“เ้าร้องไห้ด้วยเหตุใด” ฟางเลี่ยงหรูตื่นใ เมื่อครู่อีกฝ่ายยังยิ้มร่าได้อยู่เลยแท้ๆ
“เปล่าเ้าค่ะ ขออภัยที่รั้งไว้นานเ้าค่ะ” จ้าวเลี่ยงเฟิ่งที่รู้ตัวแล้ว ปาดน้ำตาทิ้งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะคิดหาทางออกให้กับตนเอง
“ข้าเพียงนึกถึงท่านแม่ของข้าขึ้นมาเ้าค่ะ” และแล้วนางก็เอ่ยออกไปเช่นนี้ สีหน้าของฟางฮูหยินคล้ายว่าแปลกใจอยู่หลายส่วน จ้าวเลี่ยงเฟิ่งในร่างสหายแซ่หลินจึงเอ่ยต่อ “มารดาข้าเสียไปแล้วเ้าค่ะ”
“เช่นนี้เอง” ฟางเลี่ยงหรูรู้สึกสะท้อนในใจขึ้นมา เพราะนางเองก็เพิ่งสูญเสียบุตรีไป ถึงแม้จะทำใจรอแต่เนิ่นๆ เพราะเห็นอาการป่วยที่มีมานาน แต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆ จึงได้รู้ว่าทำใจไม่ได้ง่ายเลย
“ขออภัยด้วยเ้าค่ะ ขอบคุณฟางฮูหยินที่คุยเป็เพื่อนข้านะเ้าคะ” นางยืนขึ้นค้อมกายต่ำเมื่อเกรงว่าจะทำให้มารดาเสียเวลาไปมากกว่านี้ หากนางยังไม่หยุดร้อง ท่านแม่ผู้มีเมตตาคงปลีกตัวไปได้ยาก
ฟางเลี่ยงหรูอมยิ้ม ก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือหลินเยว่ชิงมากุมไว้แล้วลูบเบาๆ อย่างอ่อนโยน ยิ่งทำให้จ้างเลี่ยงเฟิ่งร้องไห้หนักเข้าไปอีก กว่าจะปลีกตัวไปได้จริงๆ ก็ครู่ถัดมา อูซือาุโกล่าวลาเพียงสั้นๆ และไม่ลืมกำชับให้มาหาอีกได้หาก้า
นางยืนส่งผู้เป็มารดาจนอีกฝ่ายลับตาไปด้วยความอาลัย วันนี้ถือเป็การทำความรู้จักเพียงผิวเผินแม้จะผ่านหลินเยว่ชิงก็ตาม หลังจากนี้ค่อยไขข้อข้องใจที่ตั้งใจจะถามมารดาในคราแรกก็คงไม่สาย
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งเดินออกมาจากศาลาและออกจากสำนักอูซือไปโดยยังไม่ได้คืนร่างให้หลินเยว่ชิงในทันที วันนี้นางยอมรับว่าผลีผลามและใจร้อนเกินไปหน่อย เมื่อได้เผชิญหน้ากับผู้เป็มารดาจริงๆ กลับพูดไม่ออกว่าตนคือใคร ทั้งเหตุอันไม่ถูกไม่ควรอย่างการที่บังคับใช้ร่างคนอื่นมานี้ด้วย ลึกๆ นางกลัวว่ามารดาจะตื่นใ จึงยอมหยุดเพียงเท่านี้ก่อน
หลังออกมาพ้นหน้าประตูของสำนักอูซือ จ้าวเลี่ยงเฟิ่งก็คืนร่างให้หลินเยว่ชิงโดยง่าย
ตลอดเวลาที่ไม่ได้ดำเนินชีวิตด้วยตัวเอง หลินเยว่ชิงเหมือนเดินอยู่ในหมอก และเหมือนว่านางหลับไปตื่นหนึ่ง จากนั้นก็ถูกกระชากออกมาสู่โลกความเป็จริง ทันทีที่ได้สติกลับมาหลินเยว่ชิงก็จ้องหน้าิญญาโปร่งแสงตนนั้นเขม็ง
“เราตกลงกันไว้ว่าอย่างไร” เสียงของนางแข็งกระด้างขึ้นมาจากปกติเล็กน้อยเมื่อรู้ตัวว่าถูกอีกฝ่ายยึดร่างโดยไม่บอกกล่าว
