เมื่อมองสองคนตรงหน้า แววตาของเยี่ยเฟิงฉายแววแปลกประหลาด เขาได้แต่กลั้นหัวเราะเอาไว้ในใจ
ภายในเมืองอวิ๋นอู่นี้ โดยเฉพาะพวกขุนนางที่มีเมียมีอนุหลายคน ล้วนเป็นพวกเสื่อมสภาพทั้งนั้นสินะ เมื่อคิดได้แบบนั้น เยี่ยเฟิงจึงหันมองเยี่ยอู๋เซิงทันที แววตาเขามีเลศนัยบางอย่าง
เยี่ยอู๋เซิงถลึงตาใส่เขา จากนั้นโมโหทันที เขาหันไปตำหนิเยี่ยเฟิง
“เจ้าหลานสารเลว สายตาเจ้านี่มันอะไรกัน มองข้าทำไม ข้ายังแข็งแรงดีอยู่”
เยี่ยเฟิง “...”
เขาไม่ได้ตอบอะไร ได้แต่ยื่นมือไปเช็ดละอองน้ำลายที่พ่นมาจากระยะสี่ห้าเมตร แล้วได้แต่ยิ้มเจื่อน ท่านปู่ท่านนี้เขาไม่กล้ามีเรื่องด้วยจริงๆ หากเขากล้าพูด คาดว่าก้นของเขาคงต้องลายแน่ๆ
ผู้ตรวจการทั้งสองรู้สึกอึดอัดขึ้นมา ทว่าทั้งสองยังคงตามตอแยเยี่ยเฟิงเรื่องโอสถว่ามีหรือไม่ แล้วขายอย่างไร
เยี่ยอู๋เซิงกับพ่อบ้านโจวที่อยู่อีกด้านมองเยี่ยเฟิงเงียบๆ พวกเขากำลังรอดูสถานการณ์ ปัญหาสำคัญในตอนนี้คือเยี่ยเฟิงกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรคพวกนี้ได้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?
“หมอเทวดาเยี่ย ท่านบอกมาเถอะ ไม่ต้องกังวลสิ่งใด ราคาไม่ใช่ปัญหา!”
หวงเริ่นถ่อมาถึงนี่เพื่อสิ่งนี้ เมื่อเห็นเยี่ยเฟิงไม่ตอบมาตามตรงสักที เขาเองก็เริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว
เยี่ยเฟิงไอแห้งหนึ่งครั้ง เขาหันมองเยี่ยอู๋เซิง หลังจากครุ่นคิดจึงตอบว่า
“ตอนนี้ข้าไม่มีโอสถนั่นแล้ว...”
หวงเริ่นได้ยินจึงร้อนใจขึ้นมาทันที เขากำลังอยากพูดบางอย่าง แต่เห็นเยี่ยเฟิงเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า
“แต่ว่าผู้เป็นหมอคือผู้ที่มีใจเมตตา ข้าก็ไม่อาจทนเห็นผู้อื่นเป็นทุกข์ได้ ทว่าโอสถนี้ปรุงยากนัก อีกทั้งสมุนไพรที่ใช้ยังหาได้ยาก...”
“ขอเพียงปรุงได้ก็พอ เรื่องอื่นหมอเทวดาเยี่ยว่ามาได้เลย เรื่องสมุนไพรพวกข้าจะไปจัดซื้อเอง!”
