"ท่านลูกค้า รับของด้วยขอรับ!" เถ้าแก่ร้านเพิ่งจะส่งห่อกระดาษน้ำมันที่ห่อเรียบร้อยแล้วให้ลูกค้าเพียงเงยหน้าขึ้นก็เห็นมือดำทะมึนยื่นเข้ามาในซึ้งนึ่งอาหารของตนเอง ทันใดนั้นเขามิได้คิดอันใดมาก เงื้อไม้คลึงแป้งที่อยู่ข้างกายฟาดลงไปอย่างแรง
"โอ๊ย!"
ซูไท่ไท่ตั้งตัวไม่ทันท่อนแขนรับความเจ็บปวดไปเต็มๆ นางร้องโอดโอยออกมาทันทีใบหน้าเหี่ยวย่นยับยู่ราวกับหน้าซาลาเปา ร้องไห้คร่ำครวญเสียงดัง
สภาพของนางเช่นนี้ดูน่าสงสารอยู่บ้างทว่าเถ้าแก่กลับมิได้รู้สึกเห็นใจแม้แต่น้อย กลับตวาดเสียงดัง"นางยาจกโสโครกนี่มาจากที่ใด? สกปรกมอมแมมแล้วยังคิดจะมาขโมยซาลาเปาข้าอีก หน้าไม่อาย!"
ซูไท่ไท่เจ็บปวดที่แขนอย่างมากเมื่อครู่คิดจะหยิบซาลาเปาแต่กลับถูกจับได้คาหนังคาเขาเดิมทีก็มีโทสะเพราะรู้สึกผิดอยู่แล้ว บัดนี้ยังถูกเถ้าแก่ร้านด่าว่า‘ยาจกโสโครก’ อีกนางมิได้คิดอันใดก็โต้ตอบกลับไป "ตาถั่วหรืออย่างไร?แม่เฒ่าผู้นี้มีท่าทางเหมือนยาจกตรงไหน?"
เถ้าแก่ร้านผู้นั้นก็มิใช่คนขี้ขลาดเมื่อเห็นว่ายายแก่ผู้นี้บังอาจโต้เถียงตน จึงเท้าสะเอวมองอย่างเย็นชา"ดูชุดที่เจ้าสวมเสียก่อน สกปรกซอมซ่อกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งไปทั่ว เลยไปถึงปากซอยก็ยังได้กลิ่น หากเจ้ามิใช่ยาจกแล้วจะเป็นตัวอะไรได้?"
เถ้าแก่ไม่เปิดช่องให้อีกฝ่ายได้โต้แย้งรีบกล่าวต่อ "เป็นเพียงยาจกก็ควรเจียมตัวไปนั่งขอทานข้างถนน บางทีอาจมีคนใจบุญเวทนาเจ้าแบ่งขนมเปี๊ยะครึ่งชิ้นให้กินบ้าง อายุอานามป่านนี้แล้วยังไม่อาย ยังคิดจะลักขโมย?ระวังข้าจะลากตัวเจ้าไปส่งทางการ!”
เสียงของเถ้าแก่ผู้นี้ทั้งแหลมทั้งคมจังหวะการพูดก็รวดเร็วเฉียบขาดประหนึ่งเสียงคั่วถั่ว ทำให้ซูไท่ไท่อึ้งไปครู่หนึ่งมิอาจโต้ตอบได้ทัน
เมื่อเห็นท่าทางยืนตะลึงงันเช่นนั้นเถ้าแก่ก็หัวเราะเยาะ "หากไม่อยากถูกจองจำก็จงไสหัวไปให้พ้น!"
ท่าทีเช่นนี้มิได้ต่างอันใดกับการปฏิบัติต่อสุนัขจรจัดข้างถนน
ซูไท่ไท่ถูกด่าจนหน้าแดงก่ำเมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาเหยียดหยามที่ผู้คนรอบข้างส่งมาให้ตนก็ยิ่งมิกล้าสู้หน้าผู้คน
นางกัดฟันกรอดจ้องเขม็งไปยังเถ้าแก่แล้วถ่มน้ำลายลงบนพื้นไปยังทิศทางที่แผงตั้งอยู่ก่อนจะหันหลังเดินจากไปด้วยความขุ่นเคือง
"ข้าขอสาปแช่ง!"
เถ้าแก่ถ่มน้ำลายตามหลังนางไปยังคงรู้สึกมิหายแค้น อดมิได้ที่จะพึมพำด่าทออีกประโยค"ยายแก่ยาจกโสโครก..."
