จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 108 คลุมถุงชน

            กลางดึกณ หอโอสถวิญญาณ

            ถังไม้ขนาดใหญ่สั่นสะเทือนแก่นแท้น้ำยาวิญญาณที่อยู่ด้านในได้ถูกเย่เฉินดูดซับไปจนหมดเกลี้ยงเหลืออยู่เพียงถังน้ำ

            ทันใดนั้นเย่เฉินก็ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ และหายใจออกมายาวๆ เอาลมหายใจขุ่นมัวออกไป ดวงตาดำมืดดูลึกล้ำและเข้าถึงยากกว่าก่อนหน้า สีหน้าที่ซีดเผือดบนใบหน้าได้หายไปทั่วทั้งใบหน้าเต็มไปด้วยสง่าราศี

            “ที่นี่ที่ไหน”เย่เฉินส่ายหน้า จากนั้นจึงจะรู้ว่าตนเองอยู่ในถังไม้

            เพียงแต่เขายังไม่ทันจะก้าวเท้าออกไป มือที่งามดั่งหยกข้างหนึ่งได้คว้าจับเสื้อของเขาไว้และยกเขาลอยขึ้น

            หลังจากนั้นเขาก็ถูกโยนลงไปบนพื้นอีกครั้ง ตกลงไปทั้งตัวกางแขนขาอยู่บนพื้น

            คนที่ยกเขาขึ้นไม่ใช่ใครอื่นจะต้องเป็นฉู่ซวนเอ๋อร์แน่นอนเมื่อรู้สึกได้ว่าเย่เฉินฟื้นแล้ว นางจึงปรากฏตัวขึ้นที่นี่โดยทันที

            บนพื้นเย่เฉินได้ลุกขึ้นอย่างยากลำบาก และเสียศักดิ์ศรี บนหน้าผากมีเส้นผมสีดำยุ่งเหยิงเพียงแค่เขากำลังจะหันกลับก็ต้องเผชิญหน้ากับฉู่ซวนเอ๋อร์ที่กำลังยิ้มและมองมายังเขา

            เอ่อ...!

            คิกคักๆ!

            เย่เฉินที่กำลังจะบ้าคลั่งอยู่เมื่อครู่นี้เมื่อได้เห็นฉู่ซวนเอ๋อร์ เขาก็หัวเราะอย่างชอบใจ ไม่อยากจะถูกตีดังนั้นก็ควรพูดตามตรงจะดีกว่า

            “ฟื้นแล้วหรือ?” ฉู่ซวนเอ๋อร์ใช้มือกอดอก ยิ้มที่มีเสน่ห์ปรากฏขึ้นตรงมุมปากและมองไปยังเย่เฉินด้วยความสนใจ

            “ฟื้น...ฟื้นแล้ว” เย่เฉินสัมผัสปลายจมูกและยิ้มเบาๆเมื่อใดก็ตามที่เขาได้เห็นการแสดงออกที่ยิ้มแย้มของฉู่ซวนเอ๋อร์เขาก็มักจะมีลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดีไม่แน่ว่าช่วงเวลาถัดไปอาจจะถูกทุบตีอย่างรุนแรงก็ได้

            “ครั้งนี้เจ้าโด่งดังเชียวนะ!”

            “ก็...ก็พอได้นะ!” เย่เฉินไอแห้งๆ เมื่อนึกถึงการประลองของสำนักนอกในด่านสุดท้ายเขาดูมีความดื้อรั้นอยู่ไม่น้อยจริงๆ ถูกทุบตีจนแทบจะพิการไม่ว่ายังเกือบจะต้องเอาชีวิตเข้าแลกไปแล้วด้วยซ้ำ

            “คราวหน้าถ้ายังกล้าจะทำอะไรแบบนี้อีก ระวังข้าจะทุบเจ้าก็แล้วกัน!” ฉู่ซวนเอ๋อร์มองไปยังเย่เฉินด้วยรอยยิ้ม

            เอ่อ!

