ตามชิ้นส่วนที่เราออกแบบไว้ก่อนหน้า” ไป่ฉีนำเตาหลอมอาวุธออกมาแล้วเดินไปยังห้องที่อยู่ลึกลงไปอีก 2 กิโลเมตร  มันคือห้องที่ถูกลงอักขระลมปราณไว้เพื่อความปลอดภัยของโลกใบนี้  เขาทำไว้เพราะอาวุธที่เขาจะสร้างนี้ไม่ใช่อาวุธโบราณอย่างพวกกระบี่  ง้าว  หอก หรือดาบที่เขาชำนาญ  แต่เป็นปืนที่ยิงโดยใช้กระสุนจากพลังปราณของคนที่ถือมันมาควบแน่นอย่างยิ่งยวด  ทำให้มีพลังที่รุนแรง  ต่อให้คนที่ไม่เคยฝึกควบคุมพลังมาก่อนก็สามารถใช้มันได้  โดยความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับปราณของผู้ที่ใช้มัน


            ไป่ฉีเริ่มหลอมชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน  เขาค่อย ๆ ทำทีละชิ้น  โดยแต่ละชิ้นนั้นลงอักขระลมปราณลงไปด้วย  จากนั้นนำชิ้นส่วนทุกชิ้นมาประกอบเข้าด้วยกัน  ลักษณะของมันเหมือนกับปืนพกที่มีขนาดเล็กมากเพียงครึ่งฝ่ามือเท่านั้น  แต่ใสเหมือนกับคริสตัล  ไป่ฉีไม่รอช้าเขาริ่มทำการทดสอบมันทันที


            พลังทำลายล้างถือว่าอยู่ในระดับสูงพอตัว  แต่อาวุธนี้ก็เป็นเพียงแค่ระดับราชันย์เท่านั้น  ซึ่งไป่ฉีคิดว่าปริมาณของศิลาสวรรค์ที่นำมาใช้สร้างจะส่งผลต่อระดับของอาวุธ  หากเขาใช้มันในปริมาณที่เพิ่มขึ้น  ระดับอาวุธก็จะเพิ่มตามไปด้วยแน่ ๆ  คิดได้ดังนั้น  ไป่ฉีก็เริ่มแสดงนิสัยเสียของเขาสมัยอยู่ต้าเซียนออกมา  นั่นคือการหมกมุ่นไปกับการสร้างทดลองอาวุธนั่นเอง


            ตลอดช่วงบ่ายจนถึงเย็น  ไป่ฉีทำการทดสอบสมมติฐานของเขา  จนได้ข้อสรุปว่า  ยิ่งใช้ศิลาลมปราณมากขึ้นเท่าไหร่  ระดับของอาวุธจะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น  ยิ่งเป็นอาวุธที่มีความสลับซับซ้อนยิ่งต้องระวังมาก  การวางอักขระลมปราณต้องให้เชื่อมต่อกันเป็นเหมือนวงจรไฟฟ้า  หากผิดพลาดขึ้นมา  มันจะระเบิดทันที  ซึ่งไป่ฉีทำมันระเบิดไป 2-3 อัน  โชคดีที่เขาใช้พลังปราณในระดับเทียบเท่ากับปราณขั้นต้นในการทดสอบยิง  ทำให้แรงระเบิดนั้นเบามากและอยู่ในระดับที่ร่างกายของเขาสามารถรับแรงระเบิดได้โดยไม่บาดเจ็บอะไร


            “ในที่สุดถุงมือกับชุดบอดี้สูทต่อสู้สำหรับไป๋หู่  หลี่ซีหยาน และเฟิงเทียนก็เสร็จซะที  เมื่อยชะมัด  ข้ารู้สึกเหมือนตาแก่ที่ทำอะไรก็ปวดเมื่อยเนื้อตัวง่ายซะแทบทุกอย่าง” ไป่ฉีบ่นกับตัวเอง  จากนั้นก็หยิบถุงมือกับชุดบอดี้สูทต่อสู้มาชุดหนึ่งและแปลงเป็นอวี้กง  ก่อนจะเปิดประตูมิติไปยังห้องของเฟิงเทียนทันที


            สิ่งที่เขาเห็นเมื่อไปถึงคือแม่ของเฟิงเทียนกำลังฝึกพลังปราณอยู่  เมื่อเธอสัมผัสได้ถึงพลังปราณของเขา  เธอรีบลุกขึ้นมาต้อนรับทันที  การปฏิบัติของเธอที่มีต่อเขานั้นทำเหมือนศิษย์ปฏิบัติต่ออาจารย์


            สำหรับไป่ฉีแล้วศิษย์อันดับ 1 คือเฟิงเทียน  รองลงมาคือไท่หยางกับเต๋อเทียน  ถามว่าทำไมเขาไม่ทำบอดี้สูทต่อสู้ให้ทั้ง 2 น่ะเหรอ  สาเหตุเพราะกว่าเขาจะทำเสร็จทั้ง 3 ชุดมันใช้เวลานาน  บวกกับเปลืองพลังปราณในกระบวนการเปลี่ยนศิลาลมปราณให้กลายเป็นเส้นใยและทอมันเป็นชุด  ที่จริงมันจะง่ายกว่านี้ถ้าที่โลกนี้มีไหมฟ้าที่เกิดจากตัวอ่อนสัตว์อสูรที่ชื่อว่าผีเสื้อไหมฟ้า  ซึ่งต้องเลี้ยงมันด้วยเหล็กหรือศิลาลมปราณเพื่อให้มันเติบโตและผลิตเส้นใยให้  แต่ความทนทานกับความสามารถในการป้องกันนั้นเทียบไม่ได้กับเส้นใยที่สร้างจากศิลาสวรรค์แม้แต่น้อย


            “เฟิงเทียนไปไหนรึ” ไป่ฉีถาม


            “ไปรายงานเรื่องกวาดล้างพรรคสาขาของพวกตะวันดับค่ะ” แม่ของเฟิงเทียนตอบ  ขณะเดียวกันเฟิงเทียนก็เดินมาถึงที่เรือนพักของเขากับแม่


            “แม่  ผมกลับมา.....” เฟิงเทียนเปิดประตูเข้ามาพอดี  พอเขาเห็นว่าอาจารย์ของเขาอยู่ในห้อง  เสียงของเขาก็หายไป  เขารีบเดินเข้ามาแล้วปิดประตู  ก่อนจะเดินมาทำความเคารพทันที


            “เป็นยังไงบ้าง” ไป่ฉีถาม


            “สาขาของพวกมันถูกกวาดล้างไปจนเกือบหมดแล้ว  บางส่วนที่ยังไม่มีข้อมูล  ผมได้ส่งคนไปสืบหาดูแล้วครับ” เฟิงเทียนตอบ


            “อืม  ดีแล้ว  ที่จริงที่เรามาวันนี้เพื่อเอาของ 2 สิ่งมาให้” ไป่ฉีวาดมือครั้งหนึ่ง  ก็ปรากฏถุงมือกับชุดบอดี้สูทรัดรูปขึ้นบนโต๊ะ


            “ท่านอาจารย์  นี่มัน” เฟิงเทียนมองสิ่งของที่อาจารย์ของเขานำออกมาราวกับเด็กได้ของเล่นใหม่

    ________________________________

    +ฝากเพจนิยายด้วยครับ+


    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน