ตอนที่ 347 ผู้สูงศักดิ์เฟกอล
มหาวิหารนักบุญวีเบียน มหาวิหารสูงสุดอันเป็นที่สักการะศักดิ์สิทธิ์แห่งปฐมมันตรา จุดมุ่งหมายและปลายทางแห่งการเรียนรู้มันตราของเหล่าผู้ศรัทธาทั้งปวง
นามของมหาวิหารนี้ตั้งขึ้นตามมหานักบุญศักดิ์สิทธิ์ ตัวตนที่เป็นรองเพียงสันตะปาปาองค์ปัจจุบัน คุณงามความดีและมันตราที่เธอเผยแพร่นั้นโด่งดังทั่วมหาทวีป เธอได้ช่วยเหลือ สั่งสอน ขัดเกลา และมอบความรู้ให้แก่สิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วน
หนังสือมากมายต่างเขียนเรื่องของเธอ ละครทุกแห่งหนต่างกล่าวถึงเธอ คนจำนวนมากล้วนนับถือเธอดุจดั่งเทพ เธอคือแบบอย่างที่ผู้ใหญ่แทบทั้งมวลสอนสั่งแก่ลูกหลานของตน
หลายพื้นที่ถึงกับนับถือเธอแทนที่ปฐมมันตราเอง แม้กระนั้นทางศาสนจักรเองก็ไม่ได้เอ่ยห้ามปราม เพราะตัวตนของเธอก็คือมวลความรู้แห่งปฐมมันตรา ทุกคำพูดของเธอคือมันตราโบราณที่ปฐมมันตราต้องการเผยแพร่
ความศักดิ์สิทธิ์ของเธอนั้นสูงส่งถึงเพียงนั้น เพราะการคงอยู่ของเธอ นครเฟเบิลจึงเป็นเมืองที่ไร้ซึ่งคำสาปและความบิดเบี้ยว คำพูดนี้ไม่ใช่การเปรียบเปรย หากแต่เป็นเรื่องจริงตรงตามตัวอักษร
ทั่วทั้งเมืองถูกปกคลุมด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์อันเป็นเอกลักษณ์ของปฐมมันตรา พลังศักดิ์สิทธิ์ที่มีผลชำระล้างระดับนี้ เพียงเข้าใกล้ก็สามารถปัดเป่าคำสาปและความบิดเบี้ยวได้
การกระทำชั่วนั้นยังคงมี ท้ายที่สุดแล้วพลังศักดิ์สิทธิ์นี้ก็ทำได้เพียงปัดเป่าความชั่วร้ายภายนอก มิใช่ภายในจิตใจ แต่เมื่อเทียบกับมหานครทั่วมหาทวีปแล้ว ที่แห่งนี้คือที่ที่ปลอดภัยที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
เพราะเหตุนั้นนครเฟเบิลจึงเป็นหนึ่งในเมืองที่ค่าครองชีพสูงที่สุดในมหาทวีป ตรงกันข้ามกับความศักดิ์สิทธิ์และความเมตตาของปฐมมันตราโดยสิ้นเชิง หลายคนต่างเรียกขานนครแห่งนี้กันอย่างขบขันว่า นครสองด้าน
ตัวนครเฟเบิลนั้นมีขนาดใหญ่กว่านครหัวเมืองทั่วไปมาก หากก็ยังไม่อาจเทียบได้กับนครรัตนะหรือเอเทอรัม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการขยายตัวที่มากเกินไปอาจทำให้ความศักดิ์สิทธิ์นั้นเบาบาง
ในทางกลับกัน มหาวิหารนักบุญวีเบียนนั้นใหญ่โตจนน่าอัศจรรย์ เพียงตัวมหาวิหารหลักเองก็ใหญ่โตไม่ต่างอะไรกับหมู่บ้านเขาวัว เมื่อนับรวมกับวิหารย่อยภายนอกที่นับอยู่ในเขตของศาสนจักร มหาวิหารนี้จะมีขนาดเทียบเท่าได้กับเมืองใหญ่เช่นนครธำมรงค์ได้เลย
ตัววิหารนั้นตั้งอยู่ใจกลางของนครเฟเบิล เป็นศูนย์กลางของนครอย่างแท้จริง ที่ใจกลางวิหารคือรูปสลักของปากกาจุ่มหยดหมึกที่สูงเด่น รูปปั้นสูงหลายร้อยเมตรรูปนี้สร้างขึ้นจากไม้ แม้กระนั้นมันก็ไม่ได้ดูอ่อนแอบอบบางเลย หากกลับแผ่ความศักดิ์สิทธิ์สูงส่งออกมาตลอดเวลา
“ท่านมหานักบวชน้อย!”
“มันตราของท่านยังน่าเลื่อมใสเช่นเคย!”
“แด่ความรู้ในแผ่นกระดาษที่กว้างขวางราวผืนฟ้า!”
“แด่อักษรในหยดหมึกที่ลึกล้ำดั่งห้วงสมุทร!”
ฐานะมหานักบวชน้อยทำให้ไลล่านั้นมีผู้ศรัทธาเป็นจำนวนมาก อีกส่วนหนึ่งคือนิสัยของเธอเองที่ง่ายต่อการเข้าหา ท่าทียิ้มแย้มนุ่มนวลนั้นทำให้ผู้ศรัทธาทั้งหลายรู้สึกสบายใจยามได้พบเห็นเธอ
ทั้งสองนั้นไม่ปฏิเสธเหล่าผู้ศรัทธาที่เข้าหาแต่อย่างใด เพียงตอบรับและพูดคุยด้วยรอยยิ้ม ระยะเวลาการเดินทางนั้นไม่ได้นานเลย เพียงนั่งรถม้าแผงคอแดงไม่นานก็สามารถมาถึงมหาวิหาร แต่เพราะปริมาณฝูงชนที่เข้ามาพูดคุยกับไลล่าและเลโอทำให้กว่าจะมาถึงมหาวิหารได้ก็มืดค่ำแล้ว
ทางเข้ามหาวิหารนั้นเต็มไปด้วยผู้คนคับคั่ง โฮโจนั้นได้นัดกับอัครสาวกไว้ก่อนแล้ว เขาจึงไม่จำเป็นต้องต่อแถวยาวเหยียดดังเช่นคนอื่น ๆ เมื่อผ่านเข้ามาได้โฮโจจึงได้พักหายใจเสียที
เขาลอบมองทั้งสองเล็กน้อย สองนักบวชไม่มีท่าทีเหนื่อยล้ากับการพูดคุยกับคนจำนวนมากเช่นนั้นแต่อย่างไร ดูไปแล้วพวกเธอเหมือนจะมีความสุขมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ โฮโจลอบถอนหายใจเบา ๆ ก้มลงมองฝ่ามือซ้ายของตนเอง
ตลอดทางมานี้เขาทำท่าเคารพตอบกลับจนฝ่ามือซ้ายของเขาเป็นรอยจ้ำไปหมดแล้ว
“หากเป็นองค์หญิงเธอต้องยินดีเป็นล้นพ้นแน่นอนค่ะ” ไลล่ากล่าวเสียงเบา โฮโจหันตามต้นเสียงไปจึงได้เห็นไลล่าที่ชำเลืองมองเขาด้วยหางตา
โฮโจสีหน้าแดงก่ำ สะบัดหน้าหนีอย่างรวดเร็ว
เธอรู้เหรอว่าเราชอบองค์หญิง? ไม่มั้ง เราเองก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรขนาดนั้น โฮโจพึมพำ ขอให้ตนเองคิดถูก
ไลล่าถอนหายใจน้อย ๆ เมื่อเห็นสีหน้าของโฮโจ เธอเดินเข้าไปจับฝ่ามือซ้ายของโฮโจที่เป็นรอยจ้ำอย่างเบามือ พลังชำระล้างอันงดงามถูกปลดปล่อยออกจากฝ่ามือ เพียงครู่เดียวรอยจ้ำนั้นก็หายไป
“ไปกันเถอะค่ะ ขอโทษด้วยนะคะทำให้เสียเวลา” ไลล่ากล่าวเสียงแผ่วเบา
โฮโจก้มลงมองฝ่ามือซ้ายของตนที่ยังคงมีร่องรอยพลังศักดิ์สิทธิ์ เขาอดยิ้มน้อย ๆ ไม่ได้ ดูเหมือนว่าไลล่าจะไม่ได้เกลียดเขาเสียทีเดียว
บางทีเธอคงแค่เหงา อยากให้องค์หญิงเดินทางมาด้วย
ภายในมหาวิหารนั้นต่างจากรอบนอกราวกับเป็นอีกโลกหนึ่ง พลังศักดิ์สิทธิ์ของที่นี่เข้มข้นจนน่าเหลือเชื่อ อยู่ในระดับที่หากมีผู้ใดติดคำสาป การก้าวเข้ามาในเขตวิหารอาจมากเพียงพอจะปัดเป่าคำสาปจนสิ้น
จำนวนผู้ศรัทธาในมหาวิหารนั้นบางตาลงมาก เพียงกระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ อย่างเงียบเชียบ นั่งลงอ่านหนังสือและศึกษามันตรา ไม่มีผู้ใดพูดคุยกันเสียงดังหรือทำเสียงโหวกเหวกเช่นข้างนอก
ผู้ศรัทธาหลายคนจดจำไลล่าได้หากแต่ก็มิได้เข้ามาพูดคุย เพียงทักทายด้วยรอยยิ้มบาง ดูเหมือนในมหาวิหารนี้จะยกชูความสงบ
สิ่งที่มากกว่าเหล่าผู้ศรัทธาคือนักบวช พวกเขาต่างมุ่งมั่นศึกษาเพื่อให้แตกฉานในมันตราโบราณ ไม่ว่าคนใดต่างก็พกหนังสือเล่มเล็กติดตัวทั้งสิ้น แม้แต่เครื่องแต่งกายยังคล้ายคลึง ชุดคลุมนักบวชสีน้ำตาลขาวแบบเดียวกันกับที่ไลล่าสวมใส่
โฮโจยังเห็นการแต่งกายที่แปลกตาบ้าง ศาสนาปฐมมันตราไม่เคยบังคับเรื่องการแต่งกาย แม้แต่ข้อจำกัดของผู้ศรัทธาก็ไม่ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กหรือวัยชรา ชายหรือหญิง เผ่าพันธุ์ทรงปัญญาหรือเผ่าพันธุ์ชั้นรอง ทั้งหมดล้วนสามารถเข้าศึกษามันตรา
ความหลากหลายนี้ทำให้โฮโจอดนึกถึงนครรัตนะไม่ได้ มีเพียงไม่กี่ที่เท่านั้นที่เขาจะได้เห็นสิ่งมีชีวิตหลากเผ่าพันธุ์เดินสวนกันไปมาในสถานที่เดียวเช่นนี้ นี่คือหนึ่งในเหตุผลหลักที่ศาสนาปฐมมันตราคือศาสนาหลักของมหาทวีป
ข้อจำกัดเพียงไม่กี่ข้อที่ศาสนาปฐมมันตรามี คือคนผู้นั้นต้องไม่จมดิ่งลงสู่ความกระหาย นี่เป็นคำจำกัดความกว้าง ๆ ที่สื่อถึงการเป็นคนชั่วหรือมีจิตใจมืดมิด รวมถึงการข้องเกี่ยวกับศาสตร์หม่นหมอง
หากเป็นนิทานที่อยู่ตรงนี้ เขาคงฉุกคิดได้ทันทีว่า จมดิ่งลงสู่แรงกระหายสมควรมีความหมายที่ลึกลงไปกว่านั้น
หลังจากเดินผ่านเขตวิหารที่กว้างใหญ่ราวกับเมืองทั้งเมือง ในที่สุดทั้งสามก็มาถึงวิหารหลักที่ใจกลาง รูปปั้นปากกาจุ่มหยดหมึกสูงใหญ่เป็นดั่งลูกศรที่คอยชี้บอกว่าพวกเขาต้องไปที่ใด
ตัวโฮโจเก็บความตื่นเต้นไว้ในใจ ความยิ่งใหญ่ของมหาวิหารหลักนั้นมากกว่าที่เขาคาด แม้กลุ่มการค้าอิสึกะจะเป็นหนึ่งในขุมกำลังใหญ่ของมหาทวีปเช่นเดียวกันกับศาสนาปฐมมันตรา แต่เมื่อวัดกันหมัดต่อหมัดแล้วกลุ่มการค้าอิสึกะยังด้อยกว่าศาสนาปฐมมันตราอยู่ช่วงใหญ่
ไม่ว่าจะเป็นด้านกำลังคน ด้านจำนวนของผู้ขีดเขียนชะตาระดับสูง หรือด้านของอาณาเขตและอิทธิพล บางทีสิ่งเดียวที่กลุ่มการค้าอิสึกะเหนือกว่าคงจะเป็นจำนวนทรัพย์สิน
ในด้านของกำลังรบ นั่นเป็นสิ่งที่เป็นที่ถกเถียงเสมอมาว่าขุมกำลังใดกันแน่ที่แข็งแกร่งที่สุด ทุกอย่างคงจะเป็นเรื่องง่ายหากการวัดกำลังรบนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณสมบัติที่ครอบครองและจำนวนของผู้ขีดเขียนชะตาระดับสูง
ในความเป็นจริงแล้วทั้งหมดนั้นแทบไร้ความหมาย เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือตัวตนที่บนจุดสูงสุดของขุมกำลังนั้น เรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์ทางประวัติศาสตร์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
นักสลักเพียงคนเดียวสามารถรับมือกับผู้เรียนรู้ได้มากมาย อริยะหนึ่งคนสามารถต่อกรกับนักสลักได้นับสิบ ผู้แสวงวิถีสามารถล้างสังหารอริยะทั้งมวล ความแตกต่างมีแต่จะสูงล้ำขึ้นไปในทุกระดับ
ดังในอดีตที่องค์ราชินีโกเมนก่อกบฏ กับองค์เหนือหัว กองทัพของเธอในตอนนั้นเหนือล้ำกว่าองค์เหนือหัว รบชนะในทุกสงคราม ชัยชนะอยู่เพียงเอื้อม แต่แล้วทุกสิ่งกลับพังลงเมื่อองค์เหนือหัวลงมือด้วยตนเอง นั่นคือความแตกต่างของระดับขั้น
เพียงการถือกำเนิดขององค์ราชินีทำให้อาณาจักรไฟกัลป์พุ่งทะยานกลายเป็นขุมกำลังที่แข็งแกร่งเทียบชั้นขุมกำลังโบราณมากมาย นั่นคือความสำคัญของพลัง
ดังนั้นสำหรับคำถามอย่าง ขุมกำลังใดแข็งแกร่งที่สุดจึงเป็นคำถามที่ไม่อาจตอบได้ด้วยปริมาณของสมบัติหรือจำนวนของผู้ขีดเขียนชะตา คำถามนั้นสมควรเป็น ในหมู่ตัวตนระดับบนสุด ใครนั้นแข็งแกร่งที่สุด?
และคำถามนี้ กลับไม่มีคำตอบเช่นกัน เพราะไม่มีตัวตนระดับสูงสุดใดที่ประหัตประหารกันมานานแล้ว และนั่นคือเรื่องที่ดีแล้ว หากตัวตนเช่นนั้นเข้าต่อสู้กันด้วยกำลังทั้งหมด บางทีมหาทวีปอาจไม่ใช่พื้นที่ที่อยู่อาศัยได้อีกต่อไป
การที่พวกเขาไม่คิดลงมือต่อกันสมควรเป็นพรจากสวรรค์ชิ้นหนึ่ง
กลุ่มการค้าอิสึกะอาจห่างจากศาสนาปฐมมันตราอยู่ช่วงใหญ่ แต่กลับไม่มีใครคิดมองพวกเขาต่ำกว่าขุมกำลังไหน เพราะยังไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วประธานกลุ่มการค้านั้นแข็งแกร่งเพียงไร
ตัววิหารหลักกลับไร้ซึ่งการป้องกันใด ๆ ทางเข้าหลักเปิดกว้างโดยไร้ซึ่งผู้ใดดูแล ภายในมหาวิหารหลักคือรูปปั้นสูงใหญ่ของชายชราที่มีหนวดเครายาวจนถึงพื้นและสวมใส่ชุดคลุมสีขาวราวเปลือกไม้แห้ง
รูปปั้นองค์เทวะเดรฟัสในมหาวิหารหลักแห่งนี้คือสมบัติชำระล้างระดับสูงสุดที่โด่งดังไปทั่วมหาทวีป ‘องค์เทพโปรดแผ่นดิน’
เบื้องหน้ารูปปั้นนั้นคือหญิงสาวรูปร่างสูงใหญ่ บนหัวของเธอคือหูกระต่ายสีขาวงดงาม ใบหน้าของเธอนั้นกลมมน ดวงตาสีแดงดั่งกระต่าย แม้จะสวมชุดคลุมสีน้ำตาลอ่อนไว้หากยังเผยให้เห็นกล้ามเนื้อเป็นมัด ๆ ราวกับนักรบสงคราม
ดวงหน้าของเธอกลับสวนทางกับรูปร่างกำยำล่ำสัน เธอมีรอยยิ้มที่อ่อนโยนและนุ่มนวลเช่นเดียวกันกับไลล่า หากแต่ในดวงตานั้นกลับเต็มไปด้วยความเข้มงวด
“ผู้เผยแพร่พระวจนะชั้นรอง ไลล่า อาคันเซล และนักบวชในสังกัด เลโอ อาคันเซล ยินดีที่ได้พบค่ะผู้สูงศักดิ์ศักดิ์เฟกอล”
“ทายาทแห่งกลุ่มการค้าอิสึกะ โฮโจ อิสึกะ ยินดีที่ได้พบครับผู้สูงศักดิ์เฟกอล” ทั้งสามกล่าวทักทายพร้อมทั้งโน้มตัวคารวะ
ผู้สูงศักดิ์เฟกอลยิ้มน้อย ๆ ในดวงตายังคงเต็มไปด้วยความเข้มงวด เธอนำนิ้วมือขวาแตะฝ่ามือซ้าย พูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“แด่ความรู้ในแผ่นกระดาษที่กว้างขวางราวผืนฟ้า”
“แด่อักษรในหยดหมึกที่ลึกล้ำดั่งห้วงสมุทร” ทั้งสามตอบรับอย่างพร้อมเพรียง