เหวยเหนียง หมอดูเทวดา

    ตอนที่ 54 มหาโชค

    ซูเยี่ยนช่วยเหวยเหนียงถือม้วนผ้าไปส่งลูกค้าถึงที่บ้าน ระหว่างที่เดินทางไปที่บ้านลูกค้า เหวยเหนียงก็เลยกล่าวชม
     

    “เจ้ากลายเป็นเด็กรอบนี้ ดูเจ้าว่านอนสอนง่ายขึ้นตั้งเยอะ ในเมื่อเจ้าเป็นเด็กดีแบบนี้ ข้าจะซื้อกังหันลมให้เป็นรางวัลดีมั้ย” เหวยเหนียงเสนอ

    “ข้าอยากกินเปาะเปี๊ยะมากกว่า” ซูเยี่ยนอยากกินขนม

    “เจ้าไม่เอากังหันลมงั้นหรือ” เหวยเหนียงสงสัยเพราะเห็นช่วงนี้เด็กส่วนใหญ่พากันเล่นกังหันลม

    “ข้าทำกังหันเป็น” ซูเยี่ยนอวด

    “เก่งจัง! เจ้านี่ช่างเป็นอัจฉริยะทั้งแต่เด็กๆ จริงๆ เลยนะ” เหวยเหนียงกล่าวชมอย่างเอ็นดู

    “เอ่อ พี่เหวยเหนียง หลังจากข้าไปส่งผ้ากับท่านแล้ว ข้าขอไปหาเพื่อนได้มั้ย พวกเขาบอกว่าจะพาข้าไปดูหิ่งห้อย” ซูเยี่ยนขออนุญาต

    “ให้ข้าพาไปดูดีมั้ย” เหวยเหนียงอยากดูแลและกลัวว่าถ้าเด็กๆ ไปกันตามลำพัง อาจเกิดอันตรายได้

    “ข้าอยากดูกับเพื่อนนี่” ซูเยี่ยนยังคงดึงดัน

    “ก็ได้! แล้วอย่าเถลไถลไปไกลล่ะ มีหวัง ท่านแม่ได้ดุข้าแน่” เหวยเหนียงกล่าว

    “ข้าจะรีบไปรีบกลับ” ซูเยี่ยนดีใจ

    หลังจากซูเยี่ยนไปส่งผ้าให้ลูกค้าที่บ้านริมทุ่งเสร็จ เขาก็รีบแยกตัวจากเหวยเหนียงเพื่อไปพบชายชุดดำคนหนึ่ง

    “มีอะไรอีกอย่างนั้นหรือ” ซูเยี่ยนกล่าวอย่างสุขุม

    “เอ่อ ฝ่าบาททรงฝากข้อความมา ท่านอ่านเองเถิด” ชายชุดดำยื่นจดหมายให้

    ซูเยี่ยนรับจดหมายน้อยมาอ่าน ความว่า “เราขอโทษกับทุกๆ เรื่องที่ผ่านมา เราไม่ได้มีเจตนาที่จะทำลายครอบครัวของเจ้า แต่เพราะสถานการณ์มันบังคับ เราจำต้องพรากเหวยเหนียงไปจากเจ้าแบบนั้น ดังนั้นเราก็เลยชดเชยด้วยการให้เจ้าได้รับพิษปลอมจากท่านหมอหลวงเสี่ยวอี้ แต่จอมยุทธ์รับจ้างคนนั้นกลับหยิบยาผิดไป ทำให้เจ้าไม่ได้เป็นอะไรเลย แต่เพื่อทำให้องค์หญิงตียาหมดความเสน่หาในตัวเจ้า เราจำต้องให้เจ้าอดทนแสดงละครเป็นเด็กเป็นระยะเวลาสิบวัน ซึ่งมันอาจจะดูไม่เป็นธรรมกับเจ้าเลย แต่อย่างน้อยตอนนี้เจ้าก็ได้เหวยเหนียงกลับคืนไปแล้ว ขอเวลาให้เราอีกหน่อย เพื่อให้เราแก้ปัญหาเรื่ององค์หญิงพยศผู้นี้เสียก่อน”

    พอซูเยี่ยนอ่านจบก็เลยว่า “ฝากทูลฝ่าบาทด้วย ข้าเข้าใจฝ่าบาททุกอย่าง ข้าจะพยายามแสดงให้เนียนที่สุดก็แล้วกัน”

    “ขอบคุณท่านซูเยี่ยน ข้าไปล่ะ” ชายชุดดำกล่าว

    ซูเยี่ยนรอให้ชายชุดดำเดินจากไปเสียก่อน เขาก็เลยเดินกลับบ้านและคิดในใจว่า “พอจะได้อยู่กับเหวยเหนียงเข้าหน่อย ก็ต้องอยู่ในสถานะเด็กน้อยคนหนึ่งในบ้าน แล้วเมื่อไหร่ข้าจะได้มีลูกกับเหวยเหนียงซะทีล่ะ”

    *****************************

    ณ ห้องบรรทมของฝ่าบาท

    ผิงหลางรู้สึกตัวกลางดึกแต่ยังคงหลับตานิ่ง นางพึมพำในใจว่า “ทำไมรู้สึกอุ่นจัง” แต่พอลืมตา นางก็ตกใจสุดขีดที่กำลังถูกกอด นางคิดในใจว่า “ใครกันที่กอดข้า นี่มันแขนผู้ชายนี่” พอผิงหลางหันขึ้นไปมอง “ฝ่าบาท!” นางรีบผลักพระองค์ทันที

    “เป็นอะไรหรอผิงหลาง มีอะไรค่อยคุยกันตอนเช้าดีมั้ย เราง่วงนอนแล้วนะ” ฝ่าบาทตรัสอย่างงัวเงีย

    “ทะ ทำไม หม่อมฉันถึงนอนเตียงเดียวกับพระองค์ล่ะเพคะ” ผิงหลางกล่าวอย่างตื่นเต้น

    ฝ่าบาททรงตั้งสติ พระองค์ทรงตื่นและลุกขึ้นนั่ง “นี่เจ้า! หายดีแล้วงั้นหรือ”

    “หม่อมฉันเป็นอะไรหรอเพคะ แล้วทำไม หม่อมฉันถึงอยู่ที่นี่กับพระองค์” ผิงหลางอยากรู้

    “เจ้าถูกพิษขององค์หญิงตียา นางฉวยโอกาสที่เจ้าไร้สติ นางก็เลยสั่งให้เจ้าเข้าพิธีอภิเษกกับเราแทนนาง ตอนนี้เจ้าได้กลายเป็นฮองเฮาแล้วนะ” ฝ่าบาทตรัสยิ้มๆ

    “อะไรนะเพคะ! แต่หม่อมฉันไม่มีสตินะเพคะ” ผิงหลางรีบแย้ง

    “แล้วยังไง! ในเมื่อพวกเราผ่านพิธีไหว้ฟ้าดินมาแล้ว นี่คือชะตาของเจ้า เจ้าฝืนชะตาไม่ได้หรอก” ฝ่าบาททรงไม่สนพระทัย

    “แต่หม่อมฉันไม่อยาก…” ผิงหลางกล่าวไม่จบเพราะฝ่าบาททรงตรัสแทรก

    “ผิงหลาง! เราคงบังคับให้เจ้าเชื่อใจเราไม่ได้หรอก มันต้องใช้เวลาพิสูจน์กันอีกนาน แต่ในเมื่อตอนนี้พวกเราผ่านพิธีอภิเษกกันแล้ว คงต้องปล่อยให้มันเป็นไปเถิดนะ” ฝ่าบาททรงจับไหล่ของหญิงสาวที่กำลังตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น

    พระองค์ทรงยิ้มอย่างเอ็นดูและทรงเชยคางหญิงสาวด้วยความพอพระทัย จากนั้นก็ค่อยๆ จุมพิตอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยนที่สุด เสื้อผ้าของหญิงสาวถูกถอดออกอย่างช้าๆ และค่อยๆ เอนตัวลงนอน ตอนนี้ผิงหลางเหมือนต้องมนตร์สะกด นางเผลอไผลปล่อยใจไปตามอารมณ์ปรารถนา ตอนนี้ไฟพิศวาสได้ลุกโชน ทั้งสองไม่อาจหักห้ามใจได้อีกต่อไปแล้ว บทบรรเลงเพลงรักยังคงดำเนินต่อไปจนถึงฟ้าสาง

    เมื่อไฟปรารถนาได้ดับลง ทุกอย่างก็นิ่งสงบ เหลือไว้เพียงเสียงหอบเหนื่อย ตอนทั้งสองนอนกอดกันโดยไร้ซึ่งเสื้อผ้าอาภรณ์แต่มีผ้าห่มปกคลุมกาย

    “เรามีความสุขมาก สมกับที่เราอดทนรอให้เจ้ากลับมาเป็นปกติเสียก่อน นับว่าเป็นการรอคอยที่คุ้มค่าจริงๆ ” ฝ่าบาทตรัสไปก็ทรงลูบหัวของหญิงสาวไป

    “แล้ว องค์หญิงตียาล่ะเพคะ” ผิงหลางนึกขึ้นได้

    “คงรอแค่ให้ท่านอ๋องส่งคนมารับตัวองค์หญิงกลับไปเท่านั้น ตอนนี้พวกเรานอนกันเถอะนะ ดีนะ ที่เรานัดขุนนางในช่วงบ่าย ไม่เช่นนั้นเราคงคุยเรื่องราชกิจไม่รู้เรื่องเป็นแน่” ฝ่าบาททรงเย้า

    “หม่อมฉันกลับตำหนักก่อนดีกว่าเพคะ” ผิงหลางรู้สึกเขินและอยากกลับไปตั้งหลัก

    “ห้องของเจ้าก็อยู่ในตำหนักนี้ หลังจากนอนเต็มอิ่มแล้ว เจ้าค่อยกลับห้องก็ได้” ฝ่าบาทตรัส

    “หม่อมฉันเป็นถึงฮองเฮา หม่อมฉันไม่มีตำหนักของตัวเองหรือเพคะ” ผิงหลางสงสัย

    “เจ้าต้องอยู่ดูแลปรนนิบัติเราทุกวัน จะเสียเวลากลับตำหนักทำไม” ฝ่าบาทตรัสยิ้มๆ

    “แล้วเผื่อ เอ่อ พระองค์ทรงมีสนมล่ะเพคะ” ผิงหลางรู้ดีตนจะต้องยอมรับชะตากรรมที่ฝ่าบาททรงต้องมีพระสนมหลายพระองค์

    “ไว้ให้มีก่อนค่อยว่ากันดีมั้ย” ฝ่าบาทตรัส

    ฝ่าบาททรงค่อยๆ ประคองให้ผิงหลางนอนหนุนพระพาหาและนิทราไปด้วยกันอย่างมีความสุข ค่ำคืนอันแสนรัญจวนใจจะตราตรึงในหัวใจของทั้งสองตลอดกาล

    *****************************

    ณ ท้องพระโรง

    ฝ่าบาททรงประกาศอย่างเป็นทางการว่าผิงหลางคือฮองเฮาองค์ปัจจุบันให้ขุนนางทุกคนทราบทั่วกัน และทุกคนก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เพราะองค์หญิงตียาเป็นฝ่ายปฏิเสธฝ่าบาทเอง ดังนั้นจึงไม่ใช่ความผิดของฝ่าบาทแคว้นฉิน

    “แล้วหม่อมฉันล่ะเพคะ” องค์หญิงตียาทรงบุกเข้ามาในท้องพระโรงและตรัสอย่างเอาเรื่อง

    “เจ้าเข้ามาได้อย่างไร นี่คือการประชุมเฉพาะคนแคว้นฉินนะ” ฝ่าบาททรงกริ้ว

    “หม่อมฉันมาที่แคว้นแห่งนี้ก็เพื่อเป็นเครื่องบรรณาการ การอภิเษกระหว่างพวกเราถือว่าเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างแคว้นนะเพคะ” องค์หญิงตรัสอ้าง

    “เสียใจด้วย! เจ้าเป็นฝ่ายปฏิเสธเราก่อน แถมยังกล้าขอให้เราประทานงานแต่งงานระหว่างเจ้ากับซูเยี่ยนอีก แต่พอซูเยี่ยนกลายสภาพเป็นเด็กวัยสิบขวบ เจ้าก็รีบปฏิเสธเขา ผ่านไปไม่นานเจ้าก็ยังจะมาทวงเรื่องงานอภิเษกกับเราอีก มันจะไม่มากไปหน่อยหรือ” ฝ่าบาทตรัสอย่างเอาเรื่อง

    “หม่อมฉันแค่หน้ามืดตามัวไปชั่วขณะเท่านั้นเอง ตอนนี้หม่อมฉันตาสว่างแล้วเพคะ” องค์หญิงตรัสเพราะทรงต้องการทวงตำแหน่งฮองเฮาคืนมา

    “เจ้าเตรียมตัวกลับแคว้นเหลียวเถิด เอาไว้เราจะเจรจาสงบศึกกับเสด็จพ่อของเจ้าเอง” ฝ่าบาททรงทนไม่ไหวอีกต่อไป

    “แค่เจ็ดวันเพคะ หากหม่อมฉันทำให้พระองค์ทรงรักหม่อมฉันไม่ได้ หม่อมฉันพร้อมที่จะกลับแคว้นเหลียวเพคะ” องค์หญิงทรงท้า

    “ไม่ได้เด็ดขาด! เรามีฮองเฮาอยู่แล้ว เราจะไม่ยอมหักหาญน้ำใจของนาง ดังนั้นเราจะไม่ยอมมีสนมและจะรักฮองเฮาคนเดียวตลอดไป” ฝ่าบาทตรัสคำมั่น

    “หม่อมฉันไม่เชื่อหรอกเพคะ ต้องมีสักวันที่พระองค์ทรงจะต้องเปลี่ยนพระทัยหมดรักฮองเฮาพระองค์นี้ ใต้หล้าแห่งนี้มีสตรีงดงามตั้งมากมาย หม่อมฉันไม่เชื่อหรอกว่าพระองค์ทรงจะมีพระทัยคงมั่นเพียงแค่ฮองเฮาผิงหลางแต่เพียงพระองค์เดียว” องค์หญิงตียาทรงไม่เชื่อ

    “ไม่เชื่อก็ตามใจ” ฝ่าบาททรงไม่สนพระทัย

    “หม่อมฉันขอพิสูจน์เพคะ ภายในเจ็ดวัน หากพระทัยของพระองค์ทรงไม่ผันแปรเป็นอื่น หม่อมฉันจะยอมศิโรราบเพคะ” องค์หญิงทรงยังคงกล่าวท้า

    “ก็ได้! คอยดูกันต่อไปก็แล้วกัน เจ้าออกไปได้แล้ว เราจะคุยเรื่องราชกิจ” ฝ่าบาทตรัสไล่

    “แล้วเหตุใดถึงทรงให้ฝ่ายในยุ่งเกี่ยวกับงานบ้านงานเมืองด้วยล่ะเพคะ” องค์หญิงทรงทอดพระเนตรไปที่ฮองเฮา

    “ฮองเฮาก็แค่คอยฝนหมึกให้เรา นางไม่ได้ยุ่งเกี่ยวเรื่องราชกิจเสียหน่อย” ฝ่าบาทตรัสแก้ตัวแทน

    “ให้หม่อมฉันไปดีมั้ยเพคะ” ฮองเฮาตรัสเพื่อไม่ให้เรื่องไปกันใหญ่

    ฝ่าบาททรงรีบจับพระหัตถ์ของฮองเฮาไว้แน่น “ไหนว่าเจ้าจะอยู่เคียงข้างเราตลอดไป และจะคอยติดตามเราไปทุกที่ไงล่ะ โปรดรักษาสัจจะด้วย”

    “ก็ได้เพคะ” ฮองเฮาทรงยอมอยู่ต่อ

    องค์หญิงตียาทรงเม้มพระโอษฐ์ และรีบเสด็จออกไปจากท้องพระโรงด้วยความเจ็บพระทัย และทรงดำริว่า “ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนตร์ ก็เอาด้วยคาถา”

    *****************************

    ณ ตำหนักขององค์หญิงตียา

    “อะไรนะเพคะ พระองค์ทรงจะไปหาแม่หมอ เพื่อให้เขาทำเสน่ห์ใส่ฝ่าบาทอย่างนั้นหรือเพคะ” นางกำนัลคนสนิทตกใจ

    “เราต้องครอบครองฝ่าบาทให้จงได้ ความจริง ฝ่าบาทต้องเป็นของเรา แต่องครักษ์หญิงนั่นชุบมือเปิบ” องค์หญิงตรัส

    “เอ่อ พระองค์ทรงเป็นผู้วางยานางเองนะเพคะ นางก็เลยจำต้องเข้าพิธีอภิเษกแทนพระองค์” นางกำนัลคนสนิทแย้ง

    “ไม่รู้ล่ะ! ตอนนี้เราอยากได้ฝ่าบาทกลับคืนแล้ว เจ้าจงไปตามแม่หมอแคว้นฉินมาพบเราเดี๋ยวนี้” องค์หญิงตรัสสั่ง

    “เพคะ องค์หญิง” นางกำนัลคนสนิทรับคำ

    และแล้วองค์หญิงก็ทรงใช้มนตร์ดำเพื่อพิชิตพระทัยของฝ่าบาทแทนที่จะใช้ความจริงใจ

    *****************************

    สองวันผ่านไป ฝ่าบาทเสด็จไปที่วัดซือต้าเพื่อไปเยี่ยมหลานชายหยุนเฉียนที่นั่นและทรงถือโอกาสไปเยี่ยมราษฎรแถวนั้นด้วย

    ฮองเฮาทรงเบื่อที่จะอยู่เฉยๆ พระนางก็เลยทำความสะอาดพระแท่นบรรทมของฝ่าบาท นั่นจึงทำให้พระนางทรงพบตุ๊กตาสองตัวที่ผูกติดกันแน่นหนา ตัวหนึ่งสวมฉลองพระองค์เหมือนฝ่าบาท ส่วนอีกตัวสวมฉลองพระองค์เหมือนองค์หญิงตียา

    “นี่มันอะไรกันนี่! ใครกันที่อาจหาญกล้าใช้คุณไสยกับฝ่าบาทเช่นนี้” แต่พอฮองเฮาทรงไตร่ตรองดีๆ ก็รู้ว่านี่น่าจะเป็นฝีมือขององค์หญิงแห่งแคว้นเหลียวเป็นแน่ ดังนั้นพระองค์จึงทรงเสด็จไปที่บ้านของซูเยี่ยนเพื่อไปปรึกษาเหวยเหนียง

    ณ บ้านของซูเยี่ยน

    “ถวายบังคมเพคะฮองเฮา” เหวยเหนียงแสดงความเคารพ

    “รีบลุกขึ้นเถิด อย่ามากพิธีเลย” ฮองเฮาตรัส

    “ทรงเป็นถึงฮองเฮาแล้วนะเพคะ” เหวยเหนียงเตือน

    “ก็ไหนว่าเจ้าบอกว่าเราเป็นคนดวงดีไง แล้วเหตุใดเราถึงถูกพิษขององค์หญิงได้” ฮองเฮาตรัสอ้าง

    “แล้วผลสุดท้ายมันคืออะไรเพคะ พระองค์ทรงกลายเป็นฮองเฮาแห่งแคว้นฉินเลยนะเพคะ แบบนี้ยังบอกว่าไม่โชคดีอีกอย่างนั้นหรือ” เหวยเหนียงอธิบาย

    “แต่เราไม่ได้เต็ม….” ผิงหลางจะกล่าวว่าไม่เต็มใจแต่ก็พูดได้ไม่เต็มปาก

    “ทรงอย่าโกหกตัวเองเลยเพคะ พระองค์ทรงรักและอยากอยู่ใกล้ชิดฝ่าบาทมาก แต่ที่ทรงสร้างกำแพงภายในพระทัยก็เพราะพระองค์ทรงกลัวว่าฝ่าบาทจะมีเหล่าสนมมากมายจนทำให้พระองค์ทรงมีทุกข์ต่างหาก” เหวยเหนียงกล่าวอย่างรู้ทัน

    “มันก็จริง” ฮองเฮาทรงยอมรับ

    “นี่คือชะตาเพคะ แม้ตอนนี้หม่อมฉันไม่อาจทำนายดวงให้พระองค์ได้อีกแล้ว แต่ยังไงหม่อมฉันก็เชื่อคำทำนายที่หม่อมฉันเคยทูลพระองค์เพคะ” เหวยเหนียงกล่าวอย่างมั่นใจ

    “แล้วเราควรจัดการยังไงกับตุ๊กตาบ้าๆ พวกนี้ดี” ฮองเฮาทรงควักสิ่งอัปมงคลให้ดู

    “เผาทำลายก็สิ้นเรื่องเพคะ ว่าแต่ เหตุใดพระองค์ถึงทรงไม่ยอมบอกฝ่าบาทล่ะเพคะ” เหวยเหนียงคิดว่านี่เป็นเรื่องใหญ่

    “ครั้งเมื่อสมัยฮ่องเต้พระองค์ก่อน พระองค์ทรงประหารชีวิตผู้ที่เกี่ยวข้องกับมนตร์ดำไปมากมาย เราไม่อยากเห็นฝ่าบาทพระองค์นี้ทรงเข่นฆ่าผู้คนเช่นนั้น” ฮองเฮาตรัส

    “แต่องค์หญิงทรงปองร้ายฝ่าบาทนะเพคะ เพียงเพื่อจะเอาชนะ ทรงทำได้แม้กระทั่งทำให้ฝ่าบาททรงไม่เป็นตัวของตัวเอง คนที่ตกอยู่ในอำนาจมนตร์ดำ คนผู้นั้นจะมีจิตพิศวาสหลงเสน่ห์คนที่ทำคุณไสยอย่างหัวปักหัวปำด้วยอำนาจของดวงวิญญาณร้ายที่สิงสู่ นานวันเข้าคนถูกคุณไสยก็จะมีร่างกายผ่ายผอม เพราะวันๆ ไม่ยอมกินอะไร เอาแต่อยู่กับผู้หญิงที่ใช้มนตร์ดำทั้งคืนทั้งวัน หากคุณไสยไม่ถูกถอนไป คนโดนเสน่ห์ก็ต้องตายในสักวัน” เหวยเหนียงคิดว่าคนที่ทำคุณไสยใส่ผู้อื่นนั้นอำมหิตที่สุด นั่นแสดงให้เห็นว่าคนนั้นรักแต่ตัวเองโดยไม่สนใจว่าคนโดนเสน่ห์จะทุกข์ทรมานมากแค่ไหน

    “เรารู้! เราจะปกป้องฝ่าบาทเอง แต่ที่เราไม่เอาเรื่ององค์หญิง ก็เพราะฝ่าบาททรงกังวลเรื่องจุดชนวนสงครามระหว่างแคว้น หากองค์หญิงกลับแคว้นเหลียวอย่างปลอดภัย นั่นจะทำให้ความตึงเครียดตรงชายแดนน้อยลง เราเคยเป็นทหารมาก่อน เรารู้ดีว่าสงครามมันโหดร้ายต่อทุกคนมากแค่ไหน ทหารก็ต้องจากครอบครัวมารบ หากมีอันเป็นไป ฝ่ายหญิงก็ต้องกลายเป็นหม้าย ลูกน้อยก็ต้องกำพร้าพ่อ” ฮองเฮาตรัส

