ตอนที่ 29
วิกฤตตำหนักอัคคี (11)
“ ไม่?...”
หานเฟิงทวนคำอย่างงุนงง จับจ้องมองนางที่เหนื่อยหอบจนแทบจะหยัดยืนไม่ไหวอย่างไม่เข้าใจ
“ ไม่หนี? แล้วเจ้าที่สภาพเช่นนี้มีหนทางใดให้เอาชนะมัน?”
หากคำตอบที่ได้จากนางกลับเป็น...
“ ท่านรีบหนีไปเถอะ เรื่องราวเหล่านี้ล้วนเป็นหนี้แค้นของข้า หาได้ข้องเกี่ยวกับท่านแต่อย่างใด”
หานเฟิงที่ได้ฟัง กลับรู้สึกปวดแปลบที่ในอก คำ “ หาได้ข้องเกี่ยวกับท่านแต่อย่างใด” นี่มันช่าง... เป็นถ้อยคำที่ฟังดูโหดร้ายสำหรับมันยิ่งนัก เพราะจะอย่างไร มัน ก็ยังคงวางนางไว้ในตำแหน่งของภรรยาเพียงหนึ่งเดียว ที่มันได้เคยกราบไหว้ฟ้าดินร่วมกันมา...
ส่วนนาง ในชีวิตนี้กลับมิใช่ภรรยาของมันแล้ว ทั้งยังเป็นภรรยาของผู้อื่น เป็นภรรยาของเฉินซือหยางผู้นั้น มิใช่ว่ามันขบคิดจดจำไม่ได้... ด้วยห้วงความทรงจำอันกระจ่างชัดจากเคล็ดวิชานิรนามภาควัฏมนุษย์ ทุกภาพ ทุกเหตุการณ์เรื่องราว ยังคงกระจ่างชัดราวกับว่าปรากฏอยู่ที่ตรงหน้าของมัน ไม่ว่าจะภาพที่มันพบเห็นนางสนทนากับเฉินซือหยางในวันงานที่ตระกูลเฉิน หรือภาพที่นางโดยสารรถม้าออกจากตระกูลเฉินไปในรุ่งเช้าวันต่อมา ซึ่งทุกภาพ ยังคงตอกย้ำอยู่ในใจของมัน ไม่เสื่อมคลาย หากมันเพียงเลือกที่จะหลีกเลี่ยง พยายามที่จะไม่ขบคิดนึกถึงเรื่องราวเหล่านี้เรื่อยมา
แต่พอกระทบถูกความคิดนี้ขึ้นมาแล้ว มันก็พลันรู้สึกแน่นที่ในอก ยิ่งภาพ ที่มันจินตนาการไปว่า นางได้อยู่ร่วมกับคนผู้นั้น ได้ทำสิ่งต่างๆร่วมกัน ก็ยิ่งทำให้มันรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ มันเองก็รักนาง มันเองก็อยากให้นางรู้ ว่ามันรักนาง มันอยากที่จะขอโทษ หากนางเลือกที่จะไม่รับฟัง กระทั่งยังผลักไสไล่ส่ง กล่าวต่อมันเพียงแค่ว่า “ ...เป็นหนี้แค้นของข้า หาได้ข้องเกี่ยวกับท่านแต่อย่างใด”
หากมันคิด ไม่ข้องเกี่ยวหรือ? หนี้แค้นแค่เพียงของเจ้าหรือ? ย่อมไม่... มันจึงเปิดปากกล่าวตะโกนออกมา
“ ใช่...ข้าในตอนนี้ล้วนมิได้ข้องเกี่ยวอันใดต่อเจ้า แต่อย่าลืม หนี้แค้นที่เจ้าว่า ข้าเองก็เป็นผู้เสียหายเช่นกัน”
นาง ที่ได้ยินมันกล่าวขึ้น ก็อดไม่ได้ที่จะต้องเหลียวหน้ามองดูมัน ก่อนที่มันจะแลเห็นว่า ปากของนางเผยอเปิดขึ้น คล้ายเตรียมจะกล่าวคำออกมา แต่ทว่า ยังมิทันที่เสียงใดจะลอดออก สัมผัสวิญญาณของมัน ก็พลันจับสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังอันกล้าแข็งขุมหนึ่ง ที่พุ่งตรงมาอย่างรวดเร็ว
ไวกว่าความคิด... คือสัญชาตญาณ
ร่างกายที่ขยับไปโดยที่สมองมิทันได้สั่งการ หากสิ่งที่มันกระทำ กลับมิใช่การเลี่ยงหลบหลีกหนี มันสืบเท้าเอาตัวเข้าบดบังเสวี่ยเอ๋อร์ กอดกระชับนางไว้แนบอก ใช้แผ่นหลังรวมรั้งลมปราณเท่าที่มีต้านรับคลื่นพลังที่มุ่งมา
“ ตูมมม...”
