เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์

เล่มที่10 ตอนที่ 292 : ไม่ฟัง

        ในเช้าตรู่ของวันจันทร์หยางเฉินหอบถุงอาหารเช้าวิ่งขึ้นไปที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัทอวี้เหล่ย ดูเหมือนว่าพวกเธอจะไม่ได้สังเกตถึงการมาของชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อย 

        หยางเฉินวางอาหารเช้าลงเขามองไปยังเหล่าผู้หญิงที่กำลังจับกลุ่มสนทนากันเรื่องแผนการไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นอยู่บางคนนำแผนที่ออกมากาง บางคนก็เปิดอินเทอร์เน็ตค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง

        แต่หลังจากที่เห็นหยางเฉินหญิงสาวหลายคนเริ่มเปลี่ยนเป้าหมาย จางไช่เป็นคนแรกที่พุ่งเข้ามาคว้าอาหารจากเขาด้วยความรวดเร็ว จนหยางเฉินยังต้องผงะ จากนั้นหญิงสาวอีกหลายคนต่างก็กรูกันมาหาเขาอย่างหิวกระหาย

        “พี่แต่งงานแล้วนะสำรวมหน่อยสิ!นี่ถึงขนาดต้องไปแย่งอาหารเช้ากันเลยเหรอ?!” หญิงสาวคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาท่ามกลางกลุ่มคนที่ดูวุ่นวาย

        จางไช่เปิดถุงเกี๊ยวถุงหนึ่งออกมาจากนั้นก็กินมันเข้าไปทั้งหมดทันที “ใครสนกันล่ะขนาดพี่หมิงอวี้ยังไม่ว่าอะไรเลย”

        หยางเฉินเดินไปหาจ้าวหงเยี่ยนที่อยู่ใกล้ๆ เขาถามเธอ “พวกเธอกำลังพูดถึงเรื่องอะไรกัน?”

        เพราะในสำนักงานมีเครื่องทำความร้อนอยู่จ้าวหงเยี่ยนจึงถอดรองเท้าของเธอออก ในวันนี้เธอสวมชุดสีม่วงและเสื้อผ้าไม่หนามากนัก

        จ้าวหงเยี่ยนยิ้มให้กับหยางเฉินครั้งหนึ่งก่อนจะตอบเขา

        “พวกเธอกำลังพูดเรื่องที่จะไปเที่ยวโตเกียวยังไงล่ะ ดูเหมือนว่าครั้งนี้หลังจากที่ลงจากสนามบินนาริตะแล้ว ก็ไปเที่ยวภายในเมืองโตเกียวแต่ฉันไม่แน่ใจมากนัก บางทีครั้งนี้อาจไปที่ฮอกไกโดโดยตรงเลยก็ได้”

        ดูเหมือนว่าท้ายที่สุดแล้วแผนกประชาสัมพันธ์จะเลือกไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นหยางเฉินเองก็อยู่แผนกประชาสัมพันธ์เช่นกัน แต่สถานการณ์ของหยางเฉินในปัจจุบันค่อนข้างจะยุ่งยากเล็กน้อยกลุ่มแปดพิสดารยังคงจับตามองเขาอยู่อย่างใกล้ชิด หากเขาเดินทางไปที่ญี่ปุ่นล่ะก็ มันคงดูเป็นเรื่องผิดปกติไม่น้อยความจริงแล้วเขาไม่จำเป็นต้องไปก็ได้ แต่ถ้ามันจำเป็นจริงๆ ล่ะก็ หยางเฉินก็มีสารพัดวิธีที่จะเข้าญี่ปุ่นได้โดยที่คนพวกนั้นไม่อาจพบร่องรอยของเขาแม้แต่นิดเดียว

        หลังจากคิดได้ดังนั้น หยางเฉินก็พลันนึกขึ้นได้ว่านี่อาจเป็นครั้งแรกที่เขากับหลิวหมิงอวี้จะได้ไปญี่ปุ่นด้วยกันแต่อนาคตนั้นเป็นเรื่องไม่แน่นอนนัก ชายหนุ่มได้แต่หวังว่าช่วงนี้คงจะไม่เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมาอีกครั้งส่วนหลิวหมิงอวี้นั้น เขาก็ไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่เช่นกัน

        หลังจากที่ฟังเพื่อนร่วมงานโต้เถียงกันมานานสองนานหยางเฉินก็วิ่งออกจากแผนกประชาสัมพันธ์ไปยังบริษัทบันเทิงอวี้เหล่ยที่อยู่ตรงข้ามทันที

        หลังจากที่เข้าไปในสำนักงานหยางเฉินก็เจอกับใครบางคนที่เขาคาดไม่ถึง เพราะนอกจากจ้าวเถิงและหวังจี้แล้วเขายังพบว่าเฉียงเวยเองก็กำลังนั่งอยู่ที่นี่เช่นกัน!