รอจนกระทั่งซูไท่ไท่เดินจากไปไกลแล้วซูอี้ฉินที่ซ่อนอยู่ด้านหลังเสาประตูโรงน้ำชาฝั่งตรงข้ามจึงค่อยๆ เดินออกมามองซ้ายมองขวา เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีร่างของซูไท่ไท่อยู่จึงค่อยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เมื่อวานนางหลอกเงินจากซูไท่ไท่มาได้ จึงแอบหนีมาเอง บัดนี้พักอยู่ในโรงเตี๊ยมเล็กๆแห่งหนึ่ง แม้จะเป็นห้องที่ถูกที่สุด เงินที่นางมีอยู่ก็คงจะอยู่ได้อีกไม่กี่วัน
ซูอี้ฉินตัดสินใจอย่างลับๆว่า ภายในสองสามวันนี้ ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม นางจะต้องหาคู่ครองให้ตนเองให้ได้นางจะต้องได้แต่งงานเข้ามาอยู่ในเมืองอวิ๋นเฉิงแห่งนี้ จะไม่ยอมใช้ชีวิตกินผักป่านอนวัดร้างเช่นเมื่อก่อนอีก
ในค่ำคืนนั้นซูไท่ไท่อดทนต่อความหิวโหย ซุกตัวอยู่ในกองฟางในตรอกเล็กๆแล้วหลับไปอย่างไม่รู้ตัว ในความฝันรางๆ เหมือนจะได้ยินเสียงฝีเท้า
พวกซูอี้หว่านทั้งสี่คนออกเดินทางพร้อมกันเดินผ่านตรอกเล็กๆ มุ่งหน้าไปยังทิศทางของโรงพนันจวี้ไฉฟาง
ยามนี้เป็นยามจื่อแล้วแต่โรงพนันกลับยังคงสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ ครั้นเมื่อเข้าไปใกล้ก็ได้ยินเสียงพูดคุยที่ดังออกมาแสดงให้เห็นว่าบรรยากาศภายในนั้นครึกครื้นเป็นอย่างยิ่ง
"คนพวกนี้ช่างติดการพนันเสียจริง..." ซูอี้หว่านถอนหายใจออกมาเบาๆอดมิได้ที่จะเบ้ปาก คนที่หมกมุ่นอยู่กับการพนันเช่นนี้นางไม่อยากจะกล่าวอันใดด้วยเลย
"ท่านแม่ พวกเราออกมาตอนนี้ จะได้เจอหลงเย่จริงๆ หรือ?" ถึงแม้ช่วงบ่ายพวกนางจะมาสืบข่าวคราวมาแล้วซูอี้หว่านก็ยังคงกังวลอยู่บ้างว่า อาจจะเสียเที่ยวเปล่าๆเพราะการออกมาในยามวิกาลเช่นนี้ค่อนข้างจะยุ่งยาก
"เจ้าจงวางใจเถิด" จางอ้ายหลินพยักหน้าอย่างหนักแน่นจากนั้นก็จับจ้องไปยังตำแหน่งหน้าประตู แนบตัวอยู่ข้างกำแพงตรงหัวมุม
เมื่อเห็นดังนั้นซูอี้โจวและเซียวจวิ้นอันก็ได้แต่ยืนอยู่เฉยๆ
ดีที่โชคเข้าข้างพวกเขารออยู่ไม่นานนัก หลงเย่ผู้นั้นก็ออกมาจริงๆ
หลงเย่ดูท่าทางอารมณ์ดีเป็นพิเศษเดินทอดน่องมาทางนี้อย่างไม่เกรงใจใคร พลางปลดเข็มขัดออกอย่างไม่รีบร้อนเห็นได้ชัดว่าต้องการออกมาถ่ายเบา
เมื่อเห็นดังนั้นซูอี้หว่านก็รีบหลบสายตาไป เพราะเกรงว่าตนเองอาจจะได้เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นกลายเป็นหนามตำตาเข้าเสียก่อน
โชคยังดีที่หลงเย่ยังแก้เข็มขัดไม่ทันหมดตัวเขาก็มาถึงปากตรอกเสียแล้ว เซียวจวิ้นอันเห็นเช่นนั้นก็เตะผ่าหมากเข้าไปอย่างว่องไว จากนั้นก็ฉวยเสื้อคลุมของหลงเย่มาอุดปากครึ่งที่เหลือคลุมศีรษะเอาไว้
