หลังรับคำสั่งจากจักรพรรดิเหนือหล้า วางแผนการในงานประลองสี่สุดยอดหนึ่งคุณธรรมในอีกสองเดือนข้างหน้า หวังตุ้ยเต้าหยินก็เร้นกายออกจากหอทัศนะวิจิตรโจนทะยานหายไป...
เมื่อม่านหมอกสนธยาสีดำและความเงียบสงัดกลับเข้าปกคลุมหอทัศนะวิจิตรแห่งนี้อีกครั้ง..ร่างระหงของจักรพรรดิเหนือหล้ายังคงยืนอยู่ที่เดิมแต่บริเวณด้านหลังของนางบรรยากาศมีการเคลื่อนตัวเปลี่ยนแปลงเกิดการหักเหของแสงเกิดขึ้น ปรากฏร่างโปร่งใสที่แสงส่องผ่านได้ร่างหนึ่งปรากฏขึ้น ร่างโปร่งใสในตอนแรกค่อยๆปรากฏแจ่มชัดขึ้นจนเห็นเป็นเรือนร่างในชุดสีขาว เป็นสตรีวัยยี่สิบกว่าปีที่รูปโฉมองค์เอวของนาง หากชายใดได้พบเห็นนับว่าสะคราญตาสะราญใจอยู่ไม่น้อยนางคือ ....เทวทูตเงาศักดิ์สิทธิ์ของพรรคเหนือหล้า " องค์หญิง ท่านอย่าได้วางใจหวังตุ้ยผู้นี้นัก " " เราไม่เคยวางใจผู้ใด แม้มารหน้าเขียวเมื่อ10 ปีก่อน แต่อย่างน้อยคนที่กลืนกินเม็ดยาวินิบาตของเราไป ยากจะถอนตัวจากพลังแฝงที่อยู่ในยาเม็ดนี้ได้ " " เรื่องนี้เหวินจูทราบ " " เสี่ยวเหวิน คืนนี้เราไปเยี่ยมเยียนหลวงจีนเฒ่าสารเลวต้วนหานกันอีกครา " "ได้องค์หญิง "เสียงตอบรับของนางเบาลงอยู่บ้าง ร่างของทั้งสองเคลื่อนผ่านจากชั้นที่สี่ลงสู่ชั้นที่สาม ระหว่างนั้นร่างของเหวินจูเทวทูตเงาศักดิ์สิทธิ์ก็ค่อยๆเลือนหายไป เหลือเพียงร่างของจักรพรรดิเหนือหล้า จนนางเดินผ่านชั้นที่สอง ลงชั้นล่าง ผ่านผลงานภาพวาดต่างๆ จนมาถึงชั้นใต้ดินที่อยู่ใต้หอทัศนะวิจิตร ปรากฏบริวารที่เฝ้าประตูชั้นใต้ดิน ก่อนลงไปยังชั้นที่ลึกลงไปอีก เมื่อลงสู่ชั้นที่ลึกลงมาผ่านบันไดหลายสิบขั้น ปรากฏห้องโถด้านล่างที่กลับโอ่อ่ากว้างขวางกว่าด้านบนที่เป็นหอทัศนะวิจิตรมากนัก ระหว่างทางยังมีไอลอยฟุ้งอยู่ตามพื้น " คารวะจักรพรรดิเหนือหล้า " " คารวะองค์จักรพรรดิเหนือหล้า " ผ่านที่กว้างที่เป็นลานชุมนุมของพรรคเหนือหล้า ในที่ต่างๆนางยังพบบ่าวมาร และทาสมาร บริวารหลายสิบคนที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงทำความเคารพคารวะนาง ชั้นใต้ดินของที่นี้ยังคงมีหมอกไอของพิษวินิบาตล่องลอยอยู่เช่นเดิม เพื่อป้องกันผู้บุกรุกปลอมปนเข้ามา ก่อนนางจะถึงประตูใต้ดินที่อยู่อีกฟากหนึ่งที่ตลอดเส้นทางมีองครักษ์ชุดขาวเกราะทองยืนอยู่เป็นระยะอันเป็นเส้นทางที่ทอดขึ้นสู่ตำหนักส่วนตัวของจักรพรรดิเหนือหล้า