        เฉียงเวยสวมเสื้อสีขี้เถ้าเสื้อโค้ตสีขาวที่กระโปรงมีดอกกุหลาบสีดำประดับอยู่ ไหล่ของเธอเป็นผ้าขนสัตว์จากธรรมชาติ รองเท้าหนังและกระเป๋าเข้าชุดของเธอเป็นสีแดงสดเข้ากับชื่อของหญิงสาวที่แปลว่าดอกกุหลาบยิ่งนัก เฉียงเวยที่สวมใส่เสื้อผ้าแฟชั่นฤดูหนาวเห็นได้ชัดว่ามันช่วยเสริมให้เธอดูดีขึ้นมาทันที เสน่ห์ของเธอสามารถดึงดูดสายตาของผู้ชายภายในเมืองนี้ได้เป็นอย่างดี

        นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพบผู้หญิงของตัวเองในที่ทำงานหยางเฉินเองก็รู้สึกประหลาดใจและรู้สึกทึ่งไม่แพ้กัน ช่วงหลังมานี้เขาไม่ค่อยได้ไปหาเฉียงเวยนัก ทำให้หยางเฉินไม่รู้ว่าจะควรอยู่ในอารมณ์ไหนดี

        “ท่านประธานคะ นี่คุณซื่อถูเธอมารออยู่ที่นี่ได้สักพักแล้วค่ะ”หวังจี้กล่าวด้วยรอยยิ้มใบหน้าดูสดใสจนผิดปกติ เห็นได้ชัดว่ามันเกิดจากการพูดคุยก่อนหน้านี้

        จ้าวเถิงลุกขึ้นไปชงชาร้อนให้กับหยางเฉินอย่างรวดเร็วจากนั้นจึงส่งมันให้กับหยางเฉิน

        “มิสซื่อถูบอกเราว่า เธอรู้จักกับท่านประธานมาก่อนหน้านี้แล้ว ตอนนี้เราเลยคุยถึงเรื่องการลงทุนด้านสื่อบันเทิงในปีหน้าน่ะครับ”

        หยางเฉินนั่งอยู่บนเก้าอี้เขาหมุนตัวถาม “บอกผมได้ไหมว่าทำไม?”

        หวังจี้กล่าว “อันที่จริงแล้วเราคุยถึงเรื่องการแก้ปัญหาที่จะตามมาด้วยค่ะเนื่องจากกิจกรรมและการลงทุนในโปรเจกต์ปีหน้า เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอน เราเลยเริ่มหาคนสนับสนุนและดาราในสังกัดมากขึ้นบางครั้งก็รับออดิชั่นมาจากพวกวัยรุ่นหรือไม่ก็พวกนักเรียนระดับมัธยมและระดับมหาวิทยาลัยค่ะ”

        หยางเฉินถามต่อ “ผมยังไม่สามารถให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้มากนักคุณได้วางแผนการเฉพาะกิจเอาไว้หรือเปล่า?”

        หวังจี้กล่าว “อันที่จริงแล้วแผนการแก้ปัญหาก็ไม่มีอะไรมากค่ะนักแสดงของอวี้เหล่ยสามารถจัดหามาได้อยู่แล้ว เพียงแต่ปัญหาส่วนใหญ่กลับอยู่ที่การแข่งขันภายในตลาดเราไม่ต้องการแข่งขันในลักษณะที่ยิ่งใหญ่เกินไปนัก”

        จ้าวเถิงกล่าวต่อ “หลังจากนี้ไม่นานก็จะมีคณะกรรมการมาประเมินเราที่เราควรทำคือการอธิบายให้พวกเขารับรู้ถึงกลุ่มลูกค้าของเรา ยิ่งไปกว่านั้น เหล่าคณะกรรมการประเมินต่างก็มาจากบริษัทสากลหรือพวกบริษัทข้ามประเทศแบบบริษัทแม่ของเราสื่อบันเทิงของเราจะปรากฏต่อสายตาชาวโลก ในตอนนี้พวกเราเลยต้องการใครสักคนช่วยแก้ปัญหาเหมือนกับที่ท่านประธานเคยพูดเอาไว้...”

