ตอนที่ 37
วิกฤตหุบเขาจิ้งจอก (5)
หานเฟิงสิ้นสติไปได้ไม่นาน มันก็พลันรู้สึกตัวตื่นจากความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย
เสียง “ เควี๊ยบบบ...!!” ดังขึ้นที่ข้างหู พร้อมกับความรู้สึกว่าแผ่นหลังคล้ายจะถูกเรียวแส่หวดฟาด ความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านพลันให้มันต้องส่งเสียงเล็ดลอดออกมาทางไรฟันที่ขบแน่น
“ ซื๊ดดดดดด…”
จากนั้นจึงค่อยสัมผัสได้ว่า ตน ถูกบางสิ่งฉุดรั้งแขนขาจนกางอ้าให้ลอยอยู่กลางนภาอากาศ ส่วนเบื้องหน้าที่ห่างไปไม่ไกลคือร่างอันเปลือยเปล่าคล้ำเข้มของสตรีผู้นั้น
“ ตื่นแล้ว?...”
นางกล่าวขึ้นทันทีที่มองเห็นหานเฟิงจับจ้องมองมา นางยกยิ้ม ก่อนสืบเท้าเดินแอ่นสองเต้าเข้าหาหานเฟิงอย่างไม่กระดากอาย ระยะทางหดไกล้เข้ามาเหลือเพียงแค่คืบ หานเฟิงสูดรับได้กลิ่นหอมของกุหลาบจากกายที่เปล่าเปลือยของนาง
“ ตามที่ข้ากล่าว ข้าจะทรมาณเจ้าจนต้องร้องขอความตาย”
นางกล่าวขึ้น จากนั้นจึงเห็นนางยกท่อนแขนเรียวงามขึ้นมา นิ้วเรียวดุจเล่มเทียนจรดเชยปลายคางของหานเฟิง ก่อนที่ริมฝีปากบางจะกล่าวคำขึ้นต่อ
“ แต่ลองพินิจดูใกล้ๆเช่นนี้…”
“ เจ้าเองก็เป็นมนุษย์ที่รูปงามมิใช่เบา”
นางพลิกหน้าของหนาเฟิงชมมองอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่หานเฟิงจะมองเห็นว่า สองตาของนางพลันแปรเปลี่ยนเป็นความแปลกใจ
“ หืม!!!...”
“ ข้าได้กลิ่นอายของหยางพรมจรรย์บนร่างเจ้า…”
“ อันใดกัน?... นี่เจ้าอายุเท่าไรแล้ว ไฉนจึงมิเคยกระทำเรื่องราวอย่างว่ากับอิสตรี”
หานเฟิงย่อมได้ยินคำ หากมันไม่คิดโต้ตอบ ก่อนจะได้ยินนางกล่าวขึ้นต่อว่า
“ แต่จะปล่อยให้ตกตายไปเช่นนี้ก็ช่างน่าเสียดายปราณพรหมจรรย์ยิ่งนัก…”
กล่าวถึงตรงนี้ หานเฟิงก็เห็นนางก็โน้มใบหน้าเข้ามาจนปลายจมูกเกือบจรดไปที่ใบหูของมันแล้วกล่าวขึ้นต่อ
“ เช่นนั้น หยางพรหมจรรย์ของเจ้า…”
“ ข้าผู้นี้จะขอรับเอาไว้เอง…”
กล่าวจบก็หัวร่อคิกคัก จนชมดูราวกับเด็กสาวแรกรุ่นที่เก้อเขิน จากนั้นจึงค่อยเห็นนางกล่าวขึ้นต่อ
“ ครั้งแรกของเจ้า กับสตรีที่มีประสบการณ์แล้ว ทั้งอายุยังมากกว่ากันเกือบหมื่นปีเช่นนี้…”
“ เจ้าคงไม่รังเกียจหรอกกระมัง…”
มองหานเฟิงที่ปิดปากสนิทไม่ยอมตอบคำ กระทั่งสีหน้าแววตาก็แสดงออกชัดว่าไม่ยินยอมพร้อมใจ ก็พลันให้นางแย้มยิ้มขึ้นอย่างชอบใจ ก่อนจะกล่าวขึ้นต่อว่า
“ อะไร? เจ้าไม่พอใจ?...”