เสียงระเบิดข้องคลื่นพลังดังขึ้น หานเฟิงได้ยินชัดเต็มสองหู หากมันกลับมิได้รับรู้ถึงความเจ็บปวด กระทั่งระลอกของคลื่นพลังเพียงนิดที่กระทบเข้ามาก็ไม่มี
“ คุณชายหลี่ ท่านกระทำเช่นนี้ ใช่คิดเหนี่ยวรั้งให้ข้าตกตายไปด้วยกันกับท่านรึ?”
กลับเป็นเสียงที่อ่อนล้าแผ่วเบา ของเสวี่ยเอ๋อร์ ดังอยู่แทบอก ปลุกหานเฟิงให้ได้สติขึ้นมาโดยพลัน ซึ่งมันที่ได้ยินเช่นนั้น ก็ถึงกับใบหน้าร้อนผ่าว อารมณ์อัดอั้นตันใจที่เมื่อครู่ สลายหายไปสิ้น ก่อนที่มันรีบคลายอ้อมกอดออกจากนาง
อับอายยิ่ง ไหนเลยที่มันจะคิดไม่ได้ คลื่นพลังที่มุ่งมาเป็นพลังระดับใด ตัวมันอยู่เพียงระดับใด โอบกอดนางไว้เช่นนี้ใยมิใช่เหนี่ยวรั้งให้นางตกตายไปด้วยกัน... อีกทั้ง นางยังเป็นสตรีของผู้อื่น แต่มันกลับกระทำเช่นนี้ต่อนาง นี่ใยมิใช่เป็นการสร้างความเสื่อมเสียอับอายให้แก่นางแล้ว
แต่ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนเป็นก่อนที่มันจะทันได้คิด ที่มันสืบเท้าเข้าโอบกอด ใช้ร่างกายบดบังให้แก่นาง ล้วนเป็นสัญชาตญาณความรู้สึกของมัน มนุษย์ก็เป็นเช่นนี้ เมื่อกำหนดชัดว่าสิ่งใดคือสิ่งสำคัญ มันก็จะรักและหวงแหนสิ่งเหล่านั้นยิ่ง ทั้งยามเมื่อสิ่งสำคัญที่ว่ามีภัย สัญญชาตญาณ ก็จะทำการปกป้องด้วยทุกสิ่งอย่างที่มี จนบางครั้งบางครา สิ่งที่กระทำออกไป จึงแลดูคล้ายว่าจะโง่งม
ซึ่งสำหรับหานเฟิง ที่แม้จะทราบรู้ ว่านางในตอนนี้เป็นภรรยาของผู้อื่น หากส่วนลึกในจิตใจของมัน ยังคงวางนางไว้ในตำแหน่งที่สตรีใดก็ไม่อาจเอื้อมสัมผัสถึง ดังนั้น สัญญชาตญาณของมัน จึงสั่งให้ตัวมันเข้าปกป้องนางในทันทีที่เกิดอันตราย
“ ข้า ขอโทษ…”
หานเฟิงกลายเป็นขัดเขิน มันกล่าวขึ้นได้เพียงแค่คำว่า “ ขอโทษ” ก่อนจะรีบหมุนกายชมดูว่าที่แท้เป็นเรื่องราวใด
เมื่อเห็นแล้ว จึงค่อยทราบกระจ่าง ที่แท้สิ่งที่สะกัดกั้นคลื่นพลังไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ กลับเป็นม่านปราการโปร่งใสดุจกระจก ที่ครอบคลุมพวกมันสองไว้ภายใน
“ เครื่องรางคุ้มกัน...”
หานเฟิงกล่าวขึ้นอย่างเลื่อนลอย มันพลันจดจำขึ้นมาได้ ว่าเป็นหยุนซินถงเคยกล่าวเอาไว้กับมัน “...เครื่องรางคุ้มกัน ข้ามอบมันเป็นของขวัญแรกพบหน้า ให้กับเทพธิดาเหมันต์ไปแล้ว...”
“ เป็นองค์หญิงมอบไว้ให้ คิดว่าคงซื้อเวลาได้เพียงพอที่พลังจากแก่นโลหิตของมันจะหมดลง” เสวี่ยเอ๋อร์กล่าวขึ้น
เมื่อหานเฟิงหันกลับมามองนาง ก็เห็นว่านางนั่งลงขัดสมาธิแล้ว หากในใจอดขบคิดขึ้นมาไม่ได้ว่า เช่นนี้ใยมิใช่เฉินฟ่านต้องใช้แกนโลหิตออกมาโดยเปล่าประโยชน์แล้ว... ก่อนที่มันจะได้ยินนางกล่าวขึ้นต่อ
“ ใช้โอกาสนี้ รีบฟื้นพลังกลับมาให้สมบูรณ์ที่สุด” กล่าวจบก็เห็นนางโบกมือวูบ บางสิ่งจึงลอยลิ่วเข้าใส่มัน
หานเฟิงเอื้อมมือไปคว้าไว้ ก่อนจะเห็นว่าเป็นเม็ดยาสีฟ้าครามเม็ดหนึ่ง
เป็นเม็ดยาฟื้นฟูลมปราณระดับสูง
หานเฟิงเหม่อมองเม็ดยาในมืออย่างครุ่นคิด ก่อนจะเหลือบมองนางที่ปิดตาลงไปแล้ว ในใจขบคิดไปว่า ‘ ยามนี้ นางจะให้อภัยต่อสิ่งที่ข้าได้เคยกระทำในครานั้น แล้วหรือไม่..?’
เพียงขบคิดในใจ ย่อมไม่อาจได้คำตอบ ทั้งมันเองก็ไม่กล้าที่จะกล่าวถาม มันกลัวคำตอบที่ได้รับกลับมา จะทำให้มันหมดสิ้นกำลังใจ มันจึงสะบัดชุดยาวที่สวมใส่ ก่อนนั่งลงขัดสมาธิตามไปอีกคน
เสียง ระเบิด... เสียง กระแทกปะทะ... เสียง คำราม... กระทั่งเสียง กร่นด่าสาปแช่ง... ดังแว่วมากระทบโสตของทั้งหานเฟิงและเสวี่ยเอ๋อร์
แน่นอนย่อมเป็นเสียงที่เกิดจากเฉินฟ่าน จะกล่าวไป มันนับว่าพลาดพลั้งยิ่ง ที่ใช้แก่นโลหิตออกมา แต่ไม่อาจจู่โจมทำร้ายผู้ใด มันจึงทำได้เพียงระบายโทสะใส่ม่านพลังอย่างเหลืออด ซึ่งทั้งหานเฟิงและเสวี่ยเอ๋อร์ต่างก็ทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งใด
ม่านพลังสั่นสะเทือน หากไม่ว่าเฉินฟ่านจะจู่โจมด้วยเคล็ดวิชาที่รุนแรงเท่าไร ก็ยังไม่อาจทุบทำลายม่านพลังอันกล้าแข็งนี้ลงได้ เครื่องราง ที่หยุนซินถงถือครอง ย่อมมิใช่เครื่องรางคุ้มกันอย่างเช่นที่เฉินฟ่านเคยมี ระดับที่สามารถปกป้องเพศภัยให้แก่องค์หญิงของอาณาจักร ย่อมต้องมิใช่เพียงแค่เครื่องรางระดับสูงธรรมดา...