นางย่างเดินผ่านเลยไปจนถึงประตูที่มีลูกกรงเหล็กอีกแห่งหนึ่งที่มีบริวารเฝ้าอยู่เป็นระยะเช่นกัน กลับเป็นเส้นทางที่ขุดเจาะเป็นอุโมงค์ถ้ำที่ทอดยาวถึงข้างนอกเมืองของมณฑลใหญ่ประจิมหลายกิโลเมตร เสียงปิดประตูเหล็กปิดตามหลัง นางยังคงเดินตามเส้นทางนี้ต่อไป ผู้ใดจะคาดคิดว่าหลังจักรพรรดิเหนือหล้าทำให้ลาวาปะทุพ่นบนหุบเขามังกรหลับเพื่อไม่ให้มีผู้ใดกล้ำกรายเข้าไปในเขตแดนหมื่นภูติพฤกษาได้แล้ว นางใช้เวลาถึงสิบปีวางแผนก่อสร้างฐานลับใหม่ของพรรคเหนือหล้าโดยอาศัยเส้นทางอุโมงค์ลับที่อยู่ใต้พื้นดินมณฑลใหญ่ประจิมเส้นนี้ ไม่รู้ว่านางต้องทุ่มเทความพยายามทรัพยากรมากมายเพียงใด หอทัศนะวิจิตรเมื่อสิบปีก่อนเป็นเพียงที่พักเก่าๆหลังหนึ่งที่มีอาณาเขตพื้นที่อยู่บ้าง นางได้ซื้อไว้ในราคาที่สูงและให้บริวารคอยดูแล จนเมื่อนางใช้เวลาสิบปีก่อสร้างฐานลับใต้ดินแห่งนี้เสร็จสิ้น จึงปรับปรุงที่พักหลังนี้ก่อสร้างเป็นหอทัศนะวิจิตรด้านบนและขุดเชื่อมต่อกับฐานลับของพรรคเหนือหล้าด้านล่าง เมื่อเดินมาสักพักไม่มีบริวารให้เห็นแล้วจักรพรรดิเหนือหล้าจึงกล่าวขึ้นว่า" ตอนนี้ในมือเรามีไข่มุกมังกรแก้วผลึก และไข่มุกมังกรอัคนีที่ได้มาเมื่อ 10 ปีก่อน ส่วนไข่มุกมังกรผนึกเย็นในวังฟ้าบาดาลของแดนพรายฟ้าบาดาลยังยากแก่การได้มาค่อยหาวิธีกันอีกครั้ง " หวิ๋นสุ่ยเจ้าวังฟ้าบาดาลผู้นั้นเมื่อมันได้ไข่มุกมังกรผลึกเย็นไว้ในมือ เหวินจูคิดว่าเขาคงไม่หยุดเพียงแค่อยู่ในแดนพรายฟ้าบาดาลเท่านั้น " " ยังคงให้บ่าวมารเราลอบดูต่อไป หวิ๋นสุ่ยผู้นี้เมื่อยี่สิบปีก่อนทั้งรู้ว่าแดนหมื่นภูติพฤกษามีกฏบัญญัติห้ามเผ่าพันธุ์เรามีความสัมพันธ์กับเผ่าพันธุ์อื่น ยังบังอาจมาสู่ขอเรากับราชันเฒ่าภูติพฤกษาพระบิดาของเรา เมื่อทางเราปฏิเสธมันถึงกับลอบทำร้ายพระบิดา เจ้าวังฟ้าบาดาลคนนี้ทั้งกลิ้งกลอกทั้งชั่วช้าสักวันเราจะหักกระดูก เลาะฟันมันออกมาโยนให้สุนัขกิน" เหวินจูพอฟังเห็นว่า องค์หญิงของนางรูปโฉมสะคราญจนฟ้าดินมืดมัวหม่นหมองลงเมื่อนางปรากฏโฉม จนต้องสวมใส่หน้ากากทองหรือหน้ากากหนังมนุษย์ปิดบังเอาไว้ จึงไม่แปลกใจที่แม้หวิ๋นสุ่ยรู้กฏบัญญัตินี้ยังมาสู่ขอนาง " แล้วไข่มุกมังกรที่เหลือเล่าองค์หญิง " "คงเหลือไข่มุกมังกรอีกหนึ่งลูกที่มีอิทธิฤทธิ์ควบคุมธาตุอื่นๆได้อย่างแน่นอน ลูกหนึ่งนั้นอยู่ที่เขาผู้นั้น จากที่เขาพูดแสดงว่าไข่มุกมังกรมีทั้งหมดห้าลูก เหลือไข่มุกมังกรอีกเพียงลูกเดียวที่ยังไม่ปรากฏให้เห็นเท่านั้น " “ ไข่มุกมังกรอัคคีอีกสองเดือนเขาจะเดินทางมารับเอา องค์หญิงยินยอมมอบให้เขาไปจริงๆ ” “ คนผู้นี้ถึงกลับงำประกาย ปิดปังความทะเยอทะยานเอาไว้ ไข่มุกมังกรอัคคีใช้เพียงทำให้หุบเขามังกรหลับปะทุขึ้นป้องกันไม่ให้ผู้ใดไปรังควานแดนภูติพฤกษาของเราได้อีก หากเขาต้องการก็คงต้องมอบให้เขาไป อีกสองเดือนเขาจะเดินทางมารับเอาด้วยตัวเองถือว่าชดใช้หนี้ในอดีตไปเสีย อีกอย่างไข่มุกมังกรแก้วผลึกลูกนี้หากไม่ได้เขาช่วยคงไม่ได้มา เสี่ยวเหวินเรื่องของเขา และ... เฮ้ออ ..อย่าได้เอ่ยออกมาอีก ” เหวินจูมองดูดวงตาที่งามล้ำดั่งสวรรค์บรรจงสลักของจักรพรรดิเหนือหล้าที่ตอนนี้เศร้าสร้อยถึงเพียงใด...เป็นความลับที่พวกนางล้วนพยายามลืมเลือนให้สิ้นไปหากเมื่อใดรำลึกขึ้นมารั้งแต่จะนำความเจ็บปวดรวดร้าวมาให้ ความลับอีกประการที่ร่างของเทวทูตเงาศักดิ์สิทธิ์สามารถเลือนหายได้และสามเดือนก่อนที่จักรพรรดิเหนือหล้าพยายามจะลอบขึ้นไปบนมหาเจดีย์หยั่งฟ้าแต่ไม่สำเร็จ กลับกระทบถูกค่ายกลสามสุริยาปิดฟ้าหกจันทราเปลี่ยนวิถีเสียก่อน แต่กลับไม่มีผู้ใดพบเห็นนาง ย่อมเกิดจากอิทธิฤทธิ์ของไข่มุกมังกรแก้วผลึกนี้เองที่สามารถควบคุมเปลี่ยนแปลงให้เกิดการหักเหของแสงที่ตกกระทบบรรยากาศที่อยู่รอบกาย ทำให้ผู้อื่นไม่สามารถมองเห็นนางหรือผู้อยู่ใกล้ตัวนาง ปานล่องหนหายตัวได้ สุดท้ายทั้งสองก็มาถึงฐานลับที่อยู่ภายนอกเมืองของมณฑลใหญ่ประจิม สถานที่แห่งนี้กลับเชื่อมต่อกับภูเขาลูกใหญ่ที่ถูกเจาะสร้างเป็นฐานลับอีกแห่งหนึ่ง สถานที่แห่งนี้กลับไม่มีไอพิษวินิบาต หลังผ่านบริวารที่เฝ้าประตู จนถึงเส้นทางใต้ดินที่ทอดยาวระหว่างทางกลับไม่มีผู้เฝ้าอีก จนมาถึงสถานที่อันจัดสร้างสำหรับคุมขังนักโทษที่ยังว่างเปล่า ในบรรดาห้องคุมขังเหล่านี้มีร่างของคนผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ ด้านข้างยังมีชามอาหารที่วางเอาไว้ แสดงว่าคนผู้นี้ เป็นนักโทษที่พรรคเหนือหล้ายังไม่อยากให้เขาตายไวนัก แสงโคมไฟที่ส่องลงมาเผยให้เห็นคนผู้นี้ กลับเป็นหลวงจีนผู้หนึ่ง ดวงตาหรี่หุบลงคิ้วขาวยาวปิดตา เส้นผมสีขาวยาวหยิกหยองยุ่งเหยิงแผ่คลุมบนพื้นของที่คุมขัง กลับเป็นต้วนหานไต้ซืออดีตเจ้าอาวาสวัดมหายุทธ์ธรรมประทีปที่หายสาปสูญไปเมื่อ 10 ปี เขากลับยังมีชีวิตอยู่ในสถานที่แห่งนี้ เขาคล้ายไม่สนใจผู้ที่เข้ามาว่าเป็นใคร ร่างกายคลุมด้วยจีวรที่ขาดลุ่ยปานจะหลุดจากกัน ตรงบริเวณจีวรที่ขาดลุ่ยปรากฏผิวหนังที่เป็นรอยแผลอยู่ทั่วร่างกาย คล้ายยังมีเลือดไหลซึมออกมา แต่บริเวณหน้าอกซ้ายรอยแผลตรงบริเวณนี้คล้ายถูกกรีดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนยับไป ต้วนหานไต้ซือเมื่อผู้มาถึงหยุดอยู่เบื้องหน้า เขาค่อยๆขยับลุกขึ้นตามเนื้อตัวถึงกลับไม่ได้ถูกสิ่งใดพันธนาการเช่นผู้ถูกคุมขัง เมื่อยืนขึ้นเขากล่าวโดยสงบไม่ลืมตาว่า " ประสกหญิง อาตมาพร้อมแล้ว " เขาพูดคล้ายรอคอยนางมาหา " องค์หญิง เหวินจูคิดว่าองค์หญิงฆ่าเขาเสียเถิด " เหวินจูนางไม่อาจทนเห็นสภาพเช่นนี้ของเขาได้อีก จักรพรรดิเหนือหล้า คล้ายไม่ได้ยินสิ่งที่เหวินจูพูด นางเคลื่อนตัวเข้าหาต้วนหานไต้ซือในมือนางปรากฏมีดคมขึ้นเล่มหนึ่ง โคมไฟที่ติดตั้งอยู่ลุกไหม้ด้วยเชื้อไฟตลอดเวลาฉันใด เพลิงลุกไหม้ในใจของจักรพรรดิเหนือหล้าก็ลุกโดยแรงอาฆาตอันเป็นเชื้อไฟที่ไม่มีวันเผาไหม้ได้หมดสิ้น นางค่อยๆลากมีดเล่มนั้นกรีดลงไปที่หัวไหล่ของเขา เมื่อนางลงน้ำหนักมือจนใบมีดปักจมลึกลงไป เลือดพุ่งไหลออกจากตรงบริเวณหัวไหล่ของต้วนหานไต้ซือ สีหน้าของหลวงจีนผู้นี้ขมวดขึ้น แต่คล้ายกัดฟันไม่ส่งเสียงใดๆออกมา ใบมีดนั้นก็ค่อยเคลื่อนขยี้อย่างช้าๆ แต่ไม่ลงลึกมากนักคล้ายจะยังรักษาชีวิตของคนผู้นี้ให้คงอยู่อย่างทุกข์ทรมานจนถึงที่สุด จักรพรรดิเหนือหล้าใช้สายตาที่ขยะแขยงมองไปที่หลวงจีนผู้นี้ ภายในใจเพลิงแค้นลุกจนท่วมท้นปรารถนาใคร่จะแทงให้ทะลุหัวใจของหลวงจีนโสมมผู้นี้ แต่นางไม่ทำเช่นนั้น นางต้องการทรมานเขาอย่างถึงที่สุดจึงจะสาสมแก่ใจนาง เลือดเริ่มซึมไหลทะลักออกเป็นทางปานน้ำพุผิวดินที่ผุดขึ้นมาอย่างไม่มีวันหมดสิ้นบนสังขารร่างกายของหลวงจีนผู้นี้ ความเจ็บปวดจนยากที่มนุษย์ผู้หนึ่งจะทานทนได้ค่อยๆเคลื่อนไปตามรอยมีดในมือของนางที่เคลื่อนขยี้อย่างช้าๆ แต่มีผู้ใดล่วงรู้บ้าง ? จักรพรรดิเหนือหล้านางจะรู้บ้างไหมว่า