    “สมแล้ว ที่พระองค์ทรงได้เป็นฮองเฮา พระองค์ทรงมีเมตตาจิตห่วงใยปวงชน เอาล่ะเพคะ หม่อมฉันมียันต์ป้องกันคุณไสย หม่อมฉันจะนำมามอบให้พระองค์ก็แล้วกัน” เหวยเหนียงกล่าว

    “เป็นความจริงงั้นหรือ ขอบคุณมากเลยนะเหวยเหนียง” ฮองเฮาทรงดีพระทัย

    “ก็หวังว่า องค์หญิงทรงจะสำนึกผิดเข้าสักวันนะเพคะ” เหวยเหนียงกล่าว

    “เราก็หวังเช่นนั้น” ฮองเฮาตรัสอย่างอ่อนพระทัย

    “เหวยเหนียง! ข้าง่วงนอนแล้ว เจ้าร้องเพลงกล่อมข้านอนหน่อยสิ” ซูเยี่ยนกล่าว

    “นี่แม่ทัพซูเยี่ยนเป็นอะไรไปน่ะ ทำไมเขาถึงเหมือนเด็กเลยล่ะ” ฮองเฮาทรงตกพระทัยเพราะยังไม่รู้ข่าวของซูเยี่ยน

    “เขาถูกพิษของมารจันทน์ผาเพคะ” เหวยเหนียงอธิบาย

    “เป็นไปได้อย่างไรกัน ในเมื่อมารจันทน์ผาก็ถูกพิษลืมตน เขาจะทำร้ายแม่ทัพซูเยี่ยนได้อย่างไร” ฮองเฮาทรงไม่เข้าพระทัย

    “หม่อมฉันก็ไม่รู้เหมือนกันเพคะ ฝ่าบาทตรัสว่ายังจับคนร้ายไม่ได้เลย” เหวยเหนียงกล่าว

    “เราเสียใจด้วย! ทำไมเจ้าถึงเจอเคราะห์กรรมหนักเช่นนี้ ทั้งๆ ที่เจ้ากับแม่ทัพซูเยี่ยนกำลังร่วมกันสร้างครอบครัวแสนสุขด้วยกันแท้ๆ ” ฮองเฮาทรงสงสาร

    “โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน อะไรก็เกิดขึ้นได้เพคะ เดี๋ยวหม่อมฉันไปหยิบยันต์มาให้นะเพคะ” เหวยเหนียงกล่าวเสียงเศร้า

    “เราจะร้องเพลงกล่อมสามีเจ้าให้เอง” ฮองเฮาทรงอาสา

    “ข้าไปนอนก่อนนะเหวยเหนียง ราตรีสวัสดิ์” ซูเยี่ยนรีบพูดและรีบวิ่งหนีเข้าห้องเหมือนกลัวอะไรบางอย่าง

    “ทำไมรีบเช่นนี้ล่ะ เหมือนรู้เลยว่าเราร้องเพลงด้วยน้ำเสียงอันแสบแก้วหูน่ะ” ฮองเฮาทรงแอบขำ

    ซูเยี่ยนรีบเข้านอนและรีบปิดประตูทันที ตอนนี้เขากลัวที่จะได้ยินเสียงฮองเฮาทรงร้องเพลงให้ฟังเป็นอย่างมาก

    *****************************

    และแล้วองค์หญิงก็ทรงไม่สามารถทำให้ฝ่าบาททรงหันมามองที่พระองค์ได้ ดังนั้นพระนางจึงใช้แผนการขั้นสุดท้าย นั่นก็คือหลอกให้ฝ่าบาททรงทานยาพิษชนิดเดียวกับฮองเฮาผิงหลางได้รับเมื่อครั้งก่อน เพื่อที่ว่าพระองค์ทรงจะได้ออกคำสั่งให้ฝ่าบาททรงอยู่กับองค์หญิงแต่เพียงผู้เดียว

    ณ ที่ประทับของฝ่าบาท

    “หม่อมฉันขอยอมแพ้แล้วเพคะ หม่อมฉันไม่อาจพิชิตพระทัยของพระองค์ได้” องค์หญิงทรงแสร้งตรัส

    “งั้นเจ้าก็เตรียมตัวเถิด อีกไม่นาน คนของเสด็จพ่อของเจ้าก็จะมาถึงแล้ว” ฝ่าบาทตรัส

    “นี่คือซุปบำรุงเพคะ หม่อมฉันปรุงมาถวายเพื่อไถ่โทษที่หม่อมฉันเคยทำไม่ดีกับพระองค์ไว้” องค์หญิงตรัสเสียงเศร้า

    “หากเจ้าสำนึกผิดได้ เราก็พร้อมที่จะให้อภัยเจ้า” ฝ่าบาททรงไม่ถือโทษ

    “ทรงดื่มหน่อยนะเพคะ หากพระองค์ทรงไม่ยอมดื่ม นั่นหมายความว่าพระองค์ทรงยังไม่ยอมให้อภัยหม่อมฉัน” องค์หญิงทรงคะยั้นคะยอ

    ฝ่าบาททรงกำลังจะกระดกดื่ม แต่ทว่าอยู่ดีๆ แก้วก็แตกและกระเซ็นใส่พระพักตร์ขององค์หญิง

    ฮองเฮาทรงรีบวิ่งไปหาฝ่าบาทและทรงนำผ้าเช็ดหน้าไปเช็ดเลือดที่พระหัตถ์ของฝ่าบาท “ทรงอภัยให้หม่อมฉันด้วยเพคะ หม่อมฉันแค่เล่นพนันกับทหารองครักษ์ ว่าใครจะซัดลูกหินได้แม่นยำกว่ากัน แต่หม่อมฉันดันพลาดซัดมาถูกฝ่าพระหัตถ์ของฝ่าบาทเพคะ”

    ฝ่าบาททรงสวมกอดฮองเฮาและตรัสกระซิบว่า “ขอบใจมากนะ เจ้าซัดมาโดนถ้วยน้ำซุปที่มีพิษพอดี เราจะได้ไม่ต้องเสียเวลาหาเรื่องปัดไม่ดื่มมัน”