หวงเริ่นกับหลิวหลางไม่รอให้เยี่ยเฟิงพูดจบก็พูดออกมาเองทั้งหมด ทำให้เยี่ยเฟิงประหลาดใจเล็กน้อย เขาได้แต่นึกหัวเราะอยู่ในใจ ผู้ตรวจการทั้งสองท่านช่างน่าสนใจเหลือเกิน
เยี่ยเฟิงกระแอม เขาหันมองผู้ตรวจการทั้งสองก่อนกล่าวต่อ
“แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ผู้ตรวจการทั้งสองก็รู้ ว่าอีกเพียงหกเจ็ดวันก็จะถึงวันประลองที่เวทีเป็นตายแล้ว การปรุงโอสถคงต้องรอให้ศึกนี้จบลงก่อน แม้ทั้งสองจะไม่ใช่ขุนนางฝ่ายบู๊ แต่ก็น่าจะรู้ถึงพลังของหวังเซียวกับซือถูอวี่ดี ไม่แน่ตอนนี้พลังของพวกเขาสองคนอาจจะไปถึงภพเปิดตันเถียนแล้วก็ได้ ส่วนข้ายังอยู่ที่เปิดชีพจรขั้นสามอยู่เลย”
ระหว่างที่พูดเยี่ยเฟิงก็ถอนหายใจออกมาด้วย
เยี่ยอู๋เซิงกับพ่อบ้านโจวอดตัวสั่นไม่ได้ พวกเขารู้ดี หลายวันก่อนพลังของเยี่ยเฟิงอยู่ในระดับภพเปิดตันเถียนแล้ว และขณะนี้แม้แต่เยี่ยอู๋เซิงเองก็ไม่แน่ใจว่าพลังของเยี่ยเฟิงอยู่ในระดับใด เพราะกลิ่นอายบนตัวเขาถูกปกปิดไว้อย่างมิดชิด ด้วยพลังในภพเปิดตันเถียนขั้นเจ็ดของเขายังยากที่จะสำรวจ แต่รู้สึกได้ว่าพลังของเยี่ยเฟิงแข็งแกร่งกว่าเมื่อหลายวันก่อน
เยี่ยอู๋เซิงอดรู้สึกทึ่งในความสามารถในการโกหกหน้าตายของเยี่ยเฟิงมาก เขารู้สึกว่าหลายปีมานี้ตัวเองถูกหลอกเข้าให้แล้ว หลานชายเขาคนนี้ต่างหากถึงจะเป็นคนที่รับมือได้ยากที่แท้จริง
หลายวันก่อนที่เยี่ยเฟิงนำโอสถไขกระดูกที่เขาไม่เคยเห็นออกมา ทำให้เยี่ยอู๋เซิงสงสัยมากพอแล้ว ตอนนี้เยี่ยเฟิงยังสามารถรักษาอาการของโรคอื่นได้ ยิ่งทำให้เยี่ยอู๋เซิงสงสัยหนักกว่าเดิม
แม้เขาจะเป็นเพียงขุนนางฝ่ายบู๊คนหนึ่ง แต่เขาอยู่มาครึ่งค่อนชีวิต เรื่องบางอย่างจะปิดบังเขาได้อย่างไร อีกทั้งเขายังเป็นผู้แข็งแกร่งในภพเปิดตันเถียนขั้นเจ็ด รู้ว่าการฝึกฝนนั้นช่างยากลำบาก เมื่อได้เห็นเยี่ยเฟิงที่อยู่ในภพเปิดชีพจรกระโดดขึ้นไปอยู่ในภพเปิดตันเถียนภายในเวลาเพียงเดือนเดียว เขารู้สึกว่าเยี่ยเฟิงเหมือนได้เจอสุดยอดฝีมือ หากไม่ใช่เพราะคำชี้แนะจากยอดฝีมือ เยี่ยเฟิงคงไม่ก้าวหน้าถึงเพียงนี้ และนี่คือสาเหตุที่เขาไม่เคยถามเยี่ยเฟิงในเรื่องนี้มาก่อน
ส่วนหวงเริ่นกับหลิวหลางที่ได้ยินเยี่ยเฟิงพูดเช่นนี้ ก็ร้อนรนขึ้นมาทันใด จริงอยู่ที่พวกเขาไม่ใช่ขุนนางฝ่ายบู๊ และรู้ถึงความแตกต่างระหว่างภพเปิดชีพจรกับภพเปิดตันเถียนดี ไม่แน่เวทีประลองเป็นตายอาจกลายเป็นสุสานของเยี่ยเฟิง หากเยี่ยเฟิงพ่ายแพ้แล้วตาย แล้วโรคของพวกเขาจะรักษาได้อย่างไร?