“ ข้าไม่งดงามพอหรือ?..”
“ เจ้าดู…” กล่าวถึงตรงนี้ก็ใช้สองมือเรียวบางลูบไล้เรือนร่างอันเปลือยเปล่าของตัวเอง ทั้งยังนวดคลึงบีบเค้นหน้าอกอันอวบอิ่ม ก่อนจะแย้มยิ้มกรีดวาดสายตาอย่างเย้ายวน
“ เรือนร่างของข้าออกจะแลดูเร่าร้อนถึงเพียงนี้…”
“ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าบุรุษเช่นเจ้าจะไม่มีอารมณ์”
กล่าวจบนางก็เห็นหานเฟิงที่พยายยามดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากพันธนาการจึงกล่าวคำขึ้นต่อ
“ ดูสิ... ปากหนักไม่ยอมกล่าววาจา แต่เจ้ากลับรีบร้อนคิดแนบร่างทาบทับตัวข้าเช่นนี้…”
“ ฮิๆ...พอเถอะ มิต้องดิ้นรนให้เปลืองแรงไปเสียเปล่าๆหรอกหนุ่มน้อย เพราะตราบใดที่เจ้าถูกข้าจับตัวไว้เช่นนี้ เจ้าก็ไม่แม้แต่จะสามารถรีดเค้นลมปราณออกมา…”
“ อ่อ... แต่น้ำวิสุทธิ์ของเจ้ายังคงสามารถรีดเค้นออกมาได้อยู่…”
กล่าวจบก็เห็นหานเฟิงที่ใบหน้าแดงกล่ำทั้งยังพยายามดิ้นรน จึงพลันให้นางยิ่งแสดงสีหน้าแปลกใจออกมา
“ ถูกพิษลุ่มหลงของข้าเข้าไปแล้ว…”
“ แต่เจ้ากลับยังสามารถต้านทานอยู่ได้?...”
“ แปลกยิ่ง… หากเจ้าเป็นบุรุษที่ทาบทับสตรีเป็นว่าเล่นนั่นก็แล้วกันไปเถอะ แต่นี่เห็นชัดว่าเจ้าเป็นบุรุษพรหมจรรย์…”
“ แต่ก็ช่างเถอะ…”
“ ถึงเจ้าจะไม่ยินยอมพร้อมใจก็มิเป็นไร เพราะจะอย่างไร เจ้า ก็มิอาจขัดขวางความต้องการของข้าผู้นี้ได้…”
กล่าวจบนางก็หัวร่อคิกคักอีกครั้ง ก่อนที่หานเฟิงจะพลันสัมผัสได้ว่า เถาไม้ที่รัดตรึงแขนขาทั้งสี่ของตนไว้ดึงรั้งแน่นขึ้นจนมันมิอาจขยับเยื่อน แล้วจึงค่อยเห็นว่า นิ้วชี้เรียวดุจเล่มเทียนของนางจรดมาบนชุดเสื้อกลางแผ่นอก จากนั้นนิ้วเรียวก็กรีดไล่อย่างช้าลงไปด้านล่าง ชุดเสื้อถูกตัดขาดเป็นรอยไล่ตามนิ้วของนางลงไปอย่างช้าๆ แผ่นอกหนาแกร่งถูกเผยออกมา จากนั้นจึงตามต่อด้วยลอนกล้ามท้องมัดแล้วมัดเล่า...
“ แหมๆ หุ่นดีอะไรเช่นนี้ มันช่างน่าให้กลืนกินลงไปเสียทั้งตัว...”