    “เป็นความจริงหรอเพคะ” ฮองเฮาทรงกระซิบ

    “เราสั่งให้ทหารองครักษ์ไปขโมยยาพิษมาจากองค์หญิง เพื่อให้หมอหลวงปรุงยาแก้ คราวนี้จะได้ไม่ต้องต่อรองอะไรกับนางอีก” ฝ่าบาททรงเคยดมยาพิษมาก่อนเลยจดจำได้

    องค์หญิงทรงรู้สึกหมั่นไส้ที่ทอดพระเนตรเห็นทั้งพระองค์กอดกันกลม อีกทั้งยังเจ็บพระทัยที่ฝ่าบาททรงไม่ได้เสวยซุปบำรุงที่ผสมยาพิษ ก็เลยรีบตรัสว่า “งั้นหม่อมฉันขอตัวนะเพคะ”

    “พี่มาแล้ว รีบกลับกันเถอะตียา” องค์ชายฉีตันแห่งแคว้นเหลียวตรัส

    “เสด็จพี่! พระองค์ทรงเสด็จมาที่นี่ได้ยังไงเพคะ” องค์หญิงตียาทรงตกพระทัย

    ฝ่าบาททรงคลายอ้อมกอด และรีบตรัสว่า “เราได้บันทึกวีรกรรมขององค์หญิงในบันทึกม้วนนี้แล้ว ท่านนำไปอ่านดูเถิด”

    องค์ชายฉีตันทรงรับม้วนบันทึกมาทอดพระเนตร พอได้อ่านก็ทรงตกพระทัยเป็นอย่างมาก “นี่เจ้ากล้าใช้คุณไสยกับฝ่าบาทเลยอย่างนั้นหรือ”

    “ใครทำ! น้องเปล่านะเพคะ น้องถูกปรักปรำ” องค์หญิงทรงแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

    “แม่หมอสารภาพหมดแล้ว ที่เราไม่เอาผิดเจ้า เพราะเรายังคงเห็นแก่แคว้นเหลียวอยู่ จงกลับไปเสียเถิดองค์หญิง” ฝ่าบาทตรัสไล่อย่างพระทัยเย็นและทรงข่มพระทัยที่จะไม่เอาเรื่ององค์หญิง

    “หม่อมฉันสู้องครักษ์หญิงนั่นไม่ได้ตรงไหนเพคะ” องค์หญิงตรัสอย่างเอาเรื่อง

    “เราเคยบอกเจ้าแล้วนี่ว่าการครองใจคนได้ต้องเกิดจากความรักความเมตตาไม่ใช่การเอาชนะ ที่เจ้าเหนือกว่านางมีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น นั่นคือชาติกำเนิดของเจ้า นอกนั้นไม่มี” ฝ่าบาทตรัส

    “ฝ่าบาท!” องค์หญิงทรงกริ้ว

    “เลิกดื้อได้แล้วองค์หญิง เจ้าก่อเรื่องไว้มากมาย รู้ตัวหรือเปล่า” องค์ชายฉีตันทรงปราม

    “ใครอยากจะเชื่อมสัมพันธไมตรีกับฮ่องเต้ลำเอียงพระองค์นี้” องค์หญิงทรงกริ้ว

    “หุบปากได้แล้ว! ทำไมเจ้าไม่นึกถึงปวงชนแคว้นเหลียวบ้าง เสด็จพ่อตามใจเจ้ามากเกินไป จึงทำให้เจ้ากลายเป็นคนเอาแต่ใจเช่นนี้ เห็นทีเราต้องอบรมและเข้มงวดกับเจ้าให้มากขึ้นเสียแล้ว” องค์ชายฉีตันตรัส

    “ฮือฮือ เราไม่กลับ เราจะอยู่ที่นี่” องค์หญิงทรงกรรแสงอย่างกับเด็กๆ

    ฮองเฮาเสด็จไปหาองค์หญิงและดึงพระนางเข้าไปกอด จนทุกคนถึงกับอึ้ง

    “ฟังนะองค์หญิง! เจ้าอยู่ในวังมานาน ย่อมรู้ไม่ใช่หรือว่าการเป็นพระสนมมันทุกข์ทรมานใจมากแค่ไหน นั่นจึงทำให้เจ้าไม่อยากเป็นฮองเฮาตั้งแต่แรกไงล่ะ เจ้าจึงวางยาพิษเราและออกคำสั่งให้เราเข้าพิธีอภิเษกแทนเจ้า ดังนั้นเราเชื่อว่าความจริงแล้วเจ้าก็ไม่ได้อยากจะเป็นพระสนม แต่เจ้าทำเพียงเพราะอยากเอาชนะชายตรงหน้าเท่านั้น เราถามหน่อย หากเจ้าชนะแล้ว ได้ครอบครองแล้ว เจ้าจะมีความสุขจริงๆ งั้นหรือ” ฮองเฮาตรัสอย่างพระทัยเย็น

    “เรา เรา” องค์หญิงทรงเถียงไม่ได้เพราะมันเป็นเรื่องจริง

    “การได้กลับบ้าน ได้อยู่กับคนที่รักเราจริงๆ มันยังดีกว่าอยู่อย่างโดดเดี่ยวในวังที่มีแต่การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน จริงมั้ย” ฮองเฮาตรัส

    “เรากลับก็ได้” องค์หญิงทรงพระทัยเย็นขึ้น

    “ดีมาก! สักวันหนึ่งเจ้าจะได้เจอชายที่รักและเข้าใจเจ้าทุกอย่างเอง” ฮองเฮาตรัสและทรงลูบพระเศียรขององค์หญิงอย่างเอ็นดู

    “เราขอโทษ! ที่เคยทำร้ายเจ้า เราขอโทษที่ทำทุกอย่างเพียงเพื่อจะเอาชนะ และเราขอโทษที่แผลงฤทธิ์อย่างไม่เคยหยุดหย่อน” องค์หญิงทรงสำนึกผิด