เวลาล่วงผ่านไปอย่างช้าๆ ม่านปราการ ยังคงสั่นสะเทือน เสียงระเบิดยังคงดังกึกก้อง จากการระบายโทสะที่สุดระงับของเฉินฟ่าน หากยิ่งมา เสียง ที่ดังขึ้นยิ่งขาดช่วง แผ่วเบา จนคล้ายว่าเฉินฟ่านเองก็เริ่มหมดกำลัง
ใช่ มันใกล้จะหมดกำลัง การเรียกใช้ออกด้วยแก่นโลหิต แม้จะเพิ่มพูนศักยภาพขึ้นมาอย่างสูง หากยังมีเวลาที่จำกัด เมื่อสิ้นสุดลง ร่างกายที่สูญเสียแก่นโลหิตไป จะยิ่งกลับกลายเป็นอ่อนแอ กฏข้อนี้ทุกคนทราบ หากเฉินฟ่านเองก็กลับไม่คาดคิด ว่าทันทีที่ตนเรียกใช้แก่นโลหิตออกมา เสวี่ยเอ๋อร์จะเรียกเอาเครื่องรางระดับสูงอันล้ำค่าขึ้นมาใช้อย่างไม่นึกเสียดาย
กระทั่งที่เวลาล่วงผ่านไปราวครึ่งก้านธูป
ก็พลันบังเกิดเป็นเสียง “ ติ๊ง…” ดังกังวานใส พร้อมกับม่านปราการโปร่งใสที่สลายหายไป แต่ทว่า เฉินฟ่านที่ก่อนนี้คลุ้มคลั่งได้หยุดยั้งการจู่โจมไปเนินนานแล้ว มันกลับมาสงบนิ่ง อยู่ห่างออกไปไม่ไกล ทั้งเพียงแค่จับจ้องมองหานเฟิงและเสวี่ยเอ๋อร์ ที่ต่างก็กำลังลุกขึ้นยืน โดยไม่แม้แต่จะมีความคิดเข้าจู่โจม
“ เป็นเจ้าหลอกให้ข้าใช้แก่นโลหิต” เฉินฟ่านกล่าวเสียงแหบพร่า แลดูอ่อนล้า กระทั่งระลอกพลังที่ปลดปล่อยออกมาจากร่างของมันยามนี้ ก็อ่อนแอยิ่ง กระทั่งลำพังแค่หานเฟิง ก็ยังคล้ายว่าจะสามารถต่อสู้เอาชัยกับมัน
ซึ่งหานเฟิงที่ได้ยินเฉินฟ่านกล่าวขึ้นเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะต้องลอบมองเสวี่ยเอ๋อร์อย่างเคลือบแคลงสงสัย เพราะก่อนนี้ มันเองก็คิดเช่นเดียวกับเฉินฟ่าน หากติดก็ตรงที่มันยังไม่ได้ขอคำยืนยันจากปากของนาง
“ เจ้าคิดเช่นนั้น?...” นางกล่าวโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า คล้ายยอมรับ ทั้งคล้ายจะไม่ยอมรับ
“ หากสามปีจากไป เจ้ากลับเปลี่ยนไปแล้ว ทั้งนิสัยใจคอ ทั้งระดับพลังก็สูงส่งจนน่าตระหนก...” เฉินฟ่านกล่าวขึ้น ซึ่งหานเฟิงที่ฟังมาถึงตรงนี้ก็เพียงแค่รับฟังอย่างครุ่นคิด กระทั่งที่คำกล่าวต่อมาของเฉินฟ่าน นั่นจึงทำให้หานเฟิงรู้สึกปวดแปลบขึ้นมาในอกอีกครา
“ คงเป็น เฉินซือหยางผู้นั้น ที่ดูแลประคบประหงมเจ้าเป็นอย่างดีเลยกระมัง?”
ย่อมเป็นคำ “ เฉินซือหยาง” คำนี้ ที่คอยตอกย้ำหานเฟิงว่า นางเป็นสตรีที่มีสามีอยู่ก่อนแล้ว…
หานเฟิงเหม่อมองดวงหน้าพิสุทธิ์ของนางด้วยแววตาที่เศร้าโศก หากเห็นเพียงนางที่สงบนิ่ง ก่อนที่ริมฝีปากบางแดงชาดของนาง จะเปิดขึ้นกล่าวออกมาเป็นถ้อยคำที่พลันให้มันรู้สึกตกใจ... หากสุดท้ายกลับกลายเป็นตื่นเต้นยินดี
“ เฉินซือหยาง? มันตายแล้ว” นางกล่าวโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
หากสิ่งแรกที่หานเฟิงคิดได้ กลับเป็นคำว่า ‘ นางเป็นม่าย!!!’ ก่อนที่ความคิดต่อไปจะผุดขึ้นมาต่อทันทีว่า ‘ นี่ใยมิใช่โอกาสอันดีของข้าแล้ว...’
หานเฟิงพลันเป็นตื่นเต้นยินดีไปจริงๆ สำหรับมันแล้ว ไม่ว่านางจะเป็นอย่างอย่างไร ขอเพียงมันได้หวนกลับมาอยู่เคียงคู่กันกับนาง ขอให้มันได้ชดเชย ในสิ่งที่มันได้เคยกระทำผิดต่อนาง ในชีวิตที่แล้ว นั่นจึงเป็นสิ่งเดียวที่มันคาดหวังสำหรับนาง
“ ตาย!!.. ตายอย่างไร?..”
กลับเป็นเฉินฟ่านที่ไม่ได้คิดอะไรมาก มันทราบเพียงแค่ว่า เฉินซือหยางตกตาย ซึ่งมันที่ได้ยิน ก็พลันรู้สึกยินดียิ่ง เพราะจะอย่างไร สำหรับคนผู้นี้ มันเองก็รู้สึกเจ็บแค้นโกรธเคือง หากติดตรงที่เฉินซือหยางผู้นี้เป็นคนจากนครหลวง มันจึงไม่มีความคิดไปทวงแค้นกลับคืนแต่อย่างใด แต่พอทราบข่าวว่ามันตกตาย ก็เลยรู้สึกยินดีขึ้นมา มันจึงอยากทราบว่า เฉินซือหยาง ตกตายไปเช่นไร
“ ล้วนเป็นตัวตนอันโสมมเช่นเดียวกับเจ้า...” เสวี่ยเอ๋อร์กล่าวตอบ สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่เฉินฟ่าน ดังนั้น คำ “โสมมเช่นเดียวกับเจ้า” คำนี้ จึงหมายถึงเฉินฟ่าน
“ ดังนั้น มันจึงถูกข้าสังหารไป”
ได้ยินคำของนาง ทั้งหานเฟิงและเฉินฟ่าน ต่างก็พากันตกตะลึง หานเฟิงที่ตกตะลึงเพราะไม่คาดคิดว่านางจะเลือดเย็น กล้าลงมือต่อสามีของตัวเองเช่นนี้ ทว่า เฉินฟ่านกลับไม่เพียงแค่คิด เพราะมันกล่าวออกมาอย่างตรงๆ
“ สตรีที่โหดร้ายเช่นเจ้า กลับสังหารได้แม้กระทั่งสามีของตัวเอง”