เสียงของนางกล่าวขึ้น ขณะที่ปลายนิ้วยังคงจรดไล่ลงไปอย่างช้าๆ กระทั้งลากผ่านสะดือ ไต่ลงไปที่ท้องน้อยหนาแกร่งในตำแหน่งตันเถียน แต่แล้ว นิ้วของนางก็พลันต้องหยุดชะงัก เมื่อปรายนิ้วของนางจรดชี้อยู่บนบางสิ่งตรงท้องน้อยของหานเฟิง
มองดูคล้ายรอยสักรูปดาวหกแฉกสีโลหิต…
รอยสักลากเป็นเส้นของสามเหลี่ยมซ้อนกัน ที่อันหนึ่งปลายแหลมคว่ำลง อันหนึ่งตั้งตรงปลายแหลมชี้ขึ้น
แต่ว่า แท้จริงแล้วมันมิใช่รอยสัก มันคือรอยที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด หานเฟิงเคยถามบิดาถึงที่มา ท่านจึงกล่าวตอบมันว่า นั่นคือสัญลักษณ์ของตระกูลหลี่มัน ทารกที่เกิดจากบุตรชายของตระกูลหลี่ทุกคน ไม่ว่าจะชายหรือหญิง จะถือกำเนิดมาพร้อมรอยอักขระเช่นนี้…
“ ดาวโลหิตปีศาจ!!!…”
สตรีตรงหน้าจ้องมองดาวหกแฉกสีโลหิตตรงท้องน้อยของหานเฟิงเขม็ง ก่อนที่คำกล่าวต่อมาของนางจะพลันให้หานเฟิงต้องจับจ้องมองนางอย่างอึงงัน
“ เจ้าเป็นลูกหลานตระกูลเซี่ย!!!”
จากนั้น หานเฟิงจึงสังเกตเห็นว่า สีหน้าที่ตกตะลึงของนางจะแปรเปลี่ยนกลับกลายเป็นบิดเบี้ยวจนน่ากลัว รอยยิ้มกลายเป็นเย็นเยียบ นางถอนนิ้วออกจากท้องน้อยของมันก่อนที่นิ้วทั้งห้าจะรวบรัดที่ต้นคอ
“ เจ้าเป็นทายาทของมันกับนังแพศยานั่น…”
หานเฟิงสัมผัสได้ถึงแรงที่ถูกบีบมายังต้นคอจนแทบจะขาดใจ สีหน้ามันแปรเปลี่ยนกลับกลาย หากอุ้งมือนั้นกลับคลายออกก่อนจะทันได้ปลิดชีวิตของมัน จากนั้น หานเฟิงจึงได้ยินเสียงหัวร่อของนางดังขึ้น เสียงหัวร่อ ที่ราวกับคนวิปลาส
“ ฮา ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ…”
“ สวรรค์มีตา…”
นางเงยหน้ากล่าวกลั่วหัวร่ออย่างคลุ้มคลั่ง
“ ฮา ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ…”
“ กลับส่งทายาทของมันกับนังแพศยานั่นมาให้ข้าถึงที่เช่นนี้”
“ ฮา ๆ ๆ ๆ ๆ…”
“ เป็นสวรรค์เห็นใจข้าแล้ว…”
“ จึงส่งมันผู้นี้มาให้ข้า…”
“ ทั้งมันยังพรหมจรรย์…”
“ ฮา ๆ ๆ ๆ มันยังพรหมจรรย์…”
หานเฟิงรับฟังอย่างอึงงัน ตั้งแต่ที่นางกล่าวว่ามันเป็นทายาทตระกูลเซี่ย มันก็คล้ายจะสัมผัสได้ถึงเค้าลางหายนะที่น่าหวาดผวาบางประการ
“ มันยังพรหมจรรย์ ฮา ๆ ๆ ๆ…”
“ ส่งมันมาให้ข้าเช่นนี้ ก็เท่ากับสายโลหิตของมันได้สิ้นสุดลงแล้ว…”
“ ตระกูลเซี่ยทุกรุ่นมีบุรุษสืบทอดสายโลหิตเพียงหนึ่งเดียว…”
“ มันเป็นบุรุษ ดังนั้นย่อมเป็นบุรุษเพียงหนึ่งเดียวของรุ่นนี้…”
กล่าวมาถึงตรงนี้นางก็เหลียวหน้ากลับมามองหานเฟิง แววตาเต็มไปด้วยความคั่งแค้นก่อนที่ริมฝีปากจะเปิดขึ้นเป็นคำกล่าว
“ ข้าพูดถูกต้องหรือไม่?”