    “ทุกคนพร้อมที่จะให้อภัยเจ้า ขอเพียงเจ้าอย่าก่อเรื่องเลวร้ายเช่นนั้นอีก จงจำไว้ พวกเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบนแผ่นดินนี้ เรายังมีครอบครัว พี่น้อง และปวงชนทั้งแคว้นอีกนะ” ฮองเฮาตรัส

    “เราจะกลับแคว้นเหลียว” องค์หญิงทรงยอมทำตามแต่โดยดี

    องค์ชายฉีตันเสด็จเข้ามาประคองตัวพระขนิษฐากลับไปพักที่ตำหนัก เพื่อเตรียมตัวเสด็จกลับแคว้นเหลียวในวันพรุ่งนี้

    ฝ่าบาททรงฉงนที่อยู่ดีๆ องค์หญิงก็ทรงว่าง่ายขึ้นมา ก็เลยตรัสถาม “องค์หญิงตียาคงหลงเสน่ห์เจ้าให้แล้ว”

    “เปล่าหรอกเพคะ ยาพิษที่นางได้ผสมในซุปบำรุงได้ออกฤทธิ์แล้วต่างหาก” ฮองเฮาตรัสกระซิบ

    “หมายความว่ายังไง” ฝ่าบาททรงกระซิบเช่นกัน

    “น้ำซุปกระเด็นใส่หน้าขององค์หญิงตียาเพคะ ดังนั้นนางจึงเผลอกินยาพิษเข้าไป คงต้องให้หมอหลวงตรวจดูอาการของนางเพคะ” ฮองเฮาทรงเห็น

    “ดีนะที่หมอหลวงเสี่ยวอี้ปรุงยาแก้พิษของนางสำเร็จแล้ว คงต้องรออีกสองวันกว่าองค์หญิงจะหายเป็นปกติ ถึงตอนนั้นนางก็คงเดินทางเกือบถึงชายแดนแล้ว” ฝ่าบาททรงคาดคะเน

    และแล้วองค์หญิงตียาก็ทรงมีพระอาการเหมือนกับฮองเฮาผิงหลางไม่มีผิด ตอนนี้พระนางทรงเหม่อลอยไร้สติ ใครกล่าวอะไรก็เออออรับคำแต่โดยดี แม้จะได้รับยาแก้พิษไปแล้ว แต่ต้องรอถึงสองวันกว่าพระนางจะมีอาการดีขึ้น

    ครั้งนี้องค์หญิงทรงแพ้ภัยตัวเอง เข้ากับคติที่ว่าให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว ตอนนี้พระนางทรงนั่งประทับในรถม้าอย่างสงบเสงี่ยม จนกระทั่งขบวนเสด็จได้เคลื่อนไปถึงชายแดนระหว่างแค้นอย่างรวดเร็ว พอพระนางทรงลงจากรถม้าเพื่อไปประทับอยู่ที่ค่ายทหารตรงริมชายแดนเท่านั้นแหละ

    “เราอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ใครพาเรามาที่นี่” องค์หญิงทรงตกพระทัยเมื่อได้สติ

    “เสด็จพ่อทรงกำลังจะเสด็จมาถึงแล้ว” องค์ชายฉีตันตรัส

    “เสด็จพี่! เราไม่กลับวังนะ” องค์หญิงตรัสอย่างเอาแต่พระทัย

    “เจ้าไปที่ไหน ก็ก่อเรื่องที่นั่น จนทุกแคว้นยินดีเชื่อมสัมพันธไมตรีโดยที่ไม่ต้องมีการอภิเษก” องค์ชายฉีตันตรัสอย่างเอาเรื่อง

    “555 อย่าว่านางเลย นางจงใจก่อเรื่อง เพราะไม่อยากแต่งงานน่ะสิ” ท่านอ๋องตรัสอย่างรู้ทัน

    “แหม! เสด็จพ่อเพคะ ช่างรู้ใจลูกยิ่งนัก” องค์หญิงตรัสยิ้มๆ

    “ยังดีที่แคว้นอื่นยอมให้อภัยเจ้านะ ตอนนี้เจ้ากลับเมืองหลวงได้แล้ว อย่าดื้อดึงอีกเลย” ท่านอ๋องตรัส

    “เพคะ” องค์หญิงทรงรู้สึกสมพระทัยที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการ คือพระนางไม่ต้องเข้าพิธีอภิเษกและไม่ต้องอยู่ต่างแคว้น

    องค์ชายฉีตันทรงส่ายพระพักตร์และทรงดำริในพระทัยว่า “เสด็จพ่อทรงให้ท้ายองค์หญิงตลอดเลย แล้วแบบนี้จะอบรมดัดนิสัยของนางได้อย่างไร”

    นับตั้งแต่ฝ่าบาทและฮองเฮาทรงครองคู่กันมา ทั้งสองพระองค์ก็ทรงไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด แม้กระทั่งการเสด็จเยี่ยมราษฎรก็ยังมาเป็นคู่ จึงกลายเป็นภาพประทับใจสำหรับปวงชนแคว้นฉินในความรักที่สองพระองค์มีต่อกันอย่างแน่นแฟ้น
     

    “ฝ่าบาทเพคะ ฮองเฮาควรปกครองฝ่ายในไม่ใช่หรือเพคะ เหตุใดถึงให้หม่อมฉันติดตามพระองค์ไปทุกที่แบบนี้” ฮองเฮาทรงบ่น

    “เรามีสนมให้เจ้าปกครองอย่างนั้นหรือ เจ้ากลับไปก็มีแต่กงกง เหล่านางกำนัล และทหารองครักษ์เท่านั้น แบบนี้เจ้าก็ว่างงานน่ะสิ สู้ให้เจ้าคอยปรนนิบัติเราทุกที่ดีกว่า” ฝ่าบาทตรัสยิ้มๆ