ระหว่างนั้นทั้งสองลนลานขึ้นมาทันที หวงเริ่นถึงกับด่าทอด้วยความโกรธ
“ตระกูลหวังกับตระกูลซือถูยังมียางอายหรือไม่ ช่างรังแกกันเหลือเกิน”
หลิวหลางเองก็หันไปโทษตระกูลหวังกับตระกูลซือถูเช่นเดียวกัน เขาด่าทอด้วยความโกรธเคือง
หวงเริ่นขมวดคิ้ว เอ่ยอย่างจนใจ
“แต่เรื่องนี้ได้รับความเห็นชอบจากองค์ฮ่องเต้แล้ว ตอนนี้คงทำอะไรไม่ได้...”
ทั้งสองเองก็ไม่กล้าบอกให้เยี่ยเฟิงปรุงโอสถให้พวกเขาล่วงหน้า เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องทั่วไป การขึ้นเวทีประลองเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย แล้วพวกเขาจะให้เยี่ยเฟิงไม่ต้องเตรียมตัวแล้วช่วยพวกเขาปรุงโอสถก่อนหรือ
เยี่ยเฟิงแสร้งทำท่าถอนหายใจพร้อมทำท่าสิ้นหวัง เขาหยิบกระดาษกับพู่กันมา แล้วเขียนรายการสมุนไพรลงไปสิบกว่าชนิด ก่อนยื่นให้หวงเริ่น
“พวกนี้เป็นสมุนไพรที่จำเป็นต้องใช้ ผู้ตรวจการทั้งสองวางใจได้ หากข้าสามารถรอดชีวิตกลับมาจากเวทีประลองเป็นตายได้ พวกท่านเพียงหาสมุนไพรมาให้ครบ เรื่องเงินข้าจะไม่เก็บแม้แต่แดงเดียว”
หวงเริ่นรับกระดาษมาเงียบๆ เขาถอนหายใจเสียงเบา ตอนนี้ทำได้เพียงพยักหน้า และไม่ได้พูดสิ่งใดอีก
ภายในห้องรับแขก หลังจากพ่อบ้านโจวออกไปส่งผู้ตรวจการทั้งสอง เยี่ยอู๋เซิงหันไปจ้องเยี่ยเฟิง เขารู้สึกเหมือนเยี่ยเฟิงกำลังใช้ลูกไม้บางอย่าง เขารู้ดีว่าหลานชายเขาคนนี้เอาความปกติธรรมดามาวัดไม่ได้
เมื่อเยี่ยเฟิงเงยหน้าเห็นเยี่ยอู๋เซิงจ้องเขาอยู่ เกิดร้อนตัวขึ้นมาจนต้องกระแอมออกมาสองสามที
“หลานสารเลว เจ้าคิดทำบ้าอะไรอีก? บอกความจริงมาเดี๋ยวนี้!” เยี่ยอู๋เซิงพูดเถรตรง สีหน้าท่าทางเอาเรื่อง
เยี่ยเฟิงไออีกสองสามที แล้วหัวเราะบอกว่า
“ความจริงก็ไม่มีอะไร ก็แค่ยืมปากของพวกเขาไปป่าวประกาศ ว่าใกล้วันประลองที่เวทีเป็นตายแล้ว ปล่อยให้ตระกูลหวังกับตระกูลซือถูดีใจต่ออีกสองสามวัน ถึงเวลาค่อยทำให้พวกเขาสิ้นหวัง”
นี่เป็นหนึ่งในเป้าหมายเท่านั้น ตอนนี้ใกล้เวลาของการประลองเข้ามาทุกที ตามถนนหนทางน้อยใหญ่ในเมืองอวิ๋นอู่ล้วนพูดถึงเรื่องนี้ ทุกคนกำลังรอดูเรื่องสนุก หากในช่วงเวลานี้เกิดเรื่องใดแพร่งพรายออกไป ไม่แน่เยี่ยเฟิงอาจจะเจอเรื่องยุ่งยากบางอย่าง สิ่งที่เขาต้องการคือให้ตระกูลหวังกับตระกูลซือถูนิ่งนอนใจต่อไป
