บางครั้งที่มองนางหัวใจของตู้เจวียนเต้นเร็วขึ้นอย่างมิอาจควบคุมได้ คุณหนูรูปงามปานนี้ไม่รู้ว่าบุรุษผู้ใดจะมีวาสนาท่วมท้น ได้ตกล่องปล่องชิ้นกับนาง
ไป๋เซียงจู๋เดินไปข้างหน้าช้าๆไม่สนหิมะที่ตกกระทบร่างกาย เกิดเสียงดังสวบๆ ทุกย่างก้าวที่รองเท้าย่ำลงบนหิมะ
หิมะในเมืองหลวงตกหนักขนาดนี้ฝั่งชายแดนคงหนักยิ่งกว่า แบบนี้ก็ดีทีเดียวเสบียงอาหารที่นางฝากจวินมู่ซีไปน่าจะขายได้ง่ายขึ้นบ้าง
ทันทีที่เหยียบเข้าเรือนเหอเซียงก็มองเห็นไป๋ชิงโหรวซึ่งเจิดจรัสดั่งเปลวเพลิงมาแต่ไกลอีกฝ่ายก็เห็นไป๋เซียงจู๋เหมือนกันพอเห็นว่านางสวมใส่สีดำคร่ำครึให้ออกมางามมหัศจรรย์ขนาดนี้ได้ไป๋ชิงโหรวกัดฟันแน่นแทบหักเดือดดาลจนอยากปรี่เข้าไปดึงทึ้งทุกอย่างบนตัวไป๋เซียงจู๋ทิ้ง
ท่านแม่บอกว่าจะไม่ให้นางเด่นกว่าตนเด็ดขาดมิใช่หรือไฉนยังงามเฉิดฉายปานนี้เล่า สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมจริงๆ
แน่นอนว่าไป๋เซียงจู๋เห็นแววตาอันแสนชิงชังจากไป๋ชิงโหรวนางไม่ยี่หระสักเท่าไร หันหน้ากลับแล้วเดินนำตู้เจวียนเข้าเรือนไปโดยพลัน
ไป๋ชิงโหรวกระทืบเท้าด้วยความโกรธอยู่ข้างหลังอวี๋ซื่อตำหนิอย่างหงุดหงิดสักพัก นางถึงยอมสงบปากสงบคำเก็บความเกลียดชังที่ส่อผ่านแววตาไว้ในใจ
เมื่อทุกคนมารวมตัวกันในห้องของฮูหยินเฒ่าพร้อมหน้ากลับเจอไป๋ฉางชิงที่ปกติผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในห้องของฮูหยินเฒ่าก่อนแล้ว คงไม่พ้นเล่นพนันจนหมดตัว จึงกลับมาไถเอาจากมารดานั่นแล
ทุกคนคารวะทักทายตามลำดับนั่งลงในตำแหน่งประจำตัว
ฮูหยินเฒ่าไป๋ในที่นั่งกิตติมศักดิ์เริ่มอธิบายจุดประสงค์ที่เรียกทุกคนมา
ที่แท้ฮูหยินเฒ่าก็ตั้งใจจะพาเหล่าสมาชิกหญิงของตระกูลไป๋ไปวัดต้าโฝเพื่อขอพรให้ท่านตาท่านน้าสาม และพี่ชายซึ่งติดอยู่ที่ด่านชายแดนและเพื่อหลีกเลี่ยงบรรยากาศกับสถานการณ์อันตึงเครียดในเมืองหลวงทุกวันนี้ด้วย
สำหรับทั้งจวนไป๋ในเวลานี้การตัดสินใจและวาจาของฮูหยินเฒ่าไป๋ย่อมถือเป็นอำนาจสูงสุดเมื่อได้ฟังความต้องการของฮูหยินเฒ่า แน่นอนว่าทุกคนเห็นชอบเป็นเอกฉันท์กอปรกับการบังคับใช้กฎอัยการศึกของเมืองหลวงในช่วงนี้แค่เดินตามถนนหนทางยังต้องระมัดระวัง พอเวลาผ่านไปทุกคนจึงแทบไม่ได้ไปไหนมาไหนอีกแล้ว
เก็บตัวอยู่ในจวนนานๆทำเอาอึดอัดอยู่ไม่น้อย เมื่อทุกคนได้ยินฮูหยินเฒ่ากล่าวเช่นนั้นก็มีความหวังขึ้นมาใช่แล้ว ยังไปวัดต้าโฝได้นี่นา วัดต้าโฝเป็นพระอารามหลวงซ้ำยังมีพระสงฆ์อาวุโสประจำวัด ในเวลาแบบนี้การไปวัดต้าโฝคือทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว
ทว่าพอเอ่ยถึงวัดต้าโฝไป๋ชิงโหรวกับอวี๋ซื่อสบตากัน อดหวนนึกถึงเรื่องของไป๋เซียงจู๋กับลู่ชางหลงไม่ได้ครั้งนั้นถือเป็นเคราะห์ดีของนางจริงๆ แต่ก็เพราะหลังเกิดเรื่องนั้นขึ้นผู้หญิงคนนี้กลายเป็นดั่งอสูรร้ายจากนรก น่าขนลุกขนพอง พิลึกพิกลเหลือเกินจะทำเช่นไร จะวางแผนอย่างไร นางก็รอดไปได้เสียทุกครั้งอย่างกับภูติผีปีศาจไม่มีผิดเพี้ยน
ไป๋เซียงจู๋ที่ฟังถึงตรงนี้ก็ดีใจเช่นกันนางกลัดกลุ้มมาหลายวันว่าจะขอให้ท่านยายขยับเวลากำหนดการหมั้นหมายแทนตนให้เร็วขึ้นอย่างไรหลังได้ยินท่านยายตัดสินใจจะไปปฏิบัติธรรมที่วัดต้าโฝรอยยิ้มของนางแลสดใสยิ่งกว่าเดิมนางคิดว่านางมีวิธีทำให้ท่านยายจัดแจงเรื่องวิวาห์เพื่อนางโดยเร็วที่สุดอีกทั้งทุกคนจะไม่คัดค้านด้วยประการใดแล้ว
ไป๋เซียงจู๋ตื่นแต่เช้าตรู่ด้วยฝีมือของตู้เจวียนกับสี่เชวี่ยพอเก็บเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้สำหรับพำนักชั่วคราวเสร็จก็เดินทางออกจากเมืองหลวงไปยังวัดต้าโฝซึ่งตั้งอยู่นอกเมืองตามคำสั่งของฮูหยินเฒ่าไป๋
ในรถม้าหลังผ่านการขบคิดนับไม่ถ้วนตลอดเมื่อคืนวานไป๋เซียงจู๋คิดว่านางเร่งรัดเรื่องนี้ไม่ได้จริงๆต้องรอจนกว่าข่าวฮ่องเต้ทรงปลอดภัยจากด่านชายแดนมาถึงจึงจะดำเนินการได้
หากรีบเร่งวางแผนเดี๋ยวนี้ท่านยายที่ยังเป็นห่วงท่านตาย่อมไม่มีกะจิตกะใจสำหรับเรื่องอื่นแน่ต้องรอให้ข่าวดีจากชายแดนมาถึงที่นี่ก่อน จนท่านยายคลายความพะวงที่มีต่อพวกเขาสิ่งที่นางคิดถึงสามารถลงมือปฏิบัติจริงได้ คำนวณแล้วก็เหลืออีกครึ่งเดือนนางยังพอรอไหว
โชคดีที่ท่านยายไม่ได้มุ่งหมายจะกลับเมืองหลวงในเร็ววันหนนี้พวกนางจะพำนักวัดต้าโฝจนกว่าจะมีข่าวดีใหม่จากชายแดนอีกครั้งอย่างแน่นอนบัดนี้คือกลางเดือนสิบเอ็ด ถ้านางจำไม่ผิด ข่าวดีจะมาถึงราวต้นเดือนสิบสองและกองทัพจะกลับเมืองหลวงพร้อมชัยชนะในวันที่ยี่สิบแปดเดือนเจิงจากนั้นผลงานความดีฐานช่วยองค์จักรพรรดิของจวนไป๋จึงจะเป็นที่ร่ำลือโดยทั่วกัน
ล้อรถหมุนไปเรื่อยๆขณะไป๋เซียงจู๋ครุ่นคิดถึงตรงนี้ รถม้าหยุดลงหน้าประตูวัดต้าโฝเมื่อไป๋เซียงจู๋เห็นวัดต้าโฝที่คุ้นเคย จิตใจก็เหมือนพบความสงบหากคราวก่อนไม่ได้พระเจวี๋ยเฉินช่วย ตนอาจตกที่นั่งลำบากแล้วจริงๆ...