หานเฟิงเหลียวมองใบหน้าที่ไม่เปลี่ยนสีของเสวี่ยเอ๋อร์ ในใจลอบขบคิดไปว่า ‘ ที่แท้เป็นเรื่องราวใด ที่แท้เป็นเฉินซือหยางกระทำอันใดให้นางต้องขุ่นข้อง จนนางต้องลงมือสังหารด้วยตัวเองเช่นนี้...’ ที่มันคิดเช่นนี้ ย่อมเพราะตัวมันในชีวิตก่อน ก็หาได้เคยกระทำดีต่อนางแต่อย่างใด กระทั่งยังทำให้นางต้องเจ็บช้ำน้ำใจไม่ใช่น้อย ซึ่งยังสมควรว่า นางจะเคียดแค้นชิงชังในตัวมันยิ่ง แต่จากการพบกันในวันนี้ ที่นางแสดงออกต่อมัน กลับเพียงคล้ายคนที่เคยรู้จัก ความเคียดแค้นชิงชังที่ว่า กลับมองไม่เห็นจากสายตาของนางแต่อย่างใด
“ สามี?...” นางกล่าวเพียงแค่คำนี้ก็นิ่งไป
หานเฟิงเห็นว่า สีหน้าของนางหม่นลง แววตาคล้ายจะมีความซับซ้อนที่มันมองความในไม่ออก ก่อนจะเห็นว่า ริมฝีปากบางแดงชาดของนางจะเปิดขึ้น เป็นถ้อยคำกล่าวต่อมา หากหานเฟิงได้ยินได้ฟัง กลับเป็นต้องนิ่งอึ้งตกตะลึงไป
“ ข้ายังเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์ผู้หนึ่ง ทั้งชั่วชีวิตนี้ ก็ยังไม่เคยเข้าพิธีสมรสกับผู้ใด แล้วจะให้ข้า ไปมีสามีได้อย่างไรกัน?”
เฉินฟ่านที่ได้ยินคำ กลับไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง มันเพียงนิ่งขบคิด มันไม่เข้าใจอย่างยิ่ง เสวี่ยเอ๋อร์ที่ถูกส่งตัวไปเพื่อเข้าพิธีสมรส ไฉนจึงไม่ได้สมรส หากที่สำคัญกว่านั้น คือเฉินซือหยาง มันกลับไร้ความสามารถจนถึงขั้นปล่อยให้นางที่งดงาม ถือครองไว้ด้วยพรหมจรรย์เชียวหรือ...
แต่ครานี้ กลับเป็นหานเฟิงที่ไม่ได้ขบคิดอะไรมากความ ในห้วงความคิดของมัน มีเพียงแค่เสียงกล่าวของนางดังก้องอยู่ว่า “ ข้ายังเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์ผู้หนึ่ง...” ซึ่งกว่าที่มันจะได้สติ ก็เป็นตอนที่เสวี่ยเอ๋อร์กล่าวคำขึ้นต่อแล้ว
“ เจ้ากล่าวว่าข้าเป็นสตรีที่โหดร้าย แต่เจ้ากลับไม่ก้มลงมองดูตัวเอง” คำกล่าวนี้ของนางยังคงกล่าวต่อเฉินฟ่าน “ เป็นใครกันที่ข่มเหงน้องสาวของตัวเอง ช่วงชิงรากฐานพลังของนางมา จนนางต้องคิดสั้นฆ่าตัวตาย นั่นจึงมิใช่เจ้าหรอกหรือ เฉินฟ่าน...”
