ตอนที่ 179
หนึ่งคืนผ่านไป...
ซุน ที่เข้าฌานบำเพ็ญตบะ ลืมตาตื่นขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสพลังปราณอันบริสุทธิ์ที่คละคลุ้งเต็มไปทั่วถ้ำแห่งนี้ก่อนจะพบว่าเบื้องหน้าของตนนั้น กระบวนการสกัดดวงวิญญาณในเวลานี้เสร็จสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อย...มองเห็นเม็ดโอสถปราณวิญญาณขนาดใหญ่ปลายนิ้ว ที่เปล่งแสงสว่างและมีไอปราณที่บริสุทธิ์แผ่ซ่านออกมาเพียงแค่สูดดมยังรู้สึกถึงลมปราณในร่างที่เดือดปะทุ
ดวงตาของ ซุน กลมโต เผยประกายตื่นเต้นขึ้น...
“สำเร็จแล้วงั้นหรือ!!”
เฒ่าชีเปลือย ที่เวลาเต็มไปด้วยดวงวิญญาณหญิงรับใช้รายล้อม ค่อย ๆเหลียวมองมา มีรอยยิ้มน้อย ๆ ปรากฏขึ้น พร้อมพยักหน้า... “นี่แหละคือโอสถปราณวิญญาณที่สมบูรณ์ทั้งยังถูกสกัดจากดวงวิญญาณของยอดฝีมือ ผลลัพธ์ของมันไม่ต้องสาธยาย...”
โอสถเม็ดนี้ถูกหลอมสกัดจากวิญญาณส่วนหนึ่งของ ซุน ที่แฝงไว้ดังนั้นเพียงแค่ ซุน ยื่นมือไปเบื้องหน้า โอสถนี้ก็ลอยตรงมาหาราวกับมีชีวิตความโปร่งแสงของมันคล้ายมีอณูวิญญาณลอยตลบอบอวลอยู่รอบ ๆ เม็ดยา... ซุน สามารถสัมผัสมันได้มิต่างวัตถุชิ้นหนึ่งแต่หากเป็นบุคคลอื่นจะไม่สามารถจับต้องมันได้คล้ายเป็นภาพมายา...
แม้ว่าลมปราณบริสุทธิ์ในดวงวิญญาณของ เกาเทียนฉี อดีตยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่5 จะแทรกซึมอยู่ในวิญญาณเพียงแค่ส่วนเดียวหลังจากที่ตกตายไป ทว่าแม้เพียงส่วนเดียวของชนชั้นราชันย์สำหรับ ซุน ในเวลานี้ก็ยังนับว่ามากมายมหาศาลอยู่ดี ทำให้ ซุนสัมผัสได้ถึงลมปราณบริสุทธิ์ที่อัดแน่นอยู่ภายในเม็ดยา
“เฒ่าชีเปลือย... เจ้าแน่ใจนะว่าเข้าสามารถกลืนมันเข้าไปได้โดยตรง?!”
“หึหึ... อย่ามาดูถูกศาสตร์การสกัดดวงวิญญาณของข้าเชียว หลังจากสกัดตามวิธีการที่ถูกต้องโอสถปราณวิญญาณนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับลมปราณบริสุทธิ์ที่พร้อมจะยกระดับพื้นฐานได้โดยตรง... ตามการคำนวณของข้าโอสถเม็ดนั้นสามารถยกระดับชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นแรกสุดของเจ้า ขึ้นเป็นขั้นกลาง(ขั้น 4-6) ได้สบาย ๆ เลยทว่าก็ขึ้นอยู่กับความเข้ากันได้ของตัวเจ้าและเม็ดยาเช่นกัน
สิ่งที่เจ้าต้องระวังก็คือ... อย่าหักโหมรีบร้อนดูดซับมันอย่างเด็ดขาดเพราะร่างกายของเจ้าจะรับการยกระดับในฉับพลันไม่ไหว ใช้เวลาที่เหลืออีก 3 วันก่อนจะเข้าสู่หอคอยค่อย ๆ ดูดซับมันอย่างช้า ๆ เพื่อให้ร่างกายเจ้าคุ้นชินกับการยกระดับ
