ประกายกระบี่ของเทียนฟาง สะท้อนกับแสงอาทิตย์อยู่กลางฟ้า ส่องสว่างให้เห็นประหนึ่งประกายของทับทิม เพียงพริบตากระบี่ที่ลอยคว้างอยู่กลางฟ้า พลันหยุดชะงักก่อนจะพุ่งดิ่งลงมายังพื้นเบื้องล่างด้วยความรวดเร็วและหนักแน่น ดังเช่นการหล่นร่วงของภูเขาขนาดยักษ์
ตูม!!!
กระบี่โลหิตพุ่งลงไปยังร่างของอสูรพยัคฆ์เบื้องล่าง ก่อนที่จะทะลุร่างของมันไปพื้นดินราวกับถูกค้อนขนาดยักษ์อัดกระแทกจนส่งเสียงดังอื้ออึง เยี่ยซุนกับฟงหยานที่มองอยู่ด้านข้าง ได้แต่เบิกตาค้างกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า กับความรุนแรงของพลังโจมตีของวิชากระบี่โลหิตสังหาร
อสูรพยัคฆ์กว่าจะรู้ตัวกระบี่โลหิตก็ได้ทะลุราวของมันไปแล้ว มันร้องโหยหวนออกมาด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่จะล้มลงแน่นิ่งไปหนึ่งกระบี่ หนึ่งกระบวนท่า ล้วนแต่ต้องมีหนึ่งชีวิตที่จบสิ้น
'จบสักที...'เทียนฟ้าคิดก่อนจะหันไปทางเยี่ยซุนและฟงหยาน ทั้งคู่ต่างต่อสู้กับอสูรเบื้องหน้าของตนเอง เทียนฟางหันไปดูทางทิวรั่วซานที่บัดนี้ตึงมืออยู่ไม่น้อย
"เยี่ยซุน! ฟงหยาน! ระวังตัวไว้ด้วยนะข้าจะไปช่วยทิวรั่วซานก่อน"
ว่าแล้วเทียนฟางก็วิ่งไปยังตำแหน่งที่ทิวรั่วซานกำลังต่อสู้อยู่ จากอสูรพยัคฆ์นับแปดตัวทิวรั่วซานจัดการพวกมันไปได้ถึงสองตัวแล้ว
"ท่านประมุขน้อย! ไม่เห็นจำเป็นต้องเข้ามาเสี่ยงอันตรายเลยขอรับ ให้ข้าจัดการเองก็ได้"
ทิวรั่วซานพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าเทียนฟางนั้นบัดนี้ได้มากวัดแกว่งกระบี่อยู่ข้างๆ ตน
"ไม่เห็นเป็นไรเลย ข้าจะปล่อยให้เจ้าต่อสู้อยู่ลำพังได้เช่นใดกัน"
เทียนฟางตอบกลับ ทิวรั่วซานรู้สึกซาบซึ้งในคำพูดถึงเป็นอย่างมาก คำพูดจากเด็กน้อยอายุ 10 ขวบที่เป็นถึงประมุขน้อยของตนเอง จากนั้นทั้งคู่ต่างก็ช่วยกันฟาดฟันกระบี่และเคียวทมิฬเข้าต่อกรกับเหล่าอสูรเบื้องหน้า ทิวรั่วซานนั้นใช้ออกด้วยกระบวนท่าจันทราโลหิตไปยังอสูรพยัคฆ์เบื้องหน้า
ตูม!!!