“หากเ้าไม่อนุญาต ข้าห้ามใช้ร่างของเ้าโดยไม่ชอบธรรม” จ้าวเลี่ยงเฟิ่งเอ่ยทวนด้วยท่าทางสงบนิ่ง ครั้งนี้นางยอมรับว่าตนเองทำไปโดยมิได้ไตร่ตรองก่อนจริงๆ
“แล้วท่านทำอะไรลงไป ท่านใช้ร่างของข้าตามอำเภอใจ หากเป็ตัวท่านเองมาถูกคนอื่นยึดร่างเช่นนี้บ้างจะมิโกรธหรือ” น้ำเสียงของหลินเยว่ชิงแม้มิใช่หนักแน่นพอให้กลายเป็น้ำเสียงตำหนิ เพราะแม้นางจะไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้ใช้น้ำเสียงกระโชกใส่อีกฝ่ายที่ช่วยเหลือตนมาหลายครั้งหลายครา
ทว่าท่าทางแววตาและท่าทางของหลินเยว่ชิงแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน
อดีตฮองเฮาหลุบสายตาลง เพราะนางทำไปด้วยเอาอารมณ์เป็ที่ตั้ง “ข้าสำนึกผิดแล้ว เ้าใจเย็นลงก่อนเถิด”
คุณหนูรองสกุลหลินนวดขมับหวังคลายความร้อนรุ่มภายในที่กำลังแผดเผา วันนี้นางก็ขอให้จ้าวเลี่ยงเฟิ่งช่วยตนเองอย่างเห็นแก่ตัวไปตอนสอบบรรเลงกู่ฉิน จึงถือเสียว่าเป็การแลกเปลี่ยนก็แล้วกัน
“คราวหลังท่านอย่าได้ทำอีก” หลินเยว่ชิงทอดถอนหายใจแรงๆ ออกมาคราหนึ่ง ก่อนจะถามว่าใช้ร่างของนางไปทำสิ่งใดมา
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งจึงเล่าให้ฟังั้แ่ต้นจนจบ
“ข้าตัดสินใจบุ่มบ่ามเพราะอยากคุยกับนางอีกสักครั้ง ข้าอยากรู้ว่ามารดาของข้ายังสบายดีอยู่หรือไม่หลังข้าตายไป ในครั้งนี้เป็ความหุนหันพลันแล่นของข้าเอง ต้องขอโทษเ้าจริงๆ” จ้าวเลี่ยงเฟิ่งเอ่ยเสียงเรียบเช่นเคย ทว่าในน้ำเสียงกลับส่อแววจริงใจไม่มีปกปิด
“มารดาของท่านหรือ” หลินเยว่ชิงเลิกคิ้ว
“นางเป็มารดาของข้า”
ที่แท้เป็เพราะมีความสัมพันธ์กันแบบนั้น ่ที่รถม้ามาจอดหน้าประตูทางเข้าสำนักอูซือ ิญญาตนนี้จึงมีท่าทางแปลกประหลาดต่างไปจากเดิม
หลินเยว่ชิงนึกสงสารขึ้นมาเพราะตนเข้าใจความโหยหานั้นดี นางยกโทษให้และไม่เอาความเพราะเห็นแก่ความรู้สึกอีกฝ่าย หากเป็ตัวนางบ้างก็อาจทำไม่ต่างจากนี้ก็เป็ได้ หญิงสาวจัดแจงความคิดของตนเองไปเช่นนั้น ทว่ากลับฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้อย่างกะทันหัน
ประเดี๋ยวก่อน…
“ท่านบอกว่าฮูหยินสกุลจ้าวเป็มารดาของท่านหรือ” น้ำเสียงของนางเริ่มสั่นเล็กน้อย
“ใช่” จ้าวเลี่ยงเฟิ่งตอบ
หลินเยว่ชิงที่ได้คำตอบอย่างชัดเจนอีกครั้งถึงกับใจสั่น หากนางไม่ได้จำผิด ฮูหยินสกุลจ้าวกับมหาเสนาบดีจ้าวเฉิงหลงมีบุตรีอยู่สองคน คนหนึ่งแต่งออกไปเป็ชายาชินอ๋อง ส่วนอีกคนกลายเป็ฮองเฮาผู้สูงส่ง
แต่ผู้ที่เสียชีวิตลงเมื่อเดือนก่อน นั่นคือฮองเฮาของแคว้นแห่งนี้มิใช่หรือ...
