เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้ไม่มีผิดเพี้ยน ผลประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านรอบแรกถูกปิดประกาศอย่างเอิกเกริกในอีกสามวันถัดมาท่ามกลางฝูงชนที่เบียดเสียด ลู่ชิงเดินเข้าไปดูด้วยท่าทีสงบนิ่งและพบว่าหมายเลขของเขาผ่านเข้ารอบได้อย่างง่ายดาย
ในการสอบคัดลายมือครั้งนี้ ลู่ชิงจงใจสำรวมพลังและเจตจำนงเอาไว้มิดชิด เขาเลือกใช้เพียงทักษะการบังคับพู่กันที่เน้นความสม่ำเสมอ หนักแน่น และมีจังหวะจะโคนดุจสายน้ำไหลตามแบบฉบับบัณฑิตผู้มีความเพียรเท่านั้น เขาไม่ประสงค์และไม่ยินยอมที่จะใช้เคล็ดวิชา "หนึ่งขีดเบิกฟ้า" ในสมรภูมิแห่งน้ำหมึกนี้เลยแม้แต่น้อย
นั่นเพราะยิ่งลู่ชิงถลำลึกเข้าสู่โลกแห่งอักษรและฝึกฝนวิชานี้มากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งตระหนักได้ถึงความลึกลับอันน่าสะพรึงกลัวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ปลายพู่กัน ราวกับว่าทุกขีดที่ลากลงไปนั้นมิใช่เพียงการฝากน้ำหมึกไว้บนกระดาษ แต่มันคือการสลักคำสั่งลงบนเส้นชีพจรของฟ้าดิน ยิ่งเขามีตบะแก่กล้า พลังแห่งการ "เนรมิต" ก็ยิ่งรุนแรงจนน่าใจหาย
เขายังคงจดจำเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่หมู่บ้านชิงหมิงได้ดี ยามนั้นเขาเพียงต้องการทดสอบขอบเขตปัญญาของตนเอง จึงได้สะบัดพู่กันเขียนบทกลอนบรรยายถึงความทุกข์ยากของเหมันตฤดูท่ามกลางอากาศร้อนระอุของฤดูร้อน
"สุริยนสิ้นแสง แรงลมกรรโชกพัด
หมื่นลี้หนาวสลัด สั่นสะท้านถึงกระดูก
เกล็ดเหมยร่วงพรูพราย กลบสายน้ำที่เคยปลูก
ปฐพีถูกจองจำ ภายใต้มนตราแห่งเหมันต์"
ทันทีที่ปลายนิ้วจรดพู่กันในขีดสุดท้ายเสร็จสิ้นลง บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาด เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงดังสนั่นหวั่นไหวทั้งที่ท้องฟ้ายังไร้เค้าเมฆฝน พริบตาต่อมาเมฆาสีตะกั่วทะมึนลอยเคว้งมาบดบังดวงอาทิตย์จนมืดมิดไปทั่วทั้งอำเภออันเล่อ ลมพายุเย็นเยือกหมุนวนเข้าหอบเอาความหนาวเหน็บที่มิควรมีอยู่มาโปรยปรายเป็นหิมะประหลาดสีขาวโพลนปกคลุมหมู่บ้านชิงหมิงยาวนานถึงสามวันสามคืน
เหตุการณ์นั้นสร้างความตื่นตระหนกจนชาวบ้านต่างคิดว่าฟ้าดินพิโรธ บ้างก็ว่าเทพเจ้าลงทัณฑ์จนต้องจัดเครื่องบวงสรวงกันขนานใหญ่
แต่สำหรับลู่ชิง... แลกมาด้วยราคาสูงลิบ ร่างของเขาซูบซีดและไร้สติไปกว่าครึ่งก้านธูป พลังชีวิตในกายถูกสูบหายไปมหาศาลเพื่อเป็นเชื้อเพลิงให้กับกฎเกณฑ์ธรรมชาติที่เขาข้ามขั้นไปบิดเบือน ความรู้สึกในยามนั้นเหมือนจิตวิญญาณถูกดึงทึ้งออกเป็นชิ้นๆ
ด้วยบทเรียนอันล้ำค่านั้น ลู่ชิงจึงเตือนตนเองเสมอว่า "หนึ่งขีดเบิกฟ้า" คือดาบสองคมที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะนำมาใช้เพียงเพื่อเอาชนะคนพาล หรือเพียงเพื่อสอบชิงตำแหน่งขุนนาง เขาจึงเลือกที่จะซ่อนคมดาบนี้ไว้ในฝักอย่างมิดชิดที่สุด
บรรยากาศของสนามสอบจอหงวนในยามนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียดที่เข้มข้นจนแทบจะจับต้องได้ขอรับ การแข่งขันรอบต่อไปถูกกำหนดให้เริ่มขึ้นในอีกเจ็ดวันให้หลัง แม้จะมีเหล่าบัณฑิตถูกคัดออกไปไม่น้อยจนสนามสอบดูโล่งตาขึ้นบ้าง แต่จำนวนผู้ที่ผ่านเข้ารอบมาได้ก็ยังถือว่าหนาตาจนครอบคลุมพื้นที่มากกว่าครึ่งของสนามเดิม
ท่ามกลางบรรยากาศที่เหล่าปัญญาชนต่างพากันหมกตัวอ่านตำราจนขอบตาดำคล้ำ บางคนถึงกับท่องกลอนจนละเมอเพ้อพกด้วยความวิตก ลู่ชิงกลับดำเนินชีวิตไปอย่างเรียบง่ายและดู วางเฉย จนน่าหมั่นไส้ในสายตาผู้อื่นขอรับ เขาใช้เวลาช่วงสองวันหลังประกาศผลสอบออกไปเยื้องกรายเยี่ยมชมความรุ่งเรืองของเมืองหลวงร่วมกับฉินอวี้อย่างสุนทรีย์ มือหนึ่งถือถุงซาลาเปาราคาถูกที่ซื้อมา อีกมือหนึ่งก็ชี้ชวนดูนั่นดูนี่ด้วยความตื่นตาตื่นใจประหนึ่งนักท่องเที่ยวบ้านนอกเข้ากรุงที่เพิ่งเคยเห็นความหรูหราเป็นครั้งแรก
แต่เมื่อยามราตรีมาเยือน ลู่ชิงจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนขอรับ ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงบนหลังคาเรือนรับรอง เขาใช้เวลาทบทวนและฝึกฝนพื้นฐานอย่างบ้าคลั่ง ทั้งการโคจร "ปราณเซียนกำเนิด" ให้ไหลเวียนไปตามจุดชีพจรทั่วร่างประหนึ่งสายน้ำหลากที่เชี่ยวกราก รวมถึงการขัดเกลาท่วงท่า "ย่างก้าวไร้พันธนาการ" ที่บัดนี้ตัวเขาเริ่มจะดูเลือนลางประหนึ่งภาพลวงตาที่พร้อมจะสลายไปกับสายลม และขัดเกลา "ฝ่ามือสยบคลื่น" จนมวลอากาศรอบกายสั่นสะเทือนสม่ำเสมอดุจคลื่นใต้น้ำ
ทว่ายิ่งเขาฝึกฝนลึกล้ำเพียงใด ลู่ชิงกลับเริ่มสัมผัสได้ถึง "กำแพง" หรือแรงต้านจาง ๆ ภายในอก ราวกับมีทำนบกั้นมหาศาลที่เขาไม่สามารถก้าวข้ามได้ในขณะนี้ มันเป็นความรู้สึกอึดอัดที่มวลพลังในร่างเริ่มจะขยายตัวจนคับแน่นประหนึ่งอ่างน้ำที่ใกล้จะปริแตก
"หืม... อึดอัดชะมัด หรือว่าข้าจะตะกละกินซาลาเปาลดราคาเมื่อกลางวันมากเกินไปจนท้องอืดกันนะขอรับ?"
เขายังคงติดตลกพึมพำกับตัวเองพลางเอามือลูบท้องด้วยความตระหนี่ถี่เหนียว กลัวว่าซาลาเปาที่อุตส่าห์เจียดเงินซื้อมาจะสร้างปัญหาให้ร่างกายเสียของ ทั้งที่ลึก ๆ ในจิตวิญญาณเขารู้แจ้งยิ่งกว่าใครว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องของทางเดินอาหาร แต่มันคือบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์กำลังก่อตัวขึ้นในรากฐานร่างกาย มวลพลังนั้นใสสะอาดบริสุทธิ์ยิ่งกว่าแก้วเจียระไนชั้นเลิศ และเริ่มแผ่รัศมีเรืองรองออกมาจากภายในจิตสำนึกอยู่ตลอดเวลา มันเป็นพลังที่ดูสูงส่งจนร่างกายมนุษย์ปุถุชนของเขายากจะรองรับไหว ราวกับว่า "อ่างเก็บน้ำ" อย่างจินตานของเขากำลังจะแตกร้าวเพราะมวลน้ำมหาศาลที่จ่อรออยู่หลังบานประตู
ลู่ชิงตระหนักได้ทันทีว่านี่คือช่วงเวลาวิกฤตที่ต้องรีบจัดการ มิเช่นนั้นพลังนี้อาจจะพรั่งพรูออกมาจนทำให้จวนตระกูลฉินกลายเป็นเถ้าถ่าน หรือไม่ตัวเขาเองก็อาจจะ "ตัวระเบิด" กระจุยกระจายเป็นเศษเนื้อเพราะรับพลังไม่ไหวขอรับ