        หยางเฉินหัวเราะออกมาก่อนจะหันไปหาเฉียงเวย“คุณว่าผมควรจะไปปรึกษาใครมาช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ดีครับ?”

        เฉียงเวยส่ายหัว “ดิฉันก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะเนื่องจากฉันเองก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการบันเทิงมากนัก ที่ฉันสามารถทำได้ก็แค่ให้เงินทุนพวกคุณในการสร้างสื่อขึ้นมาเท่านั้น”

        “ผมก็ไม่ได้สนใจวงการบันเทิงเช่นกันโชคดีที่ผมมีเพื่อนที่ทำงานในวงการนี้อยู่” หยางเฉินยิ้ม

        จากนั้นเขาก็กดปุ่มลงบนคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานอย่างรวดเร็ว บนผนังปรากฏโปรเจกเตอร์ฉายภาพออกมาอย่างชัดเจน หยางเฉินเปิด MSN จากนั้นเขาก็ป้อนข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ลงไปจนในที่สุดหมายเลขที่เขาต้องการก็ออนไลน์ขึ้น

        ไม่เพียงแต่หวังจี้และจ้าวเถิงจะประหลาดใจแม้แต่เฉียงเวยเองก็ยังอยากรู้ว่าเพื่อนของหยางเฉินคนนั้นเป็นใครกันแน่ ทั้งสามคนต่างจ้องมองหน้าจอด้านหน้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น

        หลังจากที่เขาออนไลน์บัญชีของตนเรียบร้อยแล้ว หยางเฉินก็กวาดสายตาไปยังรายชื่อมากมายก่อนจะหยุดลงที่ชื่อๆ หนึ่ง หยางเฉินกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มเบาๆ

        “โชคดีที่เธอออนไลน์อยู่”

        หยางเฉินกดไปที่กล่องข้อความจากนั้นเขาเลือกที่จะกดวิดีโอคอลไปหาอีกฝ่ายจากนั้นก็รอให้อีกฝ่ายตอบรับ หลังจากที่รอมาเกือบครึ่งนาทีฝ่ายตรงข้ามก็เลือกที่จะตอบรับคำขอของหยางเฉิน

        ใบหน้าของฝั่งตรงข้ามปรากฏขึ้นมาบนจอ ทำให้หวังจี้และจ้าวเถิงต้องตะโกนออกมาด้วยความตื่นตะลึง

        ...

        “สวรรค์! นั่นคือคริสเตน?!”

        “นี่ผมฝันอยู่หรือเปล่า?!”

        ถึงแม้ว่าภาพวิดีโอไม่ค่อยชัดมากนักแต่ก็ยังสามารถเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน

        ที่พื้นหลังของห้องฝั่งตรงข้ามเป็นผนังสีชมพูเตียงนอนอยู่ที่ด้านข้างของโต๊ะ ผู้หญิงผมทองคนหนึ่งค่อยๆ ลุกขึ้นมาจากเตียงเสื้อผ้าของเธอทำจากผ้าไหมแท้

        ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความงัวเงียเห็นได้ชัดว่าผู้หญิงคนนี้กำลังจะล้มตัวลงนอน หลังจากที่หญิงสาวสังเกตเห็นภาพในหน้าจอคอมพิวเตอร์ เธอก็ยิ้มให้กับหยางเฉิน

        ผู้หญิงต่างชาติคนนี้อายุประมาณ 20 ปีสีผิวราวกับหยกขาวบริสุทธิ์ ใบหน้าดูมีน้ำมีนวลและเรียบลื่นถึงแม้ว่าเธอจะสวมชุดนอนแต่เธอก็ยังคงดูงดงามเป็นอย่างมาก

        โดยเฉพาะกับส่วนโค้งเว้าตามร่างกาย ที่ช่วยขับเสน่ห์ของหญิงสาวออกมาได้เป็นอย่างดี

        ถึงแม้ว่ามาตรฐานความงามของชาวตะวันออกจะแตกต่างไปจากชาวตะวันตกแต่ถึงอย่างไรเธอก็ยังคงเป็นผู้หญิงที่งดงามในสายตาของทุกๆ คนอยู่ดี