เฉินฟ่านฉีกยิ้ม หน้าไม่เปลี่ยนสี มันที่ทำได้ถึงขนาดนี้ ยังจะรู้สึกสะทกสะท้านได้อยู่อีกหรือ จึงเพียงแค่กล่าวตอบกลับไปว่า “ หากเจ้ามิจากไป ยังไม่แน่ว่าคนผู้นั้นต้องเป็นเจ้าแทน”
หานเฟิงที่ได้ยิน จากที่กำลังตื่นเต้นยินดี ก็พลันเปลี่ยนเป็นโกรธขึงขึ้นมาโดยพลัน หากยังคงไม่ถึงรอบให้มันแสดงอารมณ์ออกมา เพราะเสวี่ยเอ๋อร์ นางกล่าวขึ้นก่อนแล้ว
“ ก็ยังไม่แน่ ว่าคนที่ต้องตาย อาจจะเป็นเจ้าเช่นกัน”
หานเฟิงจึงได้แต่ยืนนิ่งชมมอง สองพี่น้องโต้ตอบสนทนากัน จนดูคล้ายว่ามันจะกลายเป็นส่วนเกินอยู่บ้าง ซึ่งมันก็ไม่ได้ติดขัดอันใด เพราะในใจ มันกำลังกู่ร้องยินดี มันยินดีที่ทราบว่า แท้จริงแล้ว เสวี่ยเอ๋อร์ยังไม่ได้ตกไปเป็นภรรยาของผู้ใด
เฉินฟ่านที่ได้ยินคำกล่าวของเสวี่ยเอ๋อร์ก็ฉีกยิ้มกว้างที่ยิ่งกว้างกว่าปกติ ก่อนที่ปากจะเปิดขึ้นกล่าวออกมาเป็นคำว่าว่า
“ แล้วตอนนี้เล่า? เป็นใครที่ต้องตกตาย...”
สิ้นคำ บางสิ่งบางอย่างได้เปลี่ยนไป กลับเป็นทำให้ทั้งหานเฟิงและเสวี่ยเอ๋อร์ต้องตื่นตระหนก เป็นเพราะ ทั่วทั้งพื้นผนัง รวมถึงกำแพงน้ำแข็งทั้งสองด้าน ได้ปรากฏมีอักขระอาคมผุดพลายขึ้นมาอย่างแน่นขนัด ก่อนที่กระแสลมปราณจะปะทุออกมา กลิ่นอายความตายตลบอบอวนไปทั่วทั้งห้องในฉับพลัน
“ เขตแดนอาคม แลกชีพปลิดวิญญาณ…” หานเฟิงกล่าวขึ้นอย่างเคร่งเครียด แม้ไม่ได้เรียนรู้ศาสตร์แห่งอาคมมาโดยตรง หากยังเคยผ่านหูผ่านตามาบ้างจากชีวิตที่แล้ว
ซึ่งเขตแดนอาคมนี้ จะกล่าวไป ยังคงเป็นอาคมต้องห้าม การใช้งาน จำต้องสังเวยชีวิตของผู้ใช้ แลกมาด้วยการสังหารซึ่งสรรพชีวิตที่คงอยู่ในเขตแดน วิธีเดียวที่จะอยู่รอด เพียงต้องหลบหนีออกจากเขตแดนแห่งนี้ให้ได้สถานเดียว แต่ทว่า เขตแดนยังมีคุณสมบัติในการกักขัง ทั้งตัดขาดห้วงมิติ เคล็ดวิชาที่สามารถตัดผ่านมิติทั้งหลายจึงไม่อาจใช้ออก คิดจะออกไป จึงมีเพียงหนทางเดียว คือต้องใช้กำลังตีฝ่า หากนั้นยังต้องดูอีกว่า คนที่คิดจะฝ่าไป ใช่เข้มแข็งกว่าเขตแดนอาคมแห่งนี้หรือไม่ ถ้าใช่ ย่อมจากไปได้ แต่ถ้าไม่ นั่นก็ได้แต่ต้องรอรับความตายสถานเดียว
