ระบบ AI พิชิตแดนเซียน

    บทที่ 55 สังหารโหด

            บทที่55

            สังหารโหด

            หยุนโม่ไม่ขยับแม้แต่น้อยร่างของเขายังคงยืนหยัดอยู่กับที่โดยไร้รอยขีดข่วน

            ทว่าแม้จะรอดพ้นจากการระเบิดมาได้โดยไม่บาดเจ็บข้อมือของเขากลับมีเศษกำไลกระจัดกระจายอยู่สามชิ้นอุปกรณ์ป้องกันกำไลพลังงานทั้งสามอันที่เขาเพิ่งสวมเพิ่มก่อนหน้าระเบิดได้แหลกสลายไปหมดสิ้น

            ก่อนที่ระเบิดจะเข้าถึงตัวเขาได้เปิดใช้งานกำไลทั้งสามพร้อมกัน เพื่อสร้างโล่ปราณพลังงานหลายชั้นซ้อนทับกัน

            แม้การตัดสินใจนั้นจะทำให้เขารอดมาได้อย่างสมบูรณ์แต่ก็นับเป็นการสูญเสียอุปกรณ์สำคัญในคราวเดียวถึงสามชิ้น

            หยุนโม่หรี่ตาลงช้า ๆ อย่างไม่พอใจเขาไม่ได้คาดคิดว่าจะต้องใช้กำไลไปถึงสามชิ้นกับศัตรูเพียงแค่ผู้ฝึกตนระดับปรับแต่งพลัง

            บรรยากาศทั่วบริเวณเงียบสงัดฝูงผู้ฝึกตนที่เพิ่งลอบโจมตีใบหน้าเปื้อนรอยตกตะลึง

            ไม่เคยมีใครคาดคิดว่ามนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งจะสามารถทนการระเบิดจากยันต์ระดับสองนับสิบแผ่นได้โดยไม่บาดเจ็บแม้แต่น้อย

            “ตายซะ!” หยุนโม่เปล่งเสียงเย็นเยียบ ดวงตาใต้หน้ากากเปล่งประกายคมกล้า

            ชายวัยกลางคนที่ถือดาบถึงกับสะดุ้งก่อนจะตวาดขึ้นอย่างร้อนรน “รีบถอย! หลบหนีเร็ว!!”

            คำเตือนของเขาทำให้ผู้ฝึกตนคนอื่น ๆเริ่มได้สติ ทว่า...มันสายเกินไปแล้ว

            หุ่นติดอาวุธสองตัวที่ยืนเฝ้าด้านซ้ายและขวาเริ่มขยับร่างด้วยความเร็วอันน่าตกตะลึง

            เสียงมอเตอร์ภายในข้อต่อขับเคลื่อนร่างพวกมันกระโจนออกไปประดุจพายุหมุน

            เพียงพริบตาเดียวพวกมันก็พุ่งเข้าสู่ระยะประชิดกับกลุ่มผู้ฝึกตน

            แขนทั้งสองที่ฝังปืนพกระดับพิเศษยกขึ้นเล็งอย่างแม่นยำ

            เสียงลั่นไกดังขึ้น ปัง! ปัง! ปัง!

            กระสุนปราณพิเศษพุ่งออกมาเป็นสายพุ่งทะลวงเป้าหมายอย่างรุนแรง

            กระสุนดอกแรกเจาะเข้าใส่ศีรษะของผู้ฝึกตนคนหนึ่งเลือดและเศษเนื้อกระจายว่อน ร่างของเขาทรุดลงไร้ชีวิตแทบจะในทันที

            อีกกระสุนระเบิดตรงกลางลำตัวของอีกคนทำให้ร่างนั้นปลิวกระแทกต้นไม้ก่อนจะแหลกเหลว

            เหล่าผู้ฝึกตนเริ่มแตกตื่นพวกมันไม่มีพลังป้องกันระดับหลอมกายา ไม่มีความเร็ว ไม่มีแม้แต่เวลาจะตั้งตัว