        “ดูเหมือนว่าผมจะคอลวิดีโอมาผิดเวลาสินะคริสเตน เธอกำลังจะนอนเหรอ?”หยางเฉินถามอย่างรวดเร็ว

        เวลาของทางตะวันตกค่อนข้างห่างจากประเทศจีนอย่างเห็นได้ชัด

        คริสเตนลูบหน้าท้องของเธอเล็กน้อย

        “หยางเฉินนายไม่ต้องมาทำสุภาพกับฉันนักหรอก ต่อให้นายรู้ว่าเขตเวลาเราไม่ตรงกันนายก็ยังจะคอลวิดีโอมาอยู่ดีนั่นแหละ”

        เมื่อได้ยินว่าหยางเฉินเรียกอีกฝ่ายว่าคริสเตนทางด้านจ้าวเถิงและหวังจี้ต่างก็ประหลาดใจจนพูดไม่ออก ส่วนเฉียงเวยเมื่อเห็นว่าหยางเฉินพูดกับหญิงสาวต่างชาติคนนี้อย่างออกรสหัวใจของเธอก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมา

        “คุณหวังจี้ผู้หญิงคนนี้มีชื่อเสียงมากเหรอคะ?”

        หวังจี้กล่าวเสียงต่ำ

        “คุณซื่อถูไม่ค่อยได้ดูหนังเหรอคะนี่คือคริสเตน สจ๊วต เธอเป็นดาราฮอลลีวูดที่ได้รับการกล่าวขานมากที่สุด เธอได้รับรางวัลออสการ์นักแสดงหญิงยอดเยี่ยมตัวประกอบหญิงยอดเยี่ยม คู่กับราชินีภาพยนตร์ของฮอลลีวูดเลยนะคะ นอกจากนี้เธอยังได้รับฉายาว่าเป็นราชินีด้านวงการภาพยนตร์ถึงห้าเรื่องเคยมีข่าวบอกว่าเธออายุ 26 ปีแต่ก็ไม่มีใครรู้อายุที่แท้จริงของเธอ เหล่านักแสดงฮอลลีวูดต่างเห็นเธอเป็นไอดอลกันทั้งนั้น!”

        แม้เฉียงเวยจะไม่รู้เรื่องภาพยนตร์มากนักแต่เธอก็พอจะรู้จักดาราฮอลลีวูดอยู่บ้างถ้าหากผู้หญิงคนนี้เป็นอย่างที่หวังจี้พูดจริงๆ ล่ะก็

        หยางเฉินไปรู้จักเธอได้อย่างไรกัน?

        หยางเฉินพูดคุยกับคริสเตนในภาษาอังกฤษอย่างราบรื่นเขากล่าวถึงจุดประสงค์ที่วิดีโอคอลมาหาเธอโดยตรง เมื่อคริสเตนได้ยินเรื่องคณะกรรมการประเมินงานเธอก็มองหยางเฉินแปลกๆ ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะขึ้นอย่างมีเสน่ห์

        “ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากที่นายกลับไปประเทศจีนแล้ว นายจะกลายเป็นผู้อำนวยการสร้างหนังไปเสียได้ฉันล่ะแปลกใจจริงๆ”

        “แล้วเธอโอเคกับข้อเสนอหรือเปล่าล่ะ??” หยางเฉินถามด้วยรอยยิ้ม

        “ฉันสามารถเข้าร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการประเมินงานได้ยังไงช่วงนี้ก็เป็นวันหยุดของฉันอยู่แล้วแต่ฉันเองก็ไม่สามารถช่วยเหลือนายได้โดยตรงหรอก แน่นอนว่าพวกงานประเมินแบบนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสื่อที่เอามานำเสนอด้วย” คริสเตนพูดตรงไปตรงมา

        โดยไม่รอให้หยางเฉินพูดหวังจี้ก็ตอบเธอด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่น

        “ไม่ต้องห่วงค่ะคุณคริสเตน ตราบใดที่คุณดำรงตำแหน่งคณะกรรมการประเมินงานแล้วล่ะก็ทางเราเองก็จะทำให้เต็มที่จนกระทั่งสามารถผ่านเข้ารอบได้อย่างแน่นอนค่ะ!”