นอกจากนั้น สมุนไพรที่เขาเขียนลงบนกระดาษล้วนใช้มาปรุงโอสถอื่นทั้งนั้น โอสถที่เขาให้หลี่เสี้ยวก่อนหน้านั้นมีชื่อว่าโอสถฮุยชุน ความจริงการปรุงยาชนิดนี้ง่ายมาก เขาเพียงแค่ถือโอกาสนี้เก็บเกี่ยวสมุนไพรชนิดอื่นๆ เท่านั้นเอง ในเมื่อพวกเขามาหาถึงที่ จะปล่อยให้ทรัพยากรดีๆ เช่นนี้หลุดไปคงเสียดายแย่
ระหว่างที่คิดมุมปากของเยี่ยเฟิงยกขึ้นจนเป็นรอยยิ้ม เหมือนคนที่ทำเรื่องชั่วร้ายสำเร็จแล้วได้ใจ
เมื่อเขารู้สึกตัวเยี่ยอู๋เซิงก็กำลังจ้องเขาอย่างจับผิด เขาร้อนตัวขึ้นมา จึงได้รีบเอ่ยขึ้นก่อนที่เยี่ยอู๋เซิงจะพูดสิ่งใด รีบวิ่งออกไปแล้วพูดโดยไม่หันกลับมามอง
“ท่านปู่ ข้ามีธุระต้องไปก่อน ท่านโปรดพักผ่อนให้มากๆ”
เมื่อมองแผ่นหลังของเยี่ยเฟิงที่จากไป เยี่ยอู๋เซิงได้แต่ถอนหายใจ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาคิดว่าหลานชายเป็นเพียงสวะ แต่ไม่คิดว่าจะเจ้าแผนการถึงขนาดนี้ หากเป็นเช่นนี้ ความกังวลใจเพียงหนึ่งเดียวของเขาคงหมดไป เรื่องสงครามที่จะเกิดขึ้นเขาเองก็ไม่ต้องเป็นกังวล เมื่อคิดได้แบบนี้เขากลับรู้สึกปลื้มใจไม่น้อย
ภายในเรือนหลังเล็กของเยี่ยเฟิง พลังมายาเข้มข้นเป็นพิเศษ ขณะนี้เหยียนมู่เสวี่ยกำลังนั่งฝึกฝนอยู่ในค่ายกลรวมลมปราณ นางสวมชุดสีขาว ขณะฝึกฝนร่างกายของนางพลันเปล่งแสง เพราะมีพลังลมปราณคอยเข้าสู่ร่างกายตลอดเวลา ทำให้นางดูเหมือนเทพเซียนก็ไม่ปาน
เยี่ยเฟิงยืนดูนางอยู่ไกลๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาพบว่าแม้เหยียนมู่เสวี่ยจะสีหน้าเย็นชา แต่นางก็ไม่ได้ต่างจากหญิงสาวทั่วไป พวกนางมักมีด้านที่จิตใจดีมีเมตตาเสมอ
ขณะนี้พิษของเหยียนมู่เสวี่ยถูกขจัดจนหมด อาการบาดเจ็บก็หายดีแล้ว แต่เหตุใดยังไม่จากไป เยี่ยเฟิงเองก็สงสัยไม่น้อย เขารู้ดีว่าอำนาจที่อยู่เบื้องหลังเหยียนมู่เสวี่ยต้องน่ากลัวมาก นางไม่ได้อยู่ที่นี่ต่อเพียงเพราะพลังมายาเข้มข้นอย่างเดียว เหตุผลนี้มันฟังไม่ขึ้น
หลังจากมองดูอยู่สักพัก เยี่ยเฟิงก็หันหลังเดินเข้าห้องรับรอง ก่อนหน้านี้เขาอยากใช้เหล็กเทพฉื้อหยางสร้างกระบี่ขึ้นมาหนึ่งเล่ม แต่ยังไม่มีเวลา ตอนนี้เมื่อพลังเสถียรแล้ว เขาคิดว่าถึงเวลาที่เหมาะสมเสียที