หานเฟิงอยากตอบกลับไปว่า “ ถูกต้องแล้ว” เรื่องราวที่นางกล่าวพูดมาล้วนเป็นเช่นตระกูลหลี่มัน ซึ่งมันเองก็ไม่ได้โง่งมจนขบคิดอันใดไม่เข้าใจ ทั้งตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลตรงท้องน้อย ทั้งไหนจะคำกล่าวของนางเหล่านั้น ถ้ากล่าวว่า แท้จริงแล้วตระกูลหลี่มิใช่แซ่หลี่ แต่เป็นแซ่เซี่ย ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว
แต่จะให้มันตื่นเต้นตกใจนะหรือ?... คงไม่
เพราะในชีวิตที่แล้วมันผ่านเหตุการณ์เรื่องราวมามากมาย เคยได้รับรู้ถึงเรื่องราวของคนที่ต้องพลัดพราก แยกจาก พบเจอ มาก็มาก หากอยู่ๆ ที่จะบังเกิดเรื่องราวอันเร้นลับซับซ่อนกับตระกูลของตัวเองขึ้นมาเช่นนี้ ก็นับว่าเป็นไปได้อยู่ เพราะมันเองก็รู้สึกตั้งแต่แรกแล้ว ว่าตระกูลของมันมีประวัติความเป็นมาที่ขาดช่วงไปตั้งแต่ครั้งแรก หากคาดคิดไม่ถึงอยู่บ้าง ว่าชิ้นส่วนเรื่องราวที่ขาดหายไป จะปรากฏขึ้นมาในลักษณะนี้ ทั้งเป็นในลักษณะที่มันไม่ต้องการอย่างแท้จริง...
“ เจ้าเรียกว่าเซี่ยอะไร?....”
นางกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
หานเฟิงจับจ้องมองนางเขม็ง ใบหน้าของมันยังคงแดงกล่ำเพราะฤทธิ์ของพิษลุ่มหลง ก่อนที่ปากจะเปิดขึ้นกล่าวกับนางเป็นครั้งแรก
“ ข้าเรียกว่าหลี่หานเฟิง”
“ หลี่หานเฟิง” นางทวนคำ มองมันอย่างสงสัย หากสัมผัสได้ว่า สายตาของชายหนุ่มตรงหน้ามิใช่คำโกหก จึงได้เปิดปากกล่าวขึ้นต่อ
“ กลับใช้เป็นแซ่หลี่ ไม่ใช้แซ่เซี่ยแล้ว?...”
มิรู้ว่าที่นางกล่าวเป็นคำถามหรือไม่ หากหานเฟิงเลือกที่จะไม่ตอบ
“ แต่ไม่ว่าเจ้าจะใช้เป็นแซ่ใด สัญลักษณ์ดาวโลหิตปีศาจนั่น ก็เป็นหนึ่งไม่มีสอง...”
“ เจ้าจึงเป็นทายาทรุ่นหลังของมันกับนังแพศยานั่น อย่างแน่นอน...”
“ ดังนั้นแล้ว เรื่องที่ข้าเคยกล่าวว่าจะรับเอาหยางพรมหจรรย์ของเจ้าไว้ ก็คิดเสียว่าข้าไม่ได้กล่าวคำ…”
“ เพราะข้ามิต้องการให้เชื้อพันธ์อันน่ารังเกียจของนางแพศยานั่น มาแปดเปื้อนในกายข้า…”
นางกล่าวพร้อมกับจับจ้องมองหานเฟิงอย่างรังเกียจเดียดฉันท์
“ แค่คิดว่าข้าต้องหลอมรวมกับเจ้า มันก็ทำให้ข้าต้องรู้สึกขยะแขยง..”
หานเฟิงได้ยินคำกลับอยากตอบกลับไปว่า “ ย่อมเป็นข้าที่ต้องรู้สึกเช่นนั้น...”
“ ข้าเกือบทำสิ่งที่ผิดพลาดที่สุดลงไปเสียแล้ว…”
นางกล่าวพร้อมกับจับจ้องมองหานเฟิงอย่างครุ่นคิด มันเองก็จ้องมองตอบนางอย่างไม่หวาดเกรง ซึ่งสมควรกล่าวว่า มันในยามนี้ไร้หนทางรอดอย่างแท้จริง ลมปราณของมันไม่อาจรีดเค้น ส่วนเรี่ยวแรงที่แม้จะมี แต่ให้สู้ตอบขัดขืนกับรากไม้สี่เส้น ที่รัดตรึงมันไว้กลับไม่สามารถ
“ ข้าคิดออกแล้ว...”
นางโพลงขึ้นพร้อมกับจับจ้องมองหานเฟิงด้วยแววตาที่วาววับ หานเฟิงที่เห็นเช่นนั้นก็พลันให้เส้นขนลุกตั้งชี้ชัน มันสัมผัสได้ถึงเค้าลางอันน่าหวาดหวั่นบางประการ หวาดหวั่นจนกระทั่งว่าตกตายไปเสียยังยินดี จากนั้น สายตาและคำกล่าวของนางจึงทำให้มันเข้าใจโดยพลันถึงเค้าลางที่ว่า…
หานเฟิงเห็นสายตาของนางที่หลุบต่ำลง ตำแหน่งที่มอง ต่ำกว่าสะดือของมัน ทั้งยังต่ำกว่าดาวปีศาจโลหิตที่ว่านั้น จากนั้นนางจึงกล่าวคำขึ้นต่อว่า
“ ข้าจะฉีกทึ้ง บดทำลายมัน...”
หานเฟิงที่ได้ยินคำจำต้องสูดลมหายใจเข้าอย่างหนาวเหน็บ สายตาของนางเล็งชัดถึงสิ่งที่นางจะฉีกทึ้งบดทำลาย
จากนั้น หานเฟิงจึงเห็นนางโบกวาดฝ่ามือคราหนึ่ง ครั้งจึงปรากฏเห็นการเปลี่ยนแปรงบางประการต่อตน
เป็นชุดผ้าที่สวมใส่ทั้งร่างกลับกลายเป็นธุลี...
จากนั้น จึงกลายเป็นว่า ร่างที่เปลือยเปล่าของมันถูกเปิดเผยออกมา สองแขนสองขาฉีกอ้า ของลับของสงวนเผยกายออกมาให้ชมมอง
หานเฟิงที่เห็นเช่นนั้นก็หน้าไม่เปลี่ยนสี เปลือยกายต่อสตรีไม่มีใดให้อับอาย ทั้งในชีวิตที่แล้ว ก็มีสตรีมากมายที่มันได้เปลือยกายต่อหน้า แล้วยังจะมีใดให้มันต้องรู้สึกอับอายอีกหรือ ที่มันรู้สึกมีเพียงความหวาดเสียวว่าสิ่งนั้นจะถูกทำลายไป
“ โอ้ววว!!!”
“ บรรพบุรุษเจ้าช่างรักใคร่เอ็นดูนัก....”
“ หากเจ้ามิใช่สายโลหิตของนางแพศยานั่น…”
“ ทวนศึกของเจ้าคงทำให้ข้าสุขสำราญมิใช่น้อย…”
ฟังดูคำกล่าวของนางคล้ายจะยั่วเย้า หากน้ำเสียงยังคงเย็นเยียบ แววตายังเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์
“ แต่เพราะมันเป็นสายโลหิตของนังแพศยานั่น”
“ ดังนั้น ข้า จึงต้องบดขยี้ฉีกทำลายมัน….”
สิ้นคำ รากไม้ที่มีปลายแหลมคมกริบก็ปรากฏเลื้อยขึ้นมาที่ด้านหลังของนาง ปลายแหลมแผ่ประกายเย็นเยียบ เพ่งเล็งชี้ตรงไปที่กลางหว่างขาของหานเฟิง
จากนั้น รากไม้ก็ไหววูบอย่างรวดเร็ว เห็นเป็นเงาเลือนลางที่มองตามแทบไม่ทัน หานเฟิงกัดฟันแน่น เตรียมรับกับความสูญเสียที่ยากจะทานทน
“ ฉั๊วะ…”
สายโลหิตแดงฉานสาดกระเซ็น…