        หยางเฉินค่อนข้างแปลกใจที่หวังจี้เป็นคนรีบพูดขึ้นแทนเขาอย่างรวดเร็ว

        “คนนี้คือหวังจี้เธอเป็นผู้ช่วยของผมเอง หลังจากนี้เธออาจเป็นฝ่ายประสานงานระหว่างคุณกับผมหากคุณต้องการที่จะมาเมืองจีนด้วยตัวเอง”

        คริสเตนพยักหน้าก่อนจะหาวเล็กน้อย“เข้าใจแล้วถ้ามีเรื่องคืบหน้าอะไรฉันจะติดต่อนายอีกทีละกัน ราตรีสวัสดิ์นะหยางเฉิน”

        “ราตรีสวัสดิ์” หยางเฉินปิดวิดีโอจากนั้นก็กดปุ่มเก็บโปรเจกเตอร์ทันที

        หวังจี้และจ้าวเถิงกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งทั้งคู่ราวกับอยู่ในความฝันที่ไม่มีทางเป็นจริงได้ การได้เห็นคริสเตนพูดกับหยางเฉินต่อหน้าต่อตาของทั้งสอง ทำให้ทั้งคู่เปลี่ยนเป็นเทิดทูนบูชาหยางเฉินจากก้นบึ้งของจิตใจ

        หยางเฉินออกคำสั่งให้กับจ้าวเถิงและหวังจี้ไปหลายอย่างหลังจากนั้นทั้งคู่ก็จากไปทิ้งไว้แค่หยางเฉินและเฉียงเวยที่ยังนั่งอยู่ด้วยกันในห้องสองต่อสอง

        “เฉียงเวยที่รัก ดูคุณสิเม้มปากจนแน่นไปหมดแล้ว น้ำชาไม่อร่อยเหรอครับ?” หยางเฉินพูดในขณะที่เห็นเฉียงเวยเม้มริมฝีปากของเธอแน่น

        ดวงตาของเฉียงเวยราวกับเครื่องสแกนเนอร์ที่ยิงกราดไปยังหยางเฉินทันที

        “บอกความจริงฉันมาเดี๋ยวนี้ผู้หญิงคนเมื่อกี้เป็นใคร ผู้หญิงของคุณอีกคนหนึ่งเหรอ? นี่คุณมีคนรักอยู่อีกกี่คนกันแน่?”

        หยางเฉินรู้ว่าเฉียงเวยไม่ได้รู้สึกดีเลยสักนิดเขาจึงกล่าวปลอบเธอด้วยรอยยิ้ม

        “ที่รักคุณกำลังเข้าใจผิดอยู่นะ คริสเตนไม่ใช่ผู้หญิงของผมสักหน่อย เราเป็นเพื่อนกันเท่านั้นพวกเราแค่รู้จักกันตอนที่ผมอยู่ต่างประเทศ ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้แล้ว”

        เฉียงเวยเห็นหยางเฉินปฏิเสธอย่างแข็งขันเธอจึงถามเขาด้วยความแปลกใจ “แล้วทำไมคุณถึงปล่อยให้เธอหลุดมือไปได้ ทั้งที่ออกจะสวยขนาดนั้นล่ะคะ?”

        “ผมดูเป็นคนหื่นกระหายถึงขนาดนั้นเลยเหรอครับ?” หยางเฉินเค้นรอยยิ้มอันขมขื่นออกมา

        ดูเหมือนว่าในสายตาผู้หญิงของเขาแล้ว บางทีหยางเฉินอาจไม่ต่างอะไรจากสัตว์ร้ายหื่นกระหายเลยหรอกมั้ง?

        เฉียงเวยไม่พูดอะไรออกมาริมฝีปากสีเชอร์รี่ของเธอเม้มแน่นอีกครั้งก่อนจะกล่าวขึ้น

        “แล้วไม่ใช่เหรอคะ...”

        หยางเฉินยกมือก่ายหน้าผากของตัวเองอย่างเหนื่อยใจไม่แปลกใจเลยที่ทำไมถังหว่านถึงไม่ฟังคำอธิบายของเขาเลยแม้แต่น้อย!

คล้ายกับเรื่องเมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์ ที่คุณอ่าน