ข้าเคยเห็นผู้ที่อายุขัยหดหาย รวมไปถึงร่างกายที่แตกระเบิดมานักต่อนักแล้วสำหรับที่คนเต็มไปด้วยความเร่งร้อนในการดูดซับพลัง... หากเจ้าไม่อยากเป็นเช่นเดียวกันก็สำเหนียกคำเตือนของข้าเอาไว้ให้มั่น...” เฒ่าชีเปลือย กำชับเสียงแข็ง ทำให้ ซุนแทบสำลักลมหายใจยามได้ยิน อดไม่ได้ที่จะนึกภาพตนเองที่ร่างกายแตกระเบิดขึ้นมาไม่ได้
หลังลูบ ๆ คลำ ๆ เม็ดยาอยู่สักระยะเพื่อตระเตรียมใจก็รู้ดีว่าตนเองมีเวลาไม่มากนัก ยิ่งยกระดับพลังให้สูงขึ้นมากเท่าไหร่โอกาสที่จะพิชิตหอคอยก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น... ต่อให้มี พยัคฆ์วาตะ เข้าช่วยเหลือทว่าด้านในหอคอยตามที่ ซุน ได้ศึกษามา จะมีพลังงานบางอย่างที่เรียกว่า “แรงกดดันจากหอคอย”ซึ่งจะทำให้การเดินทางในแต่ละชั้นที่สูงขึ้นไป ลำบากมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆร่างกายจะหนักอึ้งราวกับถูกอำนาจบางอย่างกดทับลงมาตามความสูงของหอคอย
และยังมีสิ่งที่เรียกว่า “การปฏิเสธจากหอคอย” ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดที่ชัดเจนจากประตูวาสนาว่าความสามารถของผู้ที่จะขึ้นไปบนหอคอยนั้น สามารถไปได้สูงสุดเพียงแค่ชั้นอะไรจาก114 ชั้น ของจำนวนทั้งหมด
ทั้ง แรงกดดันจากหอคอย และ การปฏิเสธจากหอคอย คือสิ่งที่ ซุนต้องฝ่าฝันด้วยตนเอง ไม่อาจได้รับการช่วยเหลือใด ๆ จาก พยัคฆ์วาตะ ได้แน่นอน หรือต่อให้ช่วยได้ก็ย่อมต้องมีขอบเขตที่จำกัดเพราะนี่คือกฎเหล็กที่หอคอยสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นหอคอยแห่งใดจากทั้ง 5 หอคอยล้วนมีกฎเกณฑ์เหล่านี้ไม่แตกต่างกันดังนั้นมันจึงไม่เกี่ยวข้องกับบางสิ่งบางอย่างที่ครอบครองหอคอยอยู่ในเวลานี้...
สำคัญกว่านั้น การเข้าไปในหอคอยยังมีกฎเหล็กอีกข้อหนึ่ง นั่นก็คือเรื่องของระยะเวลา...ไม่ว่าผู้ใดที่จะเข้าไปจะต้องผ่านประตูวาสนาซึ่งอยู่ด้านหน้าทางเข้าหอคอย... ประตูวาสนาจะเป็นตัวกำหนด ว่าผู้เข้าไปในนั้นจะสามารถเดินทางไปได้แค่ชั้นที่เท่าไหร่
โดยผู้ที่รอดผ่านประตูวาสนาก่อนเข้าหอคอย จะมีลูกแสงทรงกลมที่ระบุหลายเลขลอยอยู่เหนือศีรษะ และเมื่อเวลาผ่านไป 3 วัน ลูกแสงทรงกลมนี้ จะแปรเปลี่ยนเป็นพลังเคลื่อนย้ายนำส่งขอเพียงผู้ที่เข้าไปในหอคอยผู้นั้นยังไม่ตาย ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ส่วนใดของหอคอยก็จะถูกส่งกลับออกมายังประตูวาสนาอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าใครก็ไม่อาจอยู่ในหอคอยได้มากไปกว่า3 วัน
กฎเกณฑ์เหล่านี้มีมานานเทียบเท่าประวัติศาสตร์แห่งยุคสมัย ถึงจะผ่านไปที่พันกี่หมื่นปีก็ไม่เคยถูกเปลี่ยนแปลงมันคือสิ่งที่ผู้จะเข้าไปแสวงหาโชควาสนาภายในหอคอย ต้องให้ความเคารพและให้การยอมรับ...