    “แต่ชาวแคว้นฉินพากันหาว่าหม่อมฉันหวงพระองค์ ต้องคอยมาตามพระองค์เพราะกลัวพระองค์จะมีสนมนี่เพคะ” ฮองเฮาทรงแอบได้ยิน

    “เจ้าจะกลัวอะไรกับคำนินทา ถ้าไม่ใช่เรื่องจริงก็เฉยซะ ก็สิ้นเรื่อง อีกหน่อยคำนินทาก็ซาไปเองนั่นแหละ” ฝ่าบาททรงไม่สนพระทัย

    “แล้วแบบนี้หญิงสาวโฉมงามคนไหนจะกล้าปรากฏตัวให้พระองค์ทรงทอดพระเนตรล่ะเพคะ” ฮองเฮาตรัส

    “เราบอกเจ้ากี่ครั้งแล้ว ว่าเราจะมีเพียงเจ้าคนเดียว งั้นเอาอย่างนี้ดีมั้ย เจ้ากลับไปคราวนี้ก็เตรียมทำความสะอาดตำหนักทุกตำหนักให้ดี หากเจ้ามีบุตร พวกเขาจะได้พร้อมเข้าไปอยู่ได้เลย คงต้องเตรียมหลายตำหนักหน่อย พวกเราจะมีลูกด้วยกันสักหลายๆ คน” ฝ่าบาททรงคาดการณ์

    “แล้วแบบนี้หม่อมฉันต้องคลอดกี่คนล่ะเพคะ ทรงไม่สงสารหม่อมฉันบ้างเลยงั้นหรือ” ฮองเฮาตรัส

    “เอาไว้เราจะสั่งหมอหลวงเสี่ยวอี้ปรุงยาบำรุงให้เจ้า เจ้าจะได้แข็งแรงไงล่ะ พวกเรารีบไปดูชาวบ้านเถิด ตอนนี้พวกเขานั่งรอพวกเราอยู่ทางโน้น” ฝ่าบาททรงชี้

    “เพคะ” ฮองเฮาตรัส

    ฝ่าบาททรงจูงพระหัตถ์ของฮองเฮาผิงหลางเพื่อเสด็จไปเยี่ยมเยียนชาวบ้านในเมืองสุ่ยหนาน พระองค์ทรงกระซิบว่า “เจ้าห้ามโปรยเสน่ห์ใส่ใครเด็ดขาดรู้มั้ย เราหวงเจ้ามาก”

    “ทรงเล่นจับมือของหม่อมฉันแบบนี้ คงมีใครกล้าเข้าหาหม่อมฉันหรอกนะเพคะ” ฮองเฮาตรัสไปก็ทรงเช็ดเหงื่อให้พระสวามีไป

    หลังจากสองพระองค์ทรงเสด็จกลับที่ประทับที่ตั้งอยู่ใกล้จวนผู้ว่าการมณฑล โดยทั้งสองพระองค์นั้นทรงประทับอยู่บนรถม้าคันเดียวกัน ก็มีเสียงปวงชนเล็ดลอดเข้ามา

    “ฝ่าบาทและฮองเฮาทรงรักกันดีจังเลยนะ น่าอิจฉาจริงๆ” หญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่งกล่าว

    “อยากมีสามีแบบนี้บ้างจัง ฮองเฮาทรงโชคดีจริงๆ ที่ฝ่าบาททรงไม่ใช่คนเจ้าชู้ จึงไม่มีพระสนมให้กวนพระทัย” หญิงสาวอีกคนกล่าว

    “นั่นสิ! พระนางทำบุญด้วยอะไรกันนะ” ท่านป้าคนหนึ่งเห็นด้วย

    หลังจากทั้งสองพระองค์ทรงสดับฟัง ฝ่าบาทก็ตรัสว่า “เห็นมั้ยว่ามีแต่คนอิจฉาความรักระหว่างเรา”

    “กว่าที่พวกเราจะลงเอยกันได้ พวกเราต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมากมายนะเพคะ” ฮองเฮาทรงหวนคิดถึงอดีต

    “นั่นสินะ! ถ้าไม่ได้เจ้า เราคงตายไปนานแล้ว” ฝ่าบาทตรัส

    “หม่อมฉันก็เช่นกันเพคะ หากไม่ได้พระองค์ หม่อมฉันก็อาจไม่ได้ใช้ชีวิตเป็นฮองเฮาแบบนี้” ฮองเฮาตรัสบ้าง

    “ค่อยๆ พิสูจน์ไปนะ ว่าความรักของพวกเราจะยั่งยืนนานแค่ไหน เราจะไม่กล่าวสัจจะวาจาเพื่อสัญญาอะไร แต่จะกระทำให้เจ้าเห็นเอง" ฝ่าบาททรงจะพิสูจน์ด้วยการกระทำมากกว่าคำพูด

    “ขอบพระทัยนะเพคะ ที่พระองค์ทรงรักและให้เกียรติหม่อมฉัน” ฮองเฮาทรงรู้สึกปลาบปลื้มพระทัย

    “รถม้าถึงที่หมายแล้ว พวกเราลงกันเถอะ ป่านนี้ท่านผู้ว่าฯคงจัดเตรียมอาหารไว้พร้อมแล้ว” ฝ่าบาททรงประคองฮองเฮาให้ลงจากรถม้า

    “เพคะ”

    *****************************

    แต่แล้วเพราะฝ่าบาททรงฟื้นฟูแคว้นฉินได้ไม่นาน อยู่ดีๆ ทางแคว้นฝางก็ยกทัพเข้ามาประชิดชายแดน

    เพราะนี่ถือเป็นเรื่องด่วน ดังนั้นแม่ทัพเหวินตี้จึงมาหาซูเยี่ยนถึงที่บ้าน

    “มีอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ” เหวยเหนียงแปลกใจ

    “ตอนนี้องค์ชายหมิงฟุแห่งแคว้นฝางได้ยกทัพเข้าประชิดชายแดนแล้ว ข้าต้องรีบจัดเตรียมทัพและต้องขอความช่วยเหลือจากซูเยี่ยน” แม่ทัพเหวินตี้