ผลไม้ทรงกลมขนาดพอ ๆกับลูกแตงโม แต่มีเปลือกเป็นสีดำสนิทวางเรียงรายกันอยู่ตรงพื้นหญ้าข้างกองไฟ
“ที่คือทั้งหมดที่เก็บได้ในชั้นนี้แล้วสินะ”
เซเลน่าวาง2ลูกสุดท้ายที่ตัวเองถืออยู่ลงบนพื้น
ผลเนื้อเปลือกเป็นสีดำ..แต่ภายในเป็นสีแดงสุกสกาวราวกับเนื้ออัญมณี..และที่ยิ่งกว่าหน้าตา..ก็คือรสชาติอันล้ำลึกที่ซ่อนอยู่ภายใของมัน
“ว่ากันว่าดันเจี้ยนคือแหล่งซ่อนสมบัติ…แต่ใครมันจะไปคิดล่ะว่าสมบัติมันจะคือของกินแบบนี้”
รูอันกล่าวพร้อมกับโอบเห็ดสีทองหลายโคนไว้เต็มอ้อมแขน…จากสกิลตรวจสอบมันไม่ใช่เห็ดพิษแต่อย่างใด..และดูเหมือนจะกินได้ด้วย…เพราะกลิ่นหอมของเครื่องเทศที่โชยออกมาอย่างรุนแรงนั้น..ลอยฟุ้งไปทั่วและกระตุ้นความอยากอาหารถึงขีดสุด…ซึ่งชื่อสามัญบนพื้นของเห็ดชนิดนี้..คงมีแค่เด็กสาว2คนเท่านั้นที่รู้จัก
“เห็ดทองคำ…แม้จะไม่เท่าผลเนื้อ…แต่ก็จัดเป็นวัตถุดิบชั้นสูงที่ราคาแพงมาก ๆ เลยค่ะ”
“แต่ของแพง..มันก็ไม่น่าจะมีปัญหากับคนที่มีศักดิ์เทียบเท่าองค์หญิงอย่างพวกเธอไม่ใช่รึ?”
บนอ้อมแขนของเรเวลก็โอบอุ้มไปด้วยผลึกคริสตัลเล็ก ๆ มี6แฉกคล้ายดาวดวงน้อย ๆ….ภายนอกคล้ายกระจกใส..แต่ภายในบรรจุของเหลวสีขาวคล้ายนม ชื่อของมันก็คือคริสตัลโยเกิร์ตนั่นเอง
มันคือวัตถุดิบของหวานชั้นเลิศที่ภายนอกเป็นน้ำตาลเวทมนตร์ ซึ่งจะละลายและปล่อยไอเย็นแผ่ออกมาทุกครั้งที่สัมผัสกับลิ้น เมื่อน้ำตาลละลายแล้ว ยังมีของเหลวสีขาวนวลละมุนลิ้นซึ่งมีรสชาติคล้ายโยเกิร์ตแสนอร่อยแผ่ซึมออกมาด้วย
แต่ความพิเศษของมันไม่ได้อยู่แค่รสชาติเท่านั้น เพราะคนที่กินสิ่งนี้เข้าไปจะมีผิวพรรณที่เปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล แลดูอ่อนเยาว์มากขึ้น มันคือผลิตภัณฑ์เสริมความงามจากธรรมชาติโดยแท้
ส่วนราคาและความหายากนั้นไม่จำเป็นต้องพูดถึง อาจยิ่งไปกว่าผลเนื้อด้วยซ้ำ
นอกจากนี้บนพื้นหญ้ายังมีวัตถุดิบแปลก ๆ อื่น ๆ ที่พวกเขาทั้งหมดเก็บมันมาได้ในชั้นนี้ ไม่ว่าจะมันฝรั่งพระจันทร์ซึ่งจะส่องแสงสีเหลืองนวลออกมาในที่มืด,เยลลี่แสงตะวันที่จะทอแสงสีส้มเมื่อสัมผัสกับอากาศยามเช้า,ชีสละอองดาวที่จะมีรสชาติอร่อยเข้มข้นและยืดหนึบหนับตอนที่กินมันใต้แสงแสงจันทร์เท่านั้น