“โชควาสนาแห่งหอคอย... ตลอดหมื่นปีที่ไม่มีผู้ใดสามารถพิชิต...หากข้าไม่มีความเตรียมพร้อมทั้งกายและใจที่มากพอ หวังพึ่งพาผู้คนรอบข้างไหนเลยที่จะสามารถพิชิตโชควาสนาครั้งนี้ได้หากทำได้ง่ายดายนักตลอดหมื่นปีมานี้ ก็คงมีผู้พิชิตจำนวนนับไม่ถ้วนแล้ว...” ซุนตระหนักในความลำบากมากกว่าความสบาย การมองโลกในแง่ร้ายมีผลดีที่จะทำให้ตนมีความระมัดระวังตัวและเตรียมพร้อมที่มากกว่าปกติ
หลังสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่ง ชายหนุ่มก็ตบเม็ดยาโอสถปราณวิญญาณเข้าไปในปากทันทีสัมผัสได้ถึงการหลั่งไหลที่ค่อย ๆ แผ่ซ่านเข้าไปในร่างกาย ตรงไปยังเส้นลมปราณตรงไปยังจุดตันเถียน กระจายไปทั่วทั้งจิตวิญญาณ
ร่างกายของ ซุน ร้อนผ่าวขึ้น ราวกับมีระลอกคลื่นความร้อนที่บริสุทธ์แผ่ซ่านไปตลอดทั้งร่างเส้นลมปราณเกิดการขยายและสั่นไหวอย่างรุนแรง จนร่างกายตอบสนองด้วยอาการสั่นเทา เหงื่อกาฬแตกซิกทั่วทุกรูขุมขน
ความรู้สึกที่ราวกับร่างกายจะขยายออก ทำให้ ซุนหวาดหวั่นใจเป็นอย่างมาก จำเป็นต้องควบคุมสะกดกั้นพลังมิให้โคจรรุนแรงเกินไป ยังดีที่ได้รับการย้ำเตือนจากเฒ่าชีเปลือย มาก่อนล่วงหน้า ซุน จึงระงับการดูดซับพลังให้เชื่องช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้
พลังจากโอสถปราณวิญญาณ ราวกับน้ำในเขื่อนที่พร้อมจะแตกทลายออกมา...สิ่งที่ ซุน ทำได้ก็ไม่ต่างอะไรกับการวิดน้ำออกจากเขื่อนทีละถังอย่างไม่เร่งร้อนใช้ความต่อเนื่องและมั่นคงเข้าสะกดข่มความบ้าคลั่ง...
เฒ่าชีเปลือย แม้ว่าคล้ายจะดูไม่สนใจแต่อันที่จริงนั้นเฝ้าจับตามองอยู่ตลอดเวลา หากเกิดเหตุการณ์ที่เกินควบคุมก็พร้อมจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือแต่จากที่พิจารณามาสักระยะแล้ว เมื่อเห็นว่า ซุน สามารถควบคุมได้ความบ้าคลั่งของโอสถปราญวิญญาณในตอนแรก ค่อย ๆ ทุเลาลงตามลำดับ สีหน้าของ ซุนก็ค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติ...
“หึหึ... หากแค่นี้ยังทำไม่ได้ ข้าก็คงไม่ลำบากติดตามเจ้ามาแล้ว...”
วันเวลาค่อย ๆ ผ่านเลยไป ทางสำนักสายลมประจิมเริ่มที่การฝึกซ้อมขบวนศิษย์ที่จะเข้าไปในหอคอย ซึ่งจำนวนที่จะเข้าไปนั้น มีประมาณ1 ใน 3 ของศิษย์ทั้งสำนัก โดยคัดเลือกจากศิษย์ที่มีความแข็งแกร่งสามารถดูแลตนเองได้ในระดับหนึ่งจากแต่ละหอธาตุและหอศาสตรา จำนวนจึงมีเกือบสองพันคน แบ่งออกเป็นขบวนศิษย์สายนอก 1,500คน และ ศิษย์สายใน 300 คน
ทั้งยังต้องมีการไปรวมตัวกับศิษย์ของสำนักบุปผาประจิม ในจำนวนที่ใกล้เคียงกันนี้อีกด้วยเป็นการเดินทางร่วมกันของทั้งสองสำนักตามธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมาในทุก ๆ ปี โดยทางสำนักจะจัดกำลังชนชั้นผู้ฝึกสอนจำนวนหนึ่งที่มีระดับพื้นฐานลมปราณต่ำกว่าชนชั้นลมปราณสีส้มรับหน้าที่คุ้มกันขบวนตลอด 3 วันภายในหอคอย
แต่สำหรับขบวนของ ศิษย์หลักนั้นจะแตกต่างออกไป...