โลหิตโอสถไม่ว่าคุ้มค่าหรือไม่ เรื่องมันก็ผ่านพ้นไปแล้วทว่าบุญคุณที่นางติดค้างเจวี๋ยเฉินยังคงอยู่ รวมถึงประคำเส้นนั้นด้วย...
ตู้เจวียนประคองนางลงรถม้าสมาชิกจวนไป๋ทุกคนที่ติดตามท่านยายมาเดินเข้าไปยังหลังวัดต้าโฝเจวี๋ยคงต้าซือไม่อยู่เช่นเคย ศิษย์อาวุโสของเขาเป็นผู้มาต้อนรับแล้วจัดหาเรือนให้พวกเขาอาศัย
เดิมทีนึกว่าทุกคนจะต้องอยู่ที่นี่กับท่านยายที่ไหนได้พอถึงยามบ่าย อวี๋ซื่อก็นำสาวใช้เดินทางกลับเนื่องจากจวนไป๋จะไร้คนรับผิดชอบกิจการในจวนไม่ได้ดังนั้นนางจึงกลับไปเพื่อทำหน้าที่
อวี๋ซื่อกลับไปแล้วหากไป๋ชิงโหรวคิดจะหาเรื่องนาง นางจะต่อกรได้ง่ายยิ่งขึ้นเพราะฉะนั้นไป๋เซียงจู๋ย่อมเห็นดีเห็นงาม
ครึ่งเดือนผ่านไปในชั่วพริบตาเดียวไม่ทันไรก็เข้าสู่เดือนสิบสองฮ่องเต้เหยียนตี้นำองค์ชายสามกับองค์ชายเจ็ดฝ่าวงล้อมกองทัพมองโกลออกมาสำเร็จแล้ว
หลังจากข่าวฮ่องเต้ทรงปลอดภัยถูกส่งมาเมืองหลวงที่กำลังสั่นคลอนก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้งประหนึ่งความกระสับกระส่ายและความตึงเครียดตลอดเกือบหนึ่งเดือนไม่เคยเกิดขึ้นเลยเมื่อเหล่าสมาชิกครอบครัวขุนนางที่มาขอพรยังวัดต้าโฝเหมือนจวนไป๋ในตอนแรกได้รับข่าวต่างทยอยกันเก็บสัมภาระเดินทางออกจากวัดต้าโฝกลับเมืองหลวง
หลังจากบรรดาครอบครัวขุนนางที่อยู่วัดต้าโฝกลับไปได้ประมาณสองวันฮูหยินเฒ่าไป๋ก็เตรียมตัวกล่าวอำลาศิษย์อาวุโสของวัดต้าโฝ และพาทุกคนกลับเมืองหลวง
ในวันนี้ฮูหยินเฒ่าไป๋ที่เพิ่งรับประทานอาหารเสร็จพาแม่เฒ่าจางตามหาศิษย์อาวุโสของเจวี๋ยคงต้าซือเพื่อกราบลากลับไม่พบศิษย์อาวุโสเจวี๋ยจิ้งแต่ได้เจอพระอาจารย์หนุ่มเจวี๋ยเฉินผู้เลื่องชื่อในชุดขาวบริสุทธิ์ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลออกไปแทนฮูหยินเฒ่าไป๋เห็นบรรพชิตหนุ่มเดินมาทางตนช้าๆ ราวกับว่ากำลังคอยนางอยู่แม้เขายังไม่ปลงผม ทว่าทุกอิริยาบถช่างเป็นธรรมชาติ สะอาดหมดจดทำให้ผู้พบเห็นเขาสัมผัสได้ถึงความสงบ ผาสุกและไร้กังวลเกินคาดคิดชำระมลทินให้สิ้นไปจากจิตใจ
เขายังไม่ปลงผมบวชอย่างสมบูรณ์ก็เพราะบารมียังไม่เพียงพอกิเลสตัณหาทางโลกยังไม่ดับสูญ แต่เจวี๋ยคงต้าซือโปรดเขามากการรับสืบทอดตำแหน่งจากเจวี๋ยคงต้าซือเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้าก็เร็วอย่างแน่นอน
ฮูหยินเฒ่าไป๋ไม่คิดไม่ฝันว่าตนจะโชคดีขนาดได้พบศิษย์เอกของเจวี๋ยคงต้าซือที่ใครต่อใครร่ำลือกันผู้นี้ถึงนางไม่เคยเจอเจวี๋ยเฉิน แต่ใช่ว่าไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของเขา
และยิ่งไปกว่านั้นประคำไม้จันทน์หอมในมือนางยังเป็นของขวัญมงคลจากศิษย์คนนี้นี่เองตอนนั้นหลานสาวเซียงจู๋บอกว่านางมีบุญนัก บัดนี้ยังพบกับอาจารย์เจวี๋ยเฉินอีกทั้งได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษด้วยนางจึงยิ่งแน่ใจว่าไป๋เซียงจู๋ไม่ได้โกหก ทันใดนั้นพลันตื่นเต้นเสียตะลีตะลานหากแม่เฒ่าจางไม่ช่วยประคองนางไว้ นางคงไม่รู้เลยว่าควรทำเช่นไรดี
ฮูหยินเฒ่าไป๋ประนมมือกล่าวทักทายเจวี๋ยเฉินที่กำลังตรงมา “อมิตาภพุทธ...”
เจวี๋ยเฉินหยุดฝีเท้าที่เบื้องหน้าฮูหยินเฒ่าไป๋เอ่ยทักทายนางกลับเช่นเดียวกัน “อมิตาภพุทธ รับนมัสการโยมไป๋”
ฮูหยินเฒ่าไป๋ตื่นเต้นหนักเข้าไปใหญ่ไม่ผิดจริงๆ ด้วย ท่านอาจารย์เจวี๋ยเฉินปฏิบัติต่อพวกนางพิเศษกว่าปกติจริงๆ
----------------------------------------
ระหว่างฮูหยินเฒ่าไป๋ไปเก็บสัมภาระไป๋เซียงจู๋หลบไป๋ชิงโหรว พาตู้เจวียนกับสี่เชวี่ยมายังริมสระสงบใจของวัดต้าโฝ
ไป๋ชิงโหรวต้องการตามติดนางทว่าถูกไป๋เซียงจู๋ลวงล่อให้ไปที่อื่นแทนในระยะเวลาครึ่งเดือนนี้นางดันทุรังไม่ใช่น้อย แต่ก็เสียแรงเปล่าไม่ได้ประโยชน์ใดโดยสิ้นเชิง
วันนี้หิมะไม่ตกซ้ำยังแดดออกเจิดจ้า ไม่ต่างจากเมืองหลวงที่อึมครึมมาหลายวัน พอข่าวดีมาถึง สภาพอากาศสองสามวันมานี้ก็ดีขึ้นตามไปด้วย
ตอนนี้ต่อให้ไม่สวมเสื้อคลุมก็อบอุ่นไม่ค่อยมีลมสักเท่าไร ไป๋เซียงจู๋ยืนอยู่ริมสระสงบใจดูใบบัวแห้งเหี่ยวที่กำลังย่อยสลายกลายเป็นดินเลนทว่าจิตใจของนางกลับสุขุมเยือกเย็น
“คุณหนูพระอาจารย์เจวี๋ยเฉินมาแล้วเจ้าค่ะ” ตู้เจวียนพูดขณะมองไปทางบุรุษชุดขาวที่เยื้องย่างมา