แล้วิญญาตนนี้เพิ่งพูดอยู่เมื่อครู่ว่าฟางเลี่ยงหรูเป็มารดาของตน...
หลินเยว่ชิงมองิญญาตรงหน้าั้แ่ศีรษะจรดเท้า ทั้งกิริยามารยาท การวางตัว มีความสามารถ รอบรู้พรั่งพร้อม
ิญญาตนนี้คงไม่ใช่ฮองเฮาหรอกใช่หรือไม่...
คิดไปแล้วเส้นขนบนกายของนางพลันลุกชันขึ้นมา แผ่นหลังเย็นวาบขึ้นมาถึงลำคอ เพราะเมื่อครู่นางต่อว่าอีกฝ่ายไปเสียหลายประโยค
“ข้ารู้ว่านี่ออกจะช้าไปเสียหน่อย แต่ข้าอยากทราบว่า...ท่านชื่ออะไร” น้ำเสียงของนางสั่นเครือ
ในคราแรก หลินเยว่ชิงคิดว่าจะไม่ถามชื่อิญญาตนนี้ เพราะอย่างไรสักวันก็ต้องจากกัน และคงไม่ได้สนิทสนมกันถึงเพียงนั้นที่จะต้องรู้ชื่ออีกฝ่ายเอาไว้ให้ได้ แต่ตอนนี้กลับอยากรู้ให้ชัดเจน หลินเยว่ชิงไม่เคยออกจากเรือนไปไหนมาไหน การที่จะมีโอกาสได้เห็นเชื้อพระวงศ์ในเมืองหลวงยังยาก ไม่ต้องถึงตำแหน่งฮองเฮาเลย แม้แต่องค์หญิงองค์ชายก็ไม่เคยได้เฉียดใกล้
หลินเยว่ชิงรอคำตอบนั้นอย่างใจจดใจจ่อ หวังเพียงว่าไม่ใช่ แต่กลับไม่เป็ดังหวัง เพราะคำตอบนั้นทำให้เธอราวกับิญญาจะหลุดออกจากร่างแทน
“จ้าวเลี่ยงเฟิ่ง” เ้าของร่างิญญาโปร่งแสงเอ่ยออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“เป็...เป็ฮองเฮาหรือ” น้ำเสียงของนางตะกุกตะกักขาดห้วง เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้าตอบก็ยิ่งทำให้คุณหนูรองสกุลหลินตัวชาวาบ สองมือยกขึ้นปิดปากแสดงสีหน้าตื่นใจนถึงขีดสุด ดวงตาทั้งสองข้างเบิกโพลงด้วยความใ นางเผลอก้าวถอยหลังไปเสียหลายก้าว
เหตุการณ์ก่อนหน้าทั้งหลายที่เคยเกิดขึ้นประดังประเดเข้ามาในหัวนาง ราวกับ้าตอกย้ำกิริยาไร้มารยาทที่ล่วงเกินมารดาของแผ่นดินไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
เหตุใดิญญาฮองเฮาผู้สูงส่งจึงมาผูกติดกับข้าที่เป็เพียงคนต่ำต้อย…