กลุ่มศิษย์หลักคือศิษย์ที่ทางสำนักสายลมประจิมให้การสนับสนุนอย่างที่สุด เพราะกลุ่มคนเหล่านี้คืออนาคตของสำนักถูกผลักดันสนับสนุนจนถึงขั้นว่าศิษย์หลักทุกคนจะได้รับ สัตว์อสูรเทียมพาหนะ คนละหนึ่งตัวก่อนจะเข้าหอคอยเพื่อที่จะได้เพิ่มความเร็วในการพิชิตไปยังชั้นที่สูงที่สุดตามแต่โชควาสนาที่ได้รับ
ขบวนของศิษย์หลัก จะมีผู้ฝึกสอนชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงสุดหนึ่งคนเท่านั้นที่ติดตามไปคอยคุ้มครอง และจะมีศิษย์แห่งความภาคภูมิใจของสำนักในอันดับต้น ๆ เป็นผู้นำขบวนซึ่งในปีนี้ก็มีจำนวนผู้นำขบวน 3 คน นั่นคือ เจี่ยโย่วเทียน ลั่วชิงเหอ และ ซุน
เจี่ยโย่วเทียน ได้รับหมาป่าอสูรขนาดใหญ่ตนหนึ่งเป็นพาหนะ ส่วนลั่วชิงเหอ ได้รับจิ้งจอกอัคคีเป็นพาหนะเวลานี้ทั้งสองกำลังฝึกซ้อมสั่งการขบวนศิษย์หลัก ซึ่งแต่ละคนได้รับสัตว์อสูรเทียมที่แตกต่างกันออกมาแต่ในด้านความแข็งแกร่งย่อมเทียบไม่ได้กับ หมาป่าอสูร และ จิ้งจอกอัคคี
จำนวนศิษย์หลักของปีนี้คือ 92 คน แบ่งเป็นแผนกวรยุทธดั้งเดิม 65 คนและแผนกวรยุทธประยุกต์ 26 คน โดยมี ซุน เพียงคนเดียวที่ไม่อาจระบุเจาะจงแผนก...หากมีการต่อสู้เกิดขึ้นระหว่างทาง ศิษย์หลักแผนกวรยุทธดั้งเดิม ที่มุ่งเน้นการใช้ศาสตราเป็นหลักก็เปรียบได้กับแนวหน้าต่อสู้ โดยมีแผนกวรยุทธประยุกต์ใช้ปราณธาตุเป็นฝ่ายสนับสนุน
ทว่าพลังในการต่อสู้ก็สามารถผันแปรได้ตามความชำนาญและความแข็งแกร่งในแต่ละคนอย่างเช่น ลั่วชิงเหอ ที่มักจะอยู่ในแนวหน้าเสมอตามอุปนิสัยมุทะลุไร้ความหวาดกลัว ดังนั้นเรื่องกลยุทธ์จึงไม่มีการกำหนดตายตัวมากนักขึ้นอยู่กับสถานการณ์เป็นหลัก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ต้องมีผู้นำขบวนคอยตัดสินใจเรื่องนี้...
หลักการฝึกซ้อมขบวนมาสักระยะ ลั่วชิงเหอ ก็ขมวดคิ้วมุ่นอยู่บ่อยครั้งเพราะไม่เห็น ซุน ปรากฏตัวออกมาเลยในการฝึกซ้อม... “เจ้าบ้านั่นมัวทำอะไรอยู่กันนะ...ปากก็บอกว่าไม่เคยเข้าไปในหอคอยแท้ ๆ แต่กลับไม่ยอมมาร่วมการฝึก”
เจี่ยโย่วเทียน เงียบขรึมเช่นเคย มองตรงไปยังตำแหน่งของร้อยถ้ำปิดด่าน...
“ผู้อาวุโสจุน แจ้งมาว่า ซุน ปิดด่านมาโดยตลอด ติดต่อไปก็เงียบงันไม่แน่ว่าเจ้านั่นอาจกำลังทะลวงผ่านขั้นพลังอยู่กระมัง?! ครั้งสุดท้ายที่เจอ เหมือนว่าเจ้านั่นจะอยู่ในจุดสูงสุดของชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่1 แล้ว คงคาดหวังจะเข้าสู่ขั้นที่ 2 ก่อนเข้าหอคอย...”
ลั่วชิงเหอ ได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจ...
“จะว่าไป... เจ้าบ้านั่นก็ฝ่าทะลุในแต่ละขั้นได้ไวจริง ๆหรือว่าเป็นเพราะสุราลมปราณที่มันพยายามเอามาขายต่อให้ข้ากันนะ?!”
เหล่าศิษย์หลักทุกคนได้ยินเช่นนั้นต่างก็สำลักลมหายใจ... ดูเหมือนว่าทุกคนจะเคยได้รับการติดต่อซื้อขายสุราลมปราณจากซุน กันมาอย่างถ้วนหน้า แม้แต่ เจี่ยโย่วเทียน ยังกระแอมไอขึ้นมาใบหน้าแดงก่ำสามารถสังเกตเห็นเต้าสุราที่แขวนอยู่ข้างเอวได้เด่นชัดนัก...
วันเวลาผ่านเลยไป จนมาถึงในคืนสุดท้ายก่อนออกเดินทางในเช้าวันพรุ่งนี้...
กระแสลมปราณในถ้ำของ ซุน เกิดการหมุนวนอย่างรุนแรง จนสุราที่หมักบ่มไว้ล้มระเนระนาดเกิดความเสียหายระลอกลมปราณที่แผ่ล้นออกมานั้นมีจุดศูนย์กลางเพียงหนึ่งเดียวนั่นก็คือร่างของชายหนุ่มที่นั่งขัดสมาธิมาตลอดหลายวัน...
ทันใดนั้นเอง... ซุน ก็ได้ลืมตาตื่นขึ้นมา...
“บรรลุชนชั้นลมปราณสีเขียว... ขั้นที่ 6 !!”
.......................................................