“เจ้าโง่!!…ของพวกนี้ใช่ว่ามีเงินก็จะซื้อได้ซะที่ไหนกันล่ะ…ไม่ว่าจะผลเนื้อ เห็ดทองคำ มันฝรั่งพระจันทร์ เยลลี่แสงตะวัน ชีสละอองดาว หรือแม้แต่คริสตัลโยเกิร์ต…มันไม่ได้มีขายกันตามท้องตลาดทั่วไปสักหน่อย..ไม่งั้นพวกฉันคงได้กินมันทุกวันไปแล้ว”
เด็กสาวผมแดงตะคอกใส่เด็กหนุ่มผมขาวด้วยความหงุดหงิดอย่างมาก
“ของบางอย่างในโลกนี้ต่อให้มีเงินมากแค่ไหนก็ไม่ได้หมายความว่าจะซื้อได้ค่ะ สารภาพตรง ๆ ว่าวัตถุดิบที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้ หลายอย่างฉันเองก็ไม่เคยทานเหมือนกัน…เพียงแต่เคยเห็นมันผ่านสารานุกรมวัตถุดิบอาหารหายากเท่านั้น…ไม่คิดว่าของจริงมันจะดูสวยและดูลึกลับขนาดนี้...แถมบางอันก็ดูเหมือนจะไม่มีข้อมูลในสารานุกรมด้วย”
เด็กสาวผมเหลืองกล่าวด้วยแววตาตื้นตันใจ..ในฐานะผู้ใช้เวทมนตร์พฤกษาซึ่งเป็นสายหนึ่งของเวทมนตร์ธาตุดินแล้ว..การได้มาเห็นต้นไม้ซึ่งให้กำเนิดวัตถุดิบอันเลอค่าซึ่งมีอยู่แค่ในตำราเช่นนี้..นับว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
“คร้าบๆ..เข้าใจแล้ว…งั้นพวกเรามากินกันเถอะ…”
เรเวลทยอยเก็บเสบียงสุดแสนพิศวงใส่ถุงย่ามเวทมนตร์อย่างเบามือ..เหลือไว้เพียงแค่สำหรับพอกินกัน4คน
ให้ตายสิ..ของพวกนี้แต่ละอย่างหน้าตานี่ดูเหมือนไม่ใช่ของกินได้เลยด้วยซ้ำ…ฉันล่ะนับถือคนที่ลองกินมันคนแรกของโลกจริง ๆ
***
#ดันเจี้ยนชั้นที่61#
หลังพวกเรเวลผ่านชั้นนี้ไปได้4วัน และพวกเอเรนผ่านชั้นนี้ไปได้1วัน ก็มีเสียงฝีเท้าของมนุษย์ปรากฏขึ้นที่ชั้นนี้อีกครั้ง
เป็นเสียงของบุคคล 3 คน เดินมาด้วยกันท่ามกลางความมืดที่แผ่ขยายปกคลุมไปทั่ว
…แต่คราวนี้กลับมืดยิ่งกว่าด้วยออร่าสีดำอันเป็นเส้นๆแผ่ขยายออกมาอย่างน่าขนลุก..และที่สำคัญคือสัมผัสการมีอยู่ของพลังเวทไม่ได้เลย
เพียงพริบตาเดียวและไม่ทันรู้ตัวสัตว์ปีศาจทั่วทั้งชั้นก็ถูกจัดการไปในพริบตาราวกับถูกขีดทิ้งให้หายไป..ยกเว้นแค่ตัวเดียวเท่านั้น
“มาแล้วสินะ…ผู้รุกรานที่แท้จริง”
สฟิงซ์นั่งในท่าสี่ขาแผ่ขยายอกยืนตัวตรงสูงตระหง่าน..แผ่ความกดดันและพลังเวทอันรุนแรงออกมา..โดยไม่เก็บท่าทีคุกคามเลยแม้แต่น้อย
“อ่า…ในที่สุดก็เจอสักที…แกคือผู้พิทักษ์งั้นสินะ..”
ร่างทั้ง3 สลายออร่าสีดำทมิฬที่ปกคลุมตัวอยู่ออก
“คิคิ ๆ ..เจ้านี่คือตัวที่แข็งแกร่งที่สุดงั้นสิ..น่าสนใจไม่น้อยเลย”
“อย่าทำหน้าตาน่ากลัวอย่างนั้นสิ..เจ้าแมวน้อย…ฮิ ๆ ๆ "
"ที่ผ่านมาพวกเราติดเล่นกันนานเลยมาช้า..ต้องขอโทษด้วยนะ..อ่า...ละก็...อา..ใช่สิ..ที่จริงพวกเรามีเรื่องอยากจะคุยกับแกสักหน่อยด้วย..สนใจมานั่งจิบชากันสักหน่อยมั้ย..หึๆ"
คนแรกเป็นชายผมดำ..มีดวงตาสีดำสนิทนามว่าไรอา
คนที่สองมีร่างกายทั้งตัวเป็นแพะยืน2ขาคล้ายมนุษย์ ใส่ชุดสูทสีดำ สวมแว่นตาสีดำ
...และคนที่สามเป็นหญิงสาวผิวสีแทน ผมดำยาวสลวยลงไปถึงเอว
ทั้ง3คนไม่ได้มีสีหน้าหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อยเมื่ออยู่ต่อหน้าสัตว์ปีศาจระดับ LV90 ซึ่งได้ฉายาว่าผู้พิทักษ์แห่งดันเจี้ยนนี้
“ก่อนที่จะคุยกับข้า..ข้าขอถามพวกเจ้าหน่อย..ว่าสิ่งที่พวกเจ้าต้องการคืออะไร?”
“หึ..สิ่งที่พวกเราต้องการก็คือคริสตัลมหาเวทมนตร์ยังไงล่ะ…หวังว่าแกจะหลีกทางแล้วให้พวกเราลงไปเอามันซะดีๆ..”
“ไม่มีทาง!..หน้าที่ของข้ามีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น..คือปกป้องคริสตัลมหาเวทมนตร์แห่งความมืด..”
“คิคิคี่…อย่าทำปากดีไปหน่อยเลย…อีกเดี๋ยวแกก็จะได้ไปโลกหน้าแล้ว”
“ต่อให้แกไม่อำนวยความสะดวกให้พวกเรา..พวกเราก็จะไปเอามันมาอยู่ดี”
“งั้นรึ?…พวกเจ้าช่วยตอบคำถามของข้าอีกสัก2ข้อได้ไหม..ว่าพวกเจ้าจะเอาคริสตัลนั่นไปทำไม…แล้วสาเหตุที่ผู้พิทักษ์ของดันเจี้ยนอีก3แห่งในโลกนี้ซึ่งตอนนี้สัมผัสการดำรงอยู่ของพวกเขานั้นได้หายไปแล้ว..เป็นฝีมือของพวกเจ้าหรือเปล่า? ”
“คริสตัลมหาเวทมนตร์ทั้ง7ชิ้น เป็นตัวแทนของเวทมนตร์ทั้ง7ที่เทพธิดาอัลเทียร์ผนึกพลังของเธอลงไว้ข้างใน…ในตำนานจะกล่าวเอาไว้อย่างไร..ฉันไม่รู้หรอกนะ…แต่ว่าสิ่งนั้นจำเป็นต่อองค์กรของเรา…และสำหรับคนที่ขวางทางของพวกเรา..ต้องถูกกำจัดให้หมดสิ้น..ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นใครหรือยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม…นี่แหละคือคำตอบของฉัน”
“เป็นไงล่ะ..แกพอใจคำตอบของไรอารึป่าว..คิคิคี่”