            เสียงปืนยังคงดังก้องต่อเนื่อง

            ทีละนัด ทีละศพ

            เพียงไม่กี่อึดใจกลุ่มผู้ฝึกตนนับสิบคนก็เหลือเพียงร่างไร้วิญญาณกระจัดกระจายเต็มพื้นป่า

            บัดนี้ บริเวณแคมป์พักกลับคืนสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง

            เหลือเพียงชายวัยกลางคนผู้ถือดาบคนเดียวเท่านั้นที่ยังมีลมหายใจเขาทรุดกายลงนั่ง มือไม้สั่นเทา ใบหน้าขาวซีด ร่างกายสั่นระริกด้วยความกลัวสุดขีด

            หยุนโม่ค่อย ๆเดินเข้าไปหาชายผู้นั้น ท่ามกลางแสงไฟที่ยังคงลุกไหวจากกองไฟที่ดับไม่หมด

            เขายืนอยู่ตรงหน้าอีกฝ่ายแววตาเยือกเย็น ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงเรียบแต่เฉียบคม

            “นี่มันเรื่องอันใดกัน?เหตุใดพวกเจ้าถึงคิดจะฆ่าข้าด้วยความตั้งใจเช่นนั้น?”

            “ดูจากชุด ดูจากทักษะ พวกเจ้าน่าจะเป็นเพียงผู้ฝึกตนอิสระธรรมดาหาใช่ผู้ใดที่มีความแค้นกับข้าไม่…”

            ดวงตาใต้หน้ากากของหยุนโม่ฉายแววเฉียบคมขณะจ้องลึกเข้าไปในแววตาสั่นกลัวของศัตรูตรงหน้า

            “ผู้ใดอยู่เบื้องหลังกันแน่?”

            ชายวัยกลางคนผู้นั้นยังคงนั่งตัวสั่นอยู่กับพื้นใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวจนซีดเผือดภาพเมื่อครู่ที่หุ่นติดอาวุธสองตัวสังหารสหายของเขาอย่างง่ายดายยังคงชัดเจนในความทรงจำ

            แม้เขาจะมีฐานะเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตปรับแต่งพลังขั้นสิบแต่กลับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า… คนลึกลับสองคนนั้นความแข็งแกร่งของพวกมันไม่ต่ำกว่าขอบเขตหลอมกายาอย่างแน่นอน

            "คือ... ว่าเรื่องนี้... ตระกูลหลี่... ตั้งค่าหัวของท่านในเมืองอวี้หยาง..."

            ชายวัยกลางคนตอบออกมาด้วยเสียงสั่นเครือตะกุกตะกักอย่างเห็นได้ชัด

            หยุนโม่เลิกคิ้วขึ้นด้วยสีหน้าประหลาดใจ “ตั้งค่าหัวงั้นหรือ?”

            อีกฝ่ายพยักหน้ารับเร็ว ๆอย่างร้อนรน

            หยุนโม่ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งดวงตาใต้หน้ากากหรี่ลงเล็กน้อยขณะจมอยู่ในความคิด

            "พวกมันตั้งค่าหัวข้า…แสดงว่าหวาดกลัว แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้ข้าเดินเข้าออกเมืองอย่างลอยนวลเพราะจะเสียชื่อเสียงสินะ... อืม...เพราะแบบนั้นจึงเลือกตั้งค่าหัวเพื่อดึงคนอื่นมาลงมือแทนตนเอง…”

            เขาพึมพำกับตนเองอย่างแผ่วเบาก่อนจะหลุดออกจากภวังค์ความคิดและก้มลงมองชายวัยกลางคนที่ยังคงนั่งสั่นอยู่เบื้องล่าง
     รอยยิ้มบางค่อย ๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหยุนโม่ ดวงตาเปล่งประกายเย็นชาในขณะที่กล่าวออกมาเสียงเรียบ