"ฉินอวี้ ข้าขออยู่คนเดียวสักสองสามวันนะ ห้ามให้ใครเข้ามารบกวนข้าเด็ดขาด ต่อให้มีใครเอาหมูหันมาล่อก็ห้ามเปิดประตู! ข้าจะขอปลีกวิเวกสักหน่อย" ลู่ชิงเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก
ฉินอวี้มองใบหน้าของสหายรุ่นพี่เพียงครู่เดียว เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่เปลี่ยนไปอย่างลึกลับ รัศมีรอบกายลู่ชิงยามนี้ดูเหมือนจะบิดเบี้ยวและสูงส่งจนเขารู้สึกครั่นคร้าม แม้ลู่ชิงจะเพิ่งพูดเรื่องของกินไปเมื่อครู่ แต่ยอดยุทธ์อัจฉริยะอย่างเขาก็พอจะเดาออกว่านี่คือช่วงเวลาสำคัญของการ "ก้าวข้าม" ขีดจำกัดมวลมนุษย์
"ได้ขอรับพี่ลู่ ข้าจะจัดการให้เอง" ฉินอวี้ไม่ซักไซ้ แต่รีบสั่งการให้คนงานจัดเตรียมพื้นที่ชะง่อนผาบนภูเขาหลังจวนตระกูลฉิน ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามที่มีลมปราณฟ้าดินหนาแน่นที่สุดและสงบเงียบที่สุดให้ทันที
ลู่ชิงก้าวเดินขึ้นสู่ยอดเขาเพียงลำพัง ทิ้งความวุ่นวายของสนามสอบและกลิ่นแป้งซาลาเปาไว้เบื้องหลัง ยิ่งเขาสูงขึ้นไป ลมบนยอดเขาก็ยิ่งกรรโชกแรงราวกับจะทดสอบปณิธานของเขา เขาเลือกนั่งลงบนโขดหินใหญ่ที่มีรูปร่างประหนึ่งแท่นหินสลักโดยธรรมชาติ แผ่นหลังตั้งตรงดุจขุนเขา พยายามสะกดกลั้นมวลพลังที่เริ่มปริแตกและเปล่งประกายออกมาจากทุกรูขุมขน เพื่อเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะสั่นสะเทือนพื้นฐานพลังของเขาไปตลอดกาล
ก่อนจะเข้าสู่ภวังค์อันล้ำลึก
ลู่ชิงไม่ได้ประมาท เขาขยับนิ้วร่ายรำในอากาศอย่างรวดเร็ว ปราณสีทองบริสุทธิ์สายหนึ่งพุ่งออกจากปลายนิ้วเข้าสู่ก้อนหินสี่ทิศรอบตัว ทันใดนั้นมวลอากาศรอบชะง่อนผาก็สั่นสะเทือนพร่ามัวครู่หนึ่ง ก่อนจะสงบนิ่งดุจผิวน้ำในบ่อโบราณ เขาได้วาง "วิถีศิลาจำจอง" ผสานกับ "วิถีหมอกลวงเนตร" ไว้เป็นปราการปกป้อง ค่ายกลนี้มิเพียงแต่จะกักขังแรงกดดันวิญญาณไม่ให้เล็ดลอดออกไปรบกวนภายนอก แต่ยังสร้างม่านมายาปกปิดร่องรอยของเขาจากสัมผัสของยอดฝีมือที่อาจสอดแนมมาจากในเมืองหลวงอีกด้วย
"เอาล่ะ... ในเมื่อข้าลงมือวางค่ายกลระดับนี้แล้ว หากยังมีใครกล้าบุกรุกเข้ามาขัดจังหวะ ข้าจะถือว่านั่นเป็นเจ้ากรรมนายเวรที่มาทวงหนี้ซาลาเปาข้าเมื่อชาติที่แล้วก็แล้วกันนะ"
เขาบ่นพึมพำทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มจางๆ ก่อนจะผ่อนลมหายใจเข้าออกอย่างเป็นจังหวะ พริบตานั้นเองสติของเขาก็ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง ภายในห้วงจิตสำนึก ปราณเซียนกำเนิดที่เคยไหลเวียนอย่างสงบกลับเริ่มหมุนวนด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ มันเริ่มบีบอัดตัวเข้าสู่จุดกึ่งกลางของหัวใจและจินตาน รัศมีสีทองเจิดจรัสสว่างจ้าออกมาจากภายในร่างกายจนทะลุผ่านเสื้อผ้าปะชุนตัวเก่าของเขา ราวกับว่าร่างของเขากำลังจะกลายเป็นดวงตะวันขนาดย่อมที่จุติลงมาบนยอดเขาแห่งนี้