            เย่เฉินพยักหน้าอย่างรีบร้อนไม่ยอมมองไปยังรอยยิ้มของฉู่ซวน คำพูดจาก็เป็นไปอย่างสบายแสนผ่อนคลายรูปร่างหน้าตาก็งดงามราวกับเทพธิดา แต่กลับกล้าหาญมากเขาเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าเขาจะถูกนางทุบตีได้ตลอดเวลา

            “เจ้าหนุ่มน้อยเจ้าสามารถบอกข้าได้ไหมว่าวิชาการหลอมกายนั่นไปเรียนมาจากที่ใด?” เสียงหนึ่งดังขึ้นมา สวีฝูเดินถือแส้ออกมาจากด้านในห้องโถงเมื่อหยุดร่างกายนิ่งลง จึงมองเย่เฉินด้วยสีหน้าที่มีความหมาย

            “ทำไมหรือผู้อาวุโสมีความสนใจหรือ?” เย่เฉินกะพริบตาของเขา

            “ไร้สาระ”สวีฝูจ้องมองพลางเป่าเคราตนเองแม้แต่ฉู่ซวนเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างก็ยังทำหน้าตาสงสัย

            ทั้งสองคนต่างรู้ดีเย่เฉินสามารถต้านทานฤทธิ์ของเม็ดยาเบิกกระดูกด้วยวิธีการหลอมกายที่ทรงพลังวิชาการหลอมกายที่ทรงพลังเช่นนี้ แม้แต่พวกเขาที่เป็นผู้อาวุโสผ่านการฝึกตนมาเป็นร้อยปีก็ยังอดไม่ได้ที่จะได้พบเห็นสักครั้ง

            แคกๆ !

            เมื่อถูกผู้อาวุโสทั้งสองคนจ้องมองเย่เฉินก็ไอแห้งๆ ขึ้นมา “เอ่อ ถ้าอยากจะดูก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้เพียงแต่จะมาดูเปล่าๆ ไม่ได้นะ! ต้องรู้ไว้ว่าสำหรับผู้ฝึกตนแล้ววิชาลับไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาเปิดเผยให้ผู้อื่นได้เห็นโดยทั่วได้”

            พูดจบเย่เฉินก็ส่ายหน้าและมองไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวที่อยู่ไกลสุดขอบฟ้า

            ทางด้านนี้ใบหน้าของสวีฝูมืดมนไปมาก ฉู่ซวนเอ๋อร์กำลังพับแขนเสื้อขึ้นทำท่าทางเหมือนกำลังจะพุ่งเข้าจู่โจมเย่เฉิน เจ้าเด็กคนนี้มันจะรู้มากไปแล้ว! ทำไมกัน แค่จะแสดงวิชาลับให้อาจารย์ดู ยังจะมาหวังผลประโยชน์อะไรอีก?

            ในที่สุดสวีฝูก็คว้าตัวของฉู่ซวนเอ๋อร์ที่กำลังคลุ้มคลั่งเอาไว้

            คิดไปแล้วก็ถูกต้องไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะต้องแสดงวิชาลับของเขาออกมาให้คนอื่นดู

            “เอาไปเถอะ!” ใบหน้าของสวีฝูก็เคร่งขรึมขึ้นมาแต่ในที่สุดเขาก็หยิบเม็ดยาสีม่วงเม็ดหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ

            เมื่อนำเม็ดยานี้ออกมากลิ่นหอมที่เข้มข้นของตัวยาก็โชยออกมา มันมีพลังงานสีครามล่องลอยอยู่บนเม็ดยาสิ่งสำคัญที่สุดคือบนเม็ดยามีรอยเส้นอยู่สองขีดอย่างชัดเจนไม่จำเป็นต้องบอกก็รู้ว่าเป็นเม็ดยาระดับสอง

            ทางด้านนี้เย่เฉินได้นำเม็ดยาวิญญาณมาไว้ใกล้จมูกและสูดดมเข้าไปอย่างแรงเขารู้สึกได้เพียงความปลอดโปร่งทั่วร่างกายและมีความรู้สึกสดชื่นสุขสบายในส่วนลึกของจิตวิญญาณ

            “เม็ดยาชนิดนี้ดีจริงๆ”เย่เฉินยิ้มอย่างชอบใจ และยังคงสูดดมกลิ่นหอมของเม็ดยาสีครามอย่างสุดแรง