“ถ้าเช่นนั้น…ข้าคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกำจัดพวกเจ้าทั้งหมดทิ้งที่นี่ซะ…”
สฟิงซ์กล่าวสิ้นเสียงเป็นครั้งสุดท้าย…แล้วทำการเปลี่ยนร่างจากสิงโตสีส้มกลายเป็นร่างสีดำแบบที่พวกเรเวลเคยเห็นตอนครั้งแรก
พลังเวทสีดำแผ่ขยายไปทั่วห้อมล้อมด้วยเกลียวคลื่นแห่งเปลวเพลิงสีดำสนิทหมุนวนรอบตัวพร้อมกับสายฟ้าสีดำที่ผ่าลงมาจนทั่ว
อาการเริ่มสั่นไหว...พื้นดินเริ่มสั่นสะเทือน..เป็นสัญญาณว่าการโจมตีครั้งใหญ่จะอุบัติขึ้นในไม่ช้า
“หึ..ถ้าทำได้ก็ลองดู”
ทั้ง 3 ยืนเฉย ๆ ..ไม่ได้ตั้งท่าตอบโต้ใด ๆ ทั้งนั้น
สฟิงซ์รวบรวมพลังเวทเต็มกำลังไว้ที่ลำคอ
ปอดบวมขยายใหญ่ขึ้น
เปลวเพลิงเวทมนตร์บริสุทธิ์ผสมทั้งความมืดและไฟผสานกัน…จนภายนอกเกิดสายฟ้าสีดำผ่าลงไปทั่วทั้งดันเจี้ยน
“หายไปซะ…”
‘Guardian Blast’
ลมหายใจเปลวเพลิงสีดำพ่นออกจากปากเคออสสฟิงซ์เต็มกำลัง..ยกพื้นอิฐที่ลากผ่านให้หลุดลอกออก..ไฟสีดำทมิฬพุ่งกระแทกใส่ร่างทั้ง3เต็มๆในแนวตรง กลืนกินพวกเขาในพริบตา
ต่อให้มีความเร็วสูงแค่ไหนก็ไม่มีทางหลบการโจมตีนี้ได้ เพราะลมหายใจนี้เป็นการโจมตีแบบกวาดทั่วทั้งชั้นตรงทิศทางเบื้องหน้าในคราวเดียว
ลมหายใจมรณะสีดำพุ่งออกไปจนสุดขอบพีระมิด ทะลุกำแพงออกไปนอกดันเจี้ยน แล้วยังทะลวงทรายต่อไปอีก ทรายหลายหมื่นตันใต้ทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ถูกแหวกออกเป็นแนวยาว2ซีก ไกลกว่า1000กิโลเมตรแล้วระเบิดออกตรงปลายทาง กลายเป็นควันทรายรูปเห็ดสูงเสียดฟ้า
ฝุ่นควันลอยอบอวลไปทั่วทั้งบนพื้นดิน และ ภายในดันเจี้ยน
ไม่ปรากฏวี่แววของสิ่งมีชีวิตใด ๆ อีก ทรายด้านนอกที่ถูกแหวกออก…เริ่มถมกลับเข้ามาแทนพื้นที่ว่าง และเริ่มถล่มทับเข้ามาผ่านรูล่างพีระมิด
ดันเจี้ยนชั้นที่61ถูกเจาะรูออกด้วยการโจมตีอย่างรุนแรงเพียงครั้งเดียว
อีกไม่นานดันเจี้ยนแห่งนี้ก็จะถูกปิดตายด้วยทรายขนาดมหึมา ณ ชั้นที่61 ตลอดกาล
สฟิงซ์ยืนนิ่งด้วยท่าทีสงบ..เพราะสัมผัสไม่ได้ถึงพลังเวทของมนุษย์แล้ว
“ดิมาเรีย..อุดรูนั่นซะ…”
“!”
มีเสียงของมนุษย์คนเดิมดังขึ้น..เล่นเอาสฟริงซ์เบิกตาขึ้นด้วยความตกใจ
“อะไรกัน!…พวกเจ้า…เป็นไปได้ยังไง!!!!”