การเคลื่อนไหวของเขาฉับไวราวสายลมกว่าที่หลงเย่จะทันรู้ตัว โลกทั้งใบพลันตกอยู่ในความมืดมิดปากถูกอุดแน่นจนพูดไม่ออก
เขาพยายามเปล่งเสียง‘อู้อี้’ ออกมาพลางยกมือขึ้นเพื่อที่จะดึงเสื้อผ้าที่อยู่บนศีรษะออก
น่าเสียดายที่เซียวจวิ้นอันเร็วกว่าเขาโดยไม่รอให้มือของอีกฝ่ายยกขึ้นมา ก็ใช้เข็มขัดที่เขาปลดออกนั้นมัดข้อมือทั้งสองข้างของเขาไว้ด้วยกัน
พวกซูอี้หว่านมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่งเกือบจะเป็นเวลาเดียวกัน ทั้งสี่คนก็ใช้ทั้งมือและเท้ากระหน่ำซัดลงบนร่างของหลงเย่ตรอกเล็กๆ พลันเต็มไปด้วยเสียงร้องโหยหวนปานเสียงสุกรถูกเชือด
ว่ากันว่าตรอกแห่งนี้อยู่ตรงข้ามกับโรงพนันระยะทางก็ไม่ไกล เสียงดังขนาดนี้ ระยะทางเท่านี้ก็น่าจะได้ยินทว่าโรงพนันกลับส่งเสียงดังเกินไป คนที่อยู่ด้านในล้วนแต่จดจ่ออยู่กับโต๊ะพนันไม่มีใครสนใจเสียงจากภายนอกแม้แต่น้อย
เมื่อทั้งสี่ผลัดกันออกแรงได้สักพักก็รู้สึกว่าไม่คล่องตัว จึงเปลี่ยนมาผลัดเปลี่ยนกันคนหนึ่งอ่อนแรงก็สลับให้คนต่อไปเลือกตีเฉพาะจุดที่ไม่ถึงตายจนหลงเย่ร่ำไห้ราวคนเสียสติ กรีดร้องอย่างน่าเวทนา
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใดซูอี้หว่านรู้สึกว่าตีจนเริ่มเหนื่อยแล้ว เสียงร้องของหลงเย่ก็ค่อยๆ เบาลงมีบ้างไม่มีบ้าง ขาดๆ หายๆ ทั้งสี่คนจึงหยุดมือ ไม่แก้เชือกให้เขาก่อนจะหันกายเดินจากไป
สั่งสอนเขาไปสักยกก็เพียงเพื่อที่จะระบายอารมณ์เท่านั้น ซูอี้หว่านมิได้คิดที่จะทำให้ถึงแก่ชีวิต
หลงเย่ผู้นี้ถึงแม้จะไม่ใช่คนดีอะไรแต่หากมือต้องแปดเปื้อนเพราะคนอย่างเขา นั่นคงไม่สมควร
เมื่อกลับมาถึงบ้านก็เป็นปลายยามจื่อ(23.00น. – 01.00 น.) แล้ว ตามปกติในเวลานี้พวกนางคงจะหลับไปแล้ว บัดนี้ถึงแม้ว่าจะเข้านอนช้าไปบ้าง ครั้นพอรุ่งเช้าซูอี้หว่านก็ยังคงตื่นเช้าตรู่เช่นเคย ยังคงมีพลังเต็มเปี่ยมดังเดิม
เพราะเมื่อวานได้สั่งสอนหลงเย่ไปแล้วอารมณ์ของนางจึงดีเป็นพิเศษ ห่อซาลาเปาได้เร็วกว่าปกติ
ในตอนนี้ยังเช้าอยู่แต่พ่อค้าแม่ขายที่มาตั้งแผงขายของบนถนนก็มากันครบแล้วทว่ายังไม่มีลูกค้าสักเท่าไร ทุกคนต่างก็เตรียมวัตถุดิบของตนเองกันอย่างขะมักเขม้นนานครั้งจึงจะได้ยินเสียงพูดคุยกัน บรรยากาศจึงอบอุ่นเป็นกันเอง
ซูไท่ไท่ตื่นขึ้นด้วยเสียงจอแจท้องไส้กลับมิได้ร้องครวญคราง แต่กลับรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปทั้งตัวนางตะเกียกตะกายอยู่นาน กว่าจะพยุงกายลุกขึ้นจากกองฟางได้สำเร็จ