ความสำนึกเสียใจอย่างยิ่งยวดและความเจ็บปวดรวดร้าวทรมานใจจากบาปอันหนักหน่วงในอดีตภายในจิตใจของหลวงจีนผู้นี้กลับได้ปลดปล่อยระบายออกตามเลือดที่ไหลนองออกมานี้ ในอดีตต้วนหานไต้ซือ ก่อนออกบวชในวัยคึกคะนองกลับเป็นจอมโจรที่เหี้ยมโหดปล้นสะดมเข่นฆ่าผู้คน เมื่อเขาได้ยินคำร่ำลือว่าเม็ดพลังของภูติพฤกษามีฤทธิ์เพิ่มพลังฝึกปรือ ดังนั้นจึงดั้นด้นเข้าไปในแดนภูติหมื่นพฤกษาสังหารภูติน้อยตนหนึ่งแย่งชิงเม็ดพลังในร่างเพื่อเพิ่มพลังการฝึกปรือของเขา ภายหลังเขาพบกับเจ้าอาวาสวัดมหายุทธ์ธรรมประทีปรุ่นก่อนผิงหยางไต้ซือ โจรร้ายกลับถูกกล่อมเกลาจิตใจ ละมีดดาบปวารณาตนออกบวช ศึกษาธรรมะจรรโลงจิต บำเพ็ญกุศลจนได้รับสืบทอดตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดมหายุทธ์ธรรมประทีปรุ่นต่อมา เมื่อต้วนหานไต้ซือทราบว่าประสกหญิงนางนี้เป็นน้องสาวของภูติน้อยที่เขาเคยสังหารในอดีต เขาจึงหวังยุติการก่อเวรจองกรรมที่ไม่สิ้นสุด ตลอดสิบปีมานี้เขาถึงกลับยินยอมใช้สังขารร่างกายเป็นที่ระบายความคลั่งแค้นที่อยู่ภายในใจของประสกหญิงนางนี้ หวังอาศัยร่างกายสังขารเป็นที่รอบรับโทสะ หวังอาศัยโลหิตที่หลั่งไหลออกมาได้ชะล้างความคลั่งแค้นในใจของนางให้บรรเทาเบาบางลง จากสิ่งเลวร้ายที่เขาเคยก่อไว้ในอดีต... ....................................... ท้องฟ้ายามเช้าย่อมสดใสกว่าม่านหมอกมืดสีดำในยามค่ำคืนมากนัก แสงตะวันอุ่นยามเช้าตรงทางลงเทือกเขาบรรพตค้ำฟ้าของมหาอาศรมหยั่งฟ้า หลังจากหานอี้เต้าหยินรบเร้าให้หมิงเฉินและหมิงจื่อสองอาหลานพักค้างในเรือนรับรองพิเศษสำหรับแขกของมหาอาศรมหยั่งฟ้าในฐานะผู้ช่วยชีวิตเฒ่าไป๋เซียงและเจี่ยต๋า เช้านี้หมิงเฉินและหมิงจื่อจึงเตรียมตัวจะเดินทางกลับวิหารโอสถเทพเก้าจักรวาล ในขณะที่หมิงเฉินกำลังกล่าวร่ำลาหานอี้เต้าหยินจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้า หูตันเต้าหยินจ้าวศาลากล่อมตะวัน หยังอ้ายเต้าหยินจ้าวศาลาเมฆคล้อย ถังปิงเต้าหยินจ้าวศาลาธารศิลา และกล่าวขอบคุณเจี่ยต๋าที่คอยนำเยี่ยมชมสักการะมหาเจดีย์หยั่งฟ้าเมื่อวาน ที่อยู่ด้านข้างเด็กน้อยสองคนก็กล่าวร่ำลาเช่นกัน" เด็กน้อยหน้าแดง อีกสองเดือนข้างหน้า อาเจ้ใหญ่หมิงของเจ้าจะกลับมาที่นี้อีกครั้งยังลานประลองตรงนู้น " " ตรงนู้น" นางกล่าวซ้ำเมื่อยังไม่เห็นหยางอี้เหอหันไป หมิงจื่อนางชี้นิ้วไปที่ตรงโน้น ตรงลานประลองจนหยางอี้เหอต้องมองตามมือนางไป ทางทิศใต้ของเทือกเขาบรรพตค้ำฟ้าเป็นลานขนาดใหญ่สำหรับจัดการประลองสี่สุดยอดหนึ่งคุณธรรมที่จะจัดขึ้นในอีกสองเดือนข้างหน้า " เจ้าต้องรู้จักเช็ดกวาดปัดถูที่นั่ง ไว้เตรียมต้อนรับอาเจ้ใหญ่หมิงของเจ้าเข้าใจหรือไม่ " หยางอี้เหอพยักหน้า แต่เขายังสงสัยในใจ เพราะอาเจ้ใหญ่หมิงของเขาเก่งกาจสามารถมากนัก เมื่ออยู่เพียงลำพังกับเขา สองสามวันมานี้ด้วยความสนิทสนมนางบอกเขาว่าในตัวนางมีไข่มุกวิเศษที่ทำให้ไม่เกรงกลัวพิษใดๆ ต่อให้พิษร้ายกาจกว่านี้สิบเท่าพันเท่านางหาเกรงกลัวไม่ เรื่องนี้นางถึงกลับกำชับมิให้เขาบอกผู้ใด กลับเป็นความลับของเด็กน้อยไร้เดียงสาสองคน เมื่อหยางอี้เหอเห็นว่าอาเจ้ใหญ่หมิงของเขายิ่งใหญ่และร้ายกาจปานนี้ และนางให้เขาเช็ดกวาดปัดถูที่นั่งไว้รอจึงถามด้วยความสงสัยออกไปว่า" เอ่อ รึเจ้าจะเข้าร่วมการประลองในครั้งนี้ด้วย " " ห๊า เจ้าแกล้งพูดออกมา หรือเจ้าโง่จริงๆ ข้ายอมยังไม่ลงแข่งเอง แต่พอข้าโตขึ้นอาเจ้ใหญ่หมิงของเจ้าย่อมร่วมประลองอยู่แล้ว " นางใช้หางตามองเขา ก่อนพูดว่า " อีกสองเดือนข้าย่อมมากับบิดาของข้า บูรพาจารย์หมิงเย่าเจ้าวิหารโอสถเทพเก้าจักรวาลสุดยอดของสุดยอดในมวลบรรดาสุดยอดฝีมือในโลกหล้าแดนฟ้าเมฆินทร์แห่งนี้ " " อ้า ! " หยางอี้เหอพอฟังชื่อสุดยอดฉายาที่ยาวเหยียดของบิดานางที่ไม่เหลือแบ่งให้ผู้อื่นได้ตั้งบ้างถึงกลับทึ่งขึ้นมาทันที นางใช้หางตามองเขาอีกครั้ง เห็นหยางอี้เหอถึงกลับอ้าปากค้างแค่ฟังชื่อฉายาบิดานางเขาก็ทึ่งจนอ้าปากค้างแล้ว " เพียงคืนก่อนเจ้าเห็นแค่หัตถาทองเก้าจักรวาลของอาข้า เจ้ายังอ้าปากค้างหน้าแดงปานนี้ หากบิดาข้ามาเองปากน้อยๆของเจ้าจะอ้ากว้างกว่านี้ไม่รู้กี่เท่าจนไม่กล้าหุบลง " " อ้าาา !! " อาเจ้ใหญ่หมิงมองดูหยางอี้เหอที่คราวนี้ถึงกลับอ้าปากกว้างกว่าเดิมไม่รู้เขาตกใจจริงๆ หรือแกล้งทำ สักพักทุกคนก็กล่าวอำลากันหมดสิ้น หมิงเฉินและหมิงจื่อจึงเดินทางลงจากเทือกเขาไป ส่วนหยางอี้เหอก็กลับไปยังโรงครัวของมหาอาศรมหยั่งฟ้า......ชีวิตใหม่ของเขาจึงเริ่มต้นขึ้น ณ โรงครัวแห่งนี้เอง ! . .......................................