ไป๋เซียงจู๋หันไปพร้อมรอยยิ้มละไมรอบข้างอบอวลด้วยเสน่ห์นางในบัดดล
เจวี๋ยเฉินมองหญิงสาวที่หันมาพร้อมยิ้มดุจมวลบุปผาบานสะพรั่งมุมปากยกขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว แม้เบาบางจนแทบไม่เห็นแต่ในใจชื่นมื่นเหลือล้นโดยแท้จริง
“โยมไป๋” เจวี๋ยเฉินประนมสองมือทักไป๋เซียงจู๋
ไป๋เซียงจู๋เคารพตอบด้วยท่าทางอย่างเดียวกันดวงหน้าประดับยิ้มน้อยๆ “ขอบพระคุณเจ้าค่ะพระอาจารย์เจวี๋ยเฉิน รวมถึงประคำเมื่อคราวก่อนด้วย ท่านวางใจได้เลยเจ้าค่ะ ข้าจะหาซื้อไม้จันทน์ที่ดียิ่งกว่ามาทำประคำเส้นใหม่ให้ท่าน...”
“อาตมาให้โยมแล้วก็คือให้ไม่จำเป็นต้องคืนหรอก” เจวี๋ยเฉินส่ายศีรษะปกิเสธแววตาสงบดุจผิวน้ำนิ่ง เรียวปากบางทำท่าจะเอ่ยอะไรสักอย่างในที่สุดก็ถามออกมาจนได้ “โปรดอภัยที่อาตมาพูดตรงไปตรงมาโยมไป๋ยังอายุน้อย รีบร้อนหมั้นหมายเช่นนี้...”
แม้วัยสิบห้าปีมิได้ไวเกินจะมีคู่หมั้นถึงกระนั้นก็เถอะ นี่มันออกจะปุบปับไปหน่อย เรื่องสำคัญของชั่วชีวิตควรไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ
“จริงๆแล้ว ข้าก็ไม่ต้องการให้มันเร็วขนาดนี้เหมือนกันเจ้าค่ะ แต่...” ไป๋เซียงจู๋กระอักกระอ่วน นางไม่อยากโกหกเจวี๋ยเฉินอย่างไรเสียเขาเคยช่วยตนไว้ทั้งสองชาติ ที่ถามไถ่เช่นนี้ก็เป็นเพราะห่วงใยนางนางที่ไม่อยากบอกความจริงจึงปั้นหน้าแลบลิ้นยิ้มทะเล้นเสียเลย “แต่ข้ากลัวว่าอีกหน่อยจะไม่มีใครกล้ารับข้าเป็นภรรยาน่ะเจ้าค่ะ ท่านก็รู้ชื่อเสียของข้ากระฉ่อนทั่วไปเมืองหลวงแล้ว ถ้ายังไม่คิดเรื่องนี้ไว้ท่าจะต้องละทางโลกเหมือนต้าซือแล้วล่ะเจ้าค่ะ”
แม้ตอบไม่ตรงคำถามซ้ำยังเป็นคำตอบที่น่าตกใจทีเดียวทว่ามันคือคำตอบที่ดีที่สุดที่ไป๋เซียงจู๋นึกออกแล้ว
เมื่อเห็นหญิงสาวยิ้มพริ้มพรายเจวี๋ยเฉินตะลึงงันไปชั่วครู่ ลูกประคำที่กำลังนับในมือหยุดชะงักลงโดยไม่รู้ตัวเขามองแผ่นหลังที่จากไปของหญิงสาวด้วยแววตาอ่อนโยนน้ำใสส่องประกายระยิบระยับในสระสะท้อนเงาของหญิงสาวชุดขาวผมดำขลับดุจดังเทพเซียนเริงร่าท่ามกลางดงดอกไห่ถัง
ใช่ไป๋เซียงจู๋ทนไม่ไหวจนต้องไปขอร้องเจวี๋ยเฉินโดยนึกถึงทีท่าของเจวี๋ยเฉินที่ตกลงทันควันเมื่อครั้งก่อนทั้งที่เคยบอกว่าจะอยู่ให้ห่างเจ้าตัว บัดนี้กลับเป็นหนี้น้ำใจเขามากขึ้นเรื่อยๆก่อนไปหาเจวี๋ยเฉินนางก็ลังเลและว้าวุ่น แต่เพื่อหลีกเลี่ยงชะตากรรมนั่น นางจึงเลือกไปขอความช่วยเหลือจากเจวี๋ยเฉินตอนแรกคิดว่าต้องรบเร้าเซ้าซี้ถึงจะทำให้เจวี๋ยเฉินรับปากนางได้นึกไม่ถึงว่าหลังจากฟังนางอธิบายจบ เจวี๋ยเฉินแค่เงยหน้าขึ้นมองนางอย่างอ่อนโยนแล้วตอบเบาๆ คำเดียวว่า ‘ได้’
พอได้รับคำตกลงนางขอให้เขาไปคุยกับท่านยาย บอกว่าจากดวงชะตาชีวิตนี้ของไป๋เซียงจู๋แต่งงานในปลายปีถือเป็นการดีที่สุดเช่นนี้แล้วไม่เพียงแต่ทำให้นางแข็งแรงโชคดีชั่วชีวิตเท่านั้นทั้งจวนไป๋จะมั่งมีศรีสุขสืบไปด้วย
และท่านยายของนางศรัทธาพุทธศาสนาเป็นที่สุดฉะนั้นย่อมรับฟังไว้อย่างแน่นอน ไม่ว่าปรมาจารย์ผู้มีปัญญาเลิศล้ำอย่างเจวี๋ยเฉินจะรู้เท่าทันแผนการของนางหรือไม่ชาตินี้นางก็รบกวนเขาอีกแล้วจนได้เกรงว่าบุญคุณที่ติดค้างไว้คงยากจะชดใช้คืนให้หมด
เมื่อคิดถึงบุญคุณที่คนเขามอบให้เหล่านั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือหนหนึ่งที่เคยช่วยชีวิตนาง ไป๋เซียงจู๋คลี่ยิ้มบางหันกลับไปมองเจวี๋ยเฉินซึ่งยืนอยู่ที่เดิมจากไกลๆชุดนักบวชสีขาวสะอาดสุกสกาวประหนึ่งแสงสว่างอันศักดิ์สิทธิ์
ไป๋เซียงจู๋นึกถึงการแต่งงานที่ตนพยายามสุดความสามารถเพื่อหลีกเลี่ยงมันนางตะโกนขึ้นโดยแทบไม่ได้คิดด้วยซ้ำ “เจวี๋ยเฉินต้าซือ หากท่านไม่ได้เป็นพระจะดีขนาดไหนกันนะเจ้าคะ!”
ว่าแต่ดีอย่างไรหลังจากนั้นไป๋เซียงจู๋ไม่ได้พูดออกมา
สำหรับนางที่ ณตอนนี้เวลานี้ยังไม่ผูกใจรักใครและไม่คิดจะรักใครด้วยแล้วคนที่ทำให้ตนสบายใจได้อย่างเจวี๋ยเฉินเป็นคู่สมรสที่ดีพร้อมจริงๆ น่าเสียดาย เขาออกบวชเสียแล้ว
เจวี๋ยเฉินเป็นถึงใครแน่นอนว่าเขาได้ยินสิ่งที่ไป๋เซียงจู๋กล่าว แม้รู้สึกอึ้งอยู่บ้างทว่ายังคงมองไป๋เซียงจู๋เฉยๆ โดยไม่เอื้อนเอ่ยอะไรอย่างอ่อนโยนดังเดิม
----------------------------------------
หลังจากนั้นไป๋เซียงจู๋ออกจากวัดต้าโฝพร้อมฮูหยินเฒ่าไป๋ เดินทางกลับไปยังจวนไป๋