            “เจ้าหนุ่มเอาออกมาได้หรือยัง!”สวีฝูชำเลืองมองเย่เฉินอย่างไม่สบอารมณ์

            “ถ้าหากรู้ว่าเจ้าโกหกพวกข้าเจ้าได้เจอดีแน่” ฉู่ซวนเอ๋อร์ก็ยิ้มระรื่นมองไปยังเย่เฉิน

            เมื่อมองไปยังใบหน้าที่เคร่งขรึมของสวีฝูและใบหน้าที่ยิ้มระรื่นของฉู่ซวนเอ๋อร์เย่เฉินจึงรีบเก็บเม็ดยา และหยิบม้วนคัมภีร์โบราณออกมาอย่างรวดเร็วไม่เช่นนั้นก็รู้ดีว่าผู้อาวุโสทั้งสองจะทำเรื่องบ้าบออะไรอีก

            “เร็วหน่อยสิ”

            “รีบๆเข้า”

            “นี่ไงก็คือมันนี่ไงล่ะ” เย่เฉินยื่นม้วนคัมภีร์โบราณให้ จากนั้นขณะที่สวีฝูกำลังรับม้วนคัมภีร์โบราณชายผู้นี้ก็คว้าเอาป้ายคำสั่งออกจากเอวของสวีฝูอย่างรวดเร็ว

            “ผู้อาวุโสสวีท่านค่อยๆ ดูไปนะ” หลังจากนำป้ายคำสั่งของสวีฝูไปเย่เฉินก็รีบวิ่งออกจากห้องโถงทันที เพราะกลัวว่าสวีฝูจะจับตัวเขากลับไป

            “ไอ้เจ้าเด็กดื้อ”สวีฝูด่าพึมพำ แต่ยังคงจดจ่ออยู่กับม้วนคัมภีร์โบราณที่อยู่ในมือแม้แต่ฉู่ซวนเอ๋อร์ก็ไม่สนใจเย่เฉินเช่นกัน ได้แต่ขยับเข้ามาใกล้และมองไปบนคัมภีร์ด้วยความสนใจ

            ม้วนคัมภีร์โบราณถูกคลี่ออกมีตัวอักษรตัวเล็กๆ ที่เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบปรากฏขึ้นสู่สายตานี่เป็นฉบับสำเนาที่เย่เฉินเขียนขึ้นมา

            “นี่..นี่เป็นวิชาลับสำหรับผู้ฝึกฝนหรือ? นี่มันเป็นวิชาลับที่พาไปฆ่าตัวตายชัดๆ !”ไม่นานสวีฝูก็เบิกตาโพลง รูม่านตาของเขาหดเล็กลงสายตาเต็มไปด้วยอาการที่ไม่อยากจะเชื่อ

            “คนบ้าที่ไหนกันที่คิดค้นวิชาลับแสนจะวิปริตเช่นนี้ขึ้นมา”หลังจากได้เห็นเคล็ดวิชาหลอมกายทรหด ฉู่ซวนเอ๋อร์ก็ตกใจเช่นกันมืองามดั่งหยกของนางได้ยกขึ้นปิดปากตนเองไว้ครึ่งหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ

            กลั่นกระดูกสร้างไขกระดูกหลอมเส้นเอ็นสร้างชีพจร เผาหัวใจชุบโลหิต ขัดผิวตะไบเนื้อ

            แม้ว่าจะเป็นคำสั้นๆเพียงไม่กี่สิบคำ แต่ก็มากพอที่จะอธิบายความหมายที่แท้จริงของการหลอมกายทรหดได้ความทรงพลังของการหลอมกายทรหดและความอดทนต่อความเจ็บปวดที่จะต้องได้รับทำให้ผู้อาวุโสที่ฝึกตนมามากกว่าร้อยปีอย่างสวีฝูและฉู่ซวนเอ๋อร์ต่างต้องตกตะลึง

            “เจ้าเด็กคนนี้ใช้วิธีการแบบนี้ในการฝึกตนหรือ?” ทันใดนั้น สวีฝูก็มองไปยังทิศทางที่เย่เฉินออกไปใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง

            ฉู่ซวนเอ๋อร์ก็หันหน้าไปเช่นกันและมองไปทางเย่เฉิน ดวงตาอันงดงามนั้นก็เผยให้เห็นถึงความประหลาดใจ

            กลั่นกระดูกสร้างไขกระดูกหลอมเส้นเอ็นสร้างชีพจร เผาหัวใจชุบโลหิต ขัดผิวตะไบเนื้อวิชาหลอมกายทรหดที่ทรงพลังเช่นนี้ เมื่อเกิดการโคจรแล้วความเจ็บปวดที่ได้รับย่อมรุนแรงกว่าการได้รับโทษด้วยการแล่เนื้อเถือหนังอายุเท่านี้ ระดับการฝึกตนเช่นนี้ และยิ่งการมีจิตใจที่แน่วแน่ในหมู่คนรุ่นเดียวกันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าไม่มีใครสามารถเทียบได้

            “ในขณะที่ต้านทานฤทธิ์ของเม็ดยาเบิกกระดูกเขาก็ต้องแบกรับกับความเจ็บปวดที่รุนแรงจากการฉีกขาดของร่างกาย เจ้าเด็กคนนี้กระดูกแข็งจริงๆ” ด้านสวีฝูถอนหายใจออกมาด้วยความตกใจ

            “ข้ากลับสำนักในก่อนแล้วกัน”ฉู่ซวนเอ๋อร์เม้มริมฝีปาก พูดจบนางก็ยกขาก้าวออกไปแล้ว

            “ศิษย์น้องหญิงอย่าเพิ่งไป!” สวีฝูที่อยู่ในอาการตกใจรีบก้าวออกไปข้างหน้าและคว้าตัวฉู่ซวนเอ๋อร์เอาไว้

            “ศิษย์พี่มีเรื่องอะไรหรือ?” ฉู่ซวนเอ๋อร์หยุดนิ่ง และมองไปยังสวีฝูด้วยความสงสัย

            “อันที่จริงก็ไม่ได้มีเรื่องใหญ่โตอะไร”สวีฝูหัวเราะเบาๆ จากนั้นก็นำมือทั้งสองสอดไว้ในแขนเสื้อ แล้วก็กระแอมขึ้นอีกครั้งก่อนจะพูดออกไป “ศิษย์น้องหญิงคิดว่าเยว่เอ๋อร์ของข้าเป็นอย่างไรบ้าง”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ฉู่ซวนเอ๋อร์ก็ตกใจ และประหลาดใจอยู่เล็กน้อย

            “ศิษย์น้องหญิงเจ้าคิดว่าหากจะให้เยว่เอ๋อร์ได้อยู่ทำอะไรร่วมกันกับเย่เฉิน จะเป็นอย่างไร”สวีฝูเข้ามาใกล้ๆ และยิ้มอย่างมีเลศนัย

            “ให้..ให้ทำอะไรด้วยกัน? หมายความว่าอย่างไร”

            “เอ่อถ้าจะพูดให้ชัดๆ ก็คือ ให้พวกเขาทั้งสองคนได้อยู่ร่วมเตียงเดียวกัน”

            ทันทีที่พูดออกไปเช่นนี้ฉู่ซวนเอ๋อร์ก็เบิกตากว้าง เพราะรู้แล้วว่าสวีฝูคิดจะทำอะไรนั่นคือต้องการให้ฉีเยว่กับลูกศิษย์สุดที่รักของนางอย่างเย่เฉิน!อยู่ร่วมเตียงเดียวกัน นี่ไม่เป็นการให้ชายหญิงได้ฝึกร่วมกันหรอกหรือ?