            “เจ้าไม่ต้องกลัวไปข้าไม่คิดจะสังหารเจ้าหรอก”

            แต่แม้จะได้ยินเช่นนั้นความหวาดกลัวในดวงตาของชายวัยกลางคนก็ยังไม่หายไป เขาขยับริมฝีปากขึ้นจะเอ่ยถามแต่หยุนโม่ก็ชิงพูดแทรก

            “เจ้าไม่ต้องพูดแล้วข้าจะไม่ฆ่าเจ้า... แต่ข้าจะให้เจ้าทำอะไรบางอย่างแทน”

            เขาหันหลังก้าวเดินไปช้า ๆแต่ยังไม่วายทิ้งคำสั่งสุดท้ายไว้

            “กลับไปที่เมืองอวี้หยางแล้วไปบอกตระกูลหลี่ว่า... ‘ไอ้ลูกหมาขี้ขลาด อยากได้หัวข้าก็มาเอาด้วยตัวเอง’”

            สิ้นเสียงหยุนโม่ก็เดินจากไปโดยไม่หันกลับ

            ชายวัยกลางคนยังคงนั่งนิ่งในเงามืดทว่าความกลัวค่อย ๆ จางหายไปจากใบหน้า เขาหายใจถี่ ยกมือกุมหน้าอก

            ...เขารอดแล้ว…

            เสียงในหัวของเขาดังขึ้นอย่างไม่เชื่อสายตารอดจากเงื้อมมือของชายสวมหน้ากากผู้นั้นอย่างปาฏิหาริย์

            เขารีบลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเลแล้วหันกายวิ่งกลับสู่เมืองอวี้หยางทันที โดยไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมามองด้านหลัง

            …

            ภายในเมืองอวี้หยางในยามสายของวันต่อมาบรรยากาศที่เคยคึกคักกลับยิ่งดูมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าปกติผู้คนเดินผ่านไปมาบนถนนสายหลักของเมืองด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความสนใจและตื่นเต้นต่างพากันพูดคุยถึงเรื่องเดียวกันไม่ขาดปาก

            ข่าวเกี่ยวกับคำพูดของชายสวมหน้ากากที่เป็นเป้าหมายของตระกูลหลี่ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองราวกับลมพัดไฟโหม

            "เจ้ารู้หรือไม่?คนที่สังหารคุณชายสามของตระกูลหลี่ ฝากบอกไปถึงตระกูลหลี่ว่า 'ไอ้ลูกหมาขี้ขลาด อยากได้หัวของข้า ก็มาเอาด้วยตัวเอง'!"

            "ข้าได้ยินเหมือนกัน!บอกตรง ๆ ว่าเจ้านั่นช่างกล้าจริง ๆ ถึงกับกล้าท้าทายตระกูลหลี่ต่อหน้าสาธารณชน!"

            “ไม่สิ...ข้าว่าเขาบ้า! แต่ว่าน่าแปลก... ข้ากลับรู้สึกสะใจชอบกล”

            เสียงกระซิบ วิจารณ์และหัวเราะคิกคักดังขึ้นทั่วทุกหัวมุมถนน ไม่เว้นแม้กระทั่งโรงน้ำชา ร้านค้าหรือหน้าจุดประกาศงาน พวกผู้ฝึกตนและชาวบ้านต่างพากันพูดถึงชายลึกลับผู้นั้นอย่างไม่รู้เบื่อ

            ไม่ว่าจะเป็นย่านการค้าเขตที่พักอาศัย หรือแม้แต่บริเวณหน้าจวนของตระกูลหลี่เอง…ก็ล้วนหนีไม่พ้นเงาแห่งเสียงซุบซิบ

            ในเมืองอวี้หยางยามนี้ชื่อของชายสวมหน้ากากกลายเป็นที่รู้จักไปทั่ว จนแทบไม่มีใครไม่รู้จัก…