ตรงพื้นดินพลันแตกระแหงปรากฏเป็นร่องลึกขึ้นมา หากแต่ปราศจากเงาของเจ้าอสูรพยัคฆ์ พริบตานั้นอสูรพยัคฆ์พลันฟาดกรงเล็บเข้าหาทิวรั่วซานอย่างรวดเร็ว สายลมแหวกออกเป็นสายเพราะพลังและความเร็วของกรงเล็บพยัคฆ์
ทิวรั่วซานสูดหายใจเย็นเหยียบ เขารีบพลิกตัวหลบก่อนที่จะยกเคียวทมิฬขึ้นมากันไว้ หากแต่ก็ยังคงลอยกระเด็นออกไปตามแรงดันของกรงเล็บอันทรงพลังที่ซัดเข้ามา
"ระวังหน่อยๆ กรงเล็บของมันนอกจากจะคมกล้ายิ่งแล้วยังหนักหน่วงเป็นอย่างมาก หากโดนตบไปสักทีมีหวังตายอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน"
เทียนฟางพูดขึ้นมา แต่คล้ายกับว่าไม่ได้ตั้งใจจะบอกกล่าวกับทิวรั่วซาน หากแต่เป็นการบอกกับตนเองเสียมากกว่า สายตานั้นยังจดจ้องไปยังพยัคฆ์อสูรเบื้องหน้า
เขาได้ใช้ออกไปด้วยกระบวนท่าน้ำตาสีเลือดไปเมื่อครู่ ทำให้เขาในตอนนี้อ่อนแรงลงไปมากนัก แต่เทียนฟางก็ยังสามารถหลบหลีกกรงเล็บของอสูรพยัคฆ์เหล่านี้ได้อย่างไม่ยากเย็นก่อนที่จะฟาดฟันกระบี่สวนกลับไป
อสูรพยัคฆ์ตัวแล้วตัวเล่า บัดนี้ร่างกายของทุกตัวต่างเต็มไปด้วยบาดแผลจากคมกระบี่และเคียวนับไม่ถ้วน บาดแผลลึกบ้างตื้นบ้าง ปะปนกันไป หยาดเลือดนั้นอาบชโลมทั่วร่างแทบจะทำให้ผิวหนังของมันกลายเป็นสีแดงฉานแล้ว
นอกจากอสูรพยัคฆ์สองตัวที่ทิวรั่วซานจัดการไปและอีกหนึ่งตัวที่เทียนฟางสังหารไปก่อนหน้านี้ จนถึงตอนนี้ยังไม่มีพวกมันตัวใดล้มลงไป
แววตาของพวกมันสาดประกายความมุ่งมั่นและโกรธแค้น คล้ายกับต้องการที่จะบอกกับเทียนฟางว่าพวกมันจะไม่ยอมตายจนกว่าจะสังหารเทียนฟางและพรรคพวกลงได้เสียก่อน
ทันใดนั้นอสูรพยัคฆ์ก็กระโจนเข้าใส่เทียนฟาง ก่อนที่อีกตัวจะวิ่งเข้ามาตะปบเทียนฟางจากทางด้านข้าง เทียนฟางรีบกระโดดหลบอสูรพยัคฆ์ตัวแรกก่อนที่จะยกกระบี่ขึ้นต้านกรงเล็บของอีกตัว
ตูม!!!
เทียนฟางยกกระบี่ขึ้นต้านรับอย่างสุดความสามารถ อาศัยพลังยุทธ์ขอบเขตก่อกายาขั้นที่สี่ของเขาแม้กระนั้นเทียนฟางก็ยังคงกระเด็นไปตามแรงตะปบอันทรงพลังนั้นอยู่ดี ร่างเล็กของเทียนฟางปลิวถลาไปชนกับเสาหินด้านข้างเสียงดังสนั่น
"ท่านประมุขน้อย!!!! "
ทิวรั่วซานร้องตะโกนออกมาด้วยความตกใจ แต่เทียนฟางที่รีบลุกขึ้นมายืนได้ก็ได้ตอบกลับมาว่า
"ไม่เป็นไร ไม่ต้องเป็นห่วง แค่นี้ไม่สามารถทำให้ข้าตายได้หรอก"
ว่าแล้วเทียนฟางก็เช็ดเลือดตรงมุมปากก่อนที่จะเข้าไปโรมรันกับอสูรพยัคฆ์ต่อ ทิวรั่วซานที่เห็นดังนั้นจึงบุกเข้าไปจัดการกับอสูรพยัคฆ์เบื้องหน้า ตอนนี้เขาหงุดหงิดเป็นอย่างที่สุด หากเมื่อครู่เทียนฟางเป็นอะไรไปล่ะก็ เขาคงเสียใจไปตลอดชีวิต
ว่าแล้ว ทิวรั่วซานก็พุ่งเข้าไปหาอสูรพยัคฆ์ ก่อนที่จะกระโดดลงไปทางด้านหลังของมัน จากนั้นจึงใช้เคียวยักษ์ของเขาฟันไปที่ขาหลังข้างขวาของมันราวกับสายลม
อสูรพยัคฆ์ล้มลงและร้องด้วยความเจ็บปวด แต่ก่อนที่มันจะยันตัวลุกขึ้นมาได้ เคียวทมิฬก็คล้องอยู่ที่คอของมันเรียบร้อยแล้ว
ฉวะ!!!
ส่วนหัวของอสูรพยัคฆ์กระเด็นหลุดออกมา ในขณะนั้นเองที่เทียนฟางก็ได้ใช้กระบี่โลหิตในมือแทงเข้าไปกลางหน้าผากของอสูรพยัคฆ์อีกตัว อสูรพยัคฆ์ตัวนั้นพลันล้มลง
ในตอนนี้หากนับรวมสองตัวที่ทิวรั่วซานได้สังหารไปบวกกับอีกตัวที่ตาย โดยฝีมือของเทียนฟาง หากนับตัวที่เยี่ยซุนกับฟงหยานกำลังต่อสู้อยู่นั้น อสูรพยัคฆ์ก็หลงเหลืออยู่เพียงหกตัวเท่านั้น