            การให้ชายหญิงได้ฝึกร่วมกันเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ฝึกตน ในด้านหนึ่งมันสามารถสร้างความสัมพันธ์กันได้อีกด้านหนึ่งก็ช่วยในการฝึกฝนร่วมกันได้มีผู้ฝึกตนทั้งหญิงและชายจำนวนมากมายที่เลือกใช้วิธีนี้ เพราะออกแรงเพียงเล็กน้อยก็ได้ผลลัพธ์หลายต่อ

            ฉู่ซวนเอ๋อร์นึกไม่ถึงว่าสวีฝูจะให้เย่เฉินและฉีเยว่อยู่ร่วมกันในฐานะที่นางเป็นอาจารย์ดูเหมือนว่าจะยังไม่เคยคิดจะหาสะใภ้ให้กับศิษย์รักของตนเอง

            เอาล่ะ! หากสิ่งนี้จะเกิดขึ้น นางไม่เพียงแต่จะเป็นอาจารย์ แต่ยังต้องเป็นแม่สามีให้ฉีเยว่อีกด้วย

            ทันใดนั้นฉู่ซวนเอ๋อร์ก็มีภาพหนึ่งปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของนาง นั่นคือภาพวันนี้ในปีหน้าบางทีฉีเยว่อาจจะมีทารกตัวน้อยน่ารักให้นางสักคน ใบหน้าเล็กๆที่อวบอิ่มเมื่อได้สัมผัสคงจะรู้สึกดีไม่น้อย

            เมื่อนึกถึงตรงนี้ฉู่ซวนเอ๋อร์ก็นิ่งไปเหมือนเด็กไร้เดียงสาเหมือนเด็กหญิงตัวน้อยและยิ้มออกมาในที่สุด

            “ศิษย์น้องหญิง?” เมื่อเห็นว่าฉู่ซวนเอ๋อร์ได้แต่ยิ้ม สวีฝูจึงส่ายมืออยู่ตรงหน้านาง

            อ้อเฮอๆ ...

            เมื่อตระหนักได้ถึงการกระทำที่ตนเสียมารยาท ฉู่ซวนเอ๋อร์ก็ยิ้มอย่างเก้อเขิน และรีบถามออกไป“ฉีเยว่เห็นว่าอย่างไรบ้าง?”

            “เรื่องนี้ศิษย์น้องหญิงวางใจได้ข้าจะไปคุยกับเยว่เอ๋อร์เอง” สวีฝูลูบเคราตนเอง “มันขึ้นอยู่กับเย่เฉินของเจ้าเด็กคนนั้นเป็นคนเรื่องมาก ถ้าหากเขาไม่ต้องการต่อให้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสวรรค์ก็ทำอะไรไม่ได้”

            “เขากล้าหรือ”ฉู่ซวนเอ๋อร์ลูบกำปั้นตนเอง แสดงสีหน้าที่กล้าหาญซึ่งแตกต่างจากใบหน้าที่แสนจะงดงามของนาง

            “ศิษย์พี่หากเรื่องนี้ได้รับการตัดสินที่แน่นอน เขาจะกล้าพูดอะไร เดี๋ยวข้าตีเขาเอง” พูดจบฉู่ซวนเอ๋อร์ก็ก้าวออกมาได้ห้าหกจ้างเหลืออีกสามก้าวก็จะออกจากหอโอสถวิญญาณ และแล้วนางก็หันมายิ้ม “ปีนี้ร่วมห้องหอปีหน้าอุ้มหนูน้อยตัวอ้วน ปีถัดไปเกิดอีกคน อีกปีถัดไปก็ให้กำเนิดอีกคนมีเจ้าเด็กน้อยตัวอ้วนปีละคน”

            เมื่อได้ยินฉู่ซวนเอ๋อร์พึมพำเบาๆเช่นนั้น สวีฝูที่อยู่ในห้องโถงก็กระตุกมุมปากขึ้นทันทีความรู้สึกเมื่อให้ศิษย์ของตนเองได้อยู่ร่วมกับเย่เฉินของเจ้าทำให้เจ้าถึงกับคิดไปถึงเรื่องการให้กำเนิดบุตรเลยทีเดียว

            ไม่รู้ว่าหากฉีเยว่ได้ยินคำพูดของฉู่ซวนเอ๋อร์ จะมีสีหน้าอย่างไร

            และก็ไม่รู้เช่นกันว่าเย่เฉินและฉีเยว่จะมีปฏิกิริยาเช่นไรเมื่อรู้ว่าอาจารย์ของพวกเขากำลังจัดงานแต่งให้กับพวกเขา

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】 ที่คุณอ่าน