หานเฟิงกล้ำกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ความยินดีในใจเมื่อครู่ สลายหายไปในพริบตา เพราะเขตแดนแห่งนี้ตัดขาดห้วงมิติ มันจึงไม่อาจใช้ดาราวาบวับหลบหนีจากไป
“ มันถึงกับลอบวางอาคม ในตอนที่เราหลบฟื้นลมปราณอยู่ในม่านปราการ มันช่าง…” หานเฟิงอยากจะมอบคำว่าอัจฉริยะให้กับเฉินฟ่าน หากติดตรงที่ผู้เดือดร้อนกลับเป็นตนเอง
เขตแดนอาคมนั้นต่างจากเขตแดนประเภทอื่น การเรียกใช้เขตแดน จำต้องมีการวางอาคมไว้ล่วงหน้า มิอาจเรียกหาได้ในทันที แม้จะฟังดูยุ่งยากวุ่นวาย แต่ผลลัพธ์ของมัน กลับเป็นที่น่าจดจำ
“ ฮาๆๆๆ…” เฉินฟ่านหัวเราะอย่างคลุ้มคลั่ง “ คิดว่าข้าผู้นี้จะยอมตายไปคนเดียวหรือ ยังคงต้องลากพวกเจ้าทั้งสองร่วมทางกับข้าไปยังปรภพ ฮาๆๆๆๆ...”
เฉินฟ่าน ที่แม้จะกลายเป็นครึ่งอสูรปีศาจ แต่จะอย่างไรก็ยังเป็นเฉินฟ่าน เป็นเฉินฟ่านที่เจ้าแผนการความคิด เป็นเฉินฟ่านที่มากไปด้วยความสามารถสติปัญญา ทั้งในครานี้ มันยังสามารถเก็บงำและแสดงความสามารถออกมาได้จนถึงขีดสุด ในช่วงขณะที่มันสิ้นหวัง และไร้กำลังให้โต้ตอบ ยังกลับสามารถดิ้นรนได้เป็นครั้งสุดท้าย ทั้งการดิ้นของมัน ยังสามารถสานต่อความปราถนาของมันจนสำเร็จ มันสามารถส่งทั้งหานเฟิงและเสวี่ยเอ๋อร์ให้ร่วมตกตายไปพร้อมกันกับมัน
“ ยามนี้มันมิได้อยู่ในขอบเขตปราณบาดาลแล้ว หากไม่คาดคิดอยู่บ้าง ว่าความสำเร็จเชิงอาคมของมันจะสูงล้ำถึงเพียงนี้..” หานเฟิงกล่าวอย่างปลดปลง
“ ฮาๆๆๆ” เฉินฟ่านหัวร่ออย่างคลุ้มคลั่ง “ พวกเจ้าหลบซ่อนอยู่หลังม่านปราการแล้วคิดว่าข้าคนนี้จะหมดปัญญาทำอะไรพวกเจ้าได้งั้นหรือ? คิดใช้ม่านปราการถ่วงเวลาการใช้แก่นโลหิตของข้าให้หมดลง ฟื้นฟูลมปราณของตนจนกลับมาสมบูรณ์พร้อม... ช่างโง่เง่า กว่าที่พวกเจ้าจะทราบรู้ ก็เป็นข้าผู้นี้วางอาคมจนสำเร็จเสร็จสิ้น ฮาๆๆๆ...”
พบกับคำตอกย้ำซ้ำเติมของเฉินฟ่าน หานเฟิงก็ได้แต่ยิ้มขึ้นมาอย่างเศร้าสลด เหม่อมองนางในดวงใจที่ด้านข้าง ก็เห็นว่านางเองก็หันหน้ากลับมามองมันเช่นกัน
“ ข้าขอโทษ สำหรับทุกสิ่ง ที่ข้าได้เคยกระทำลงไป...”
มันสิ้นไร้หนทางแล้ว สิ่งที่เหลือ จึงมีเพียงแค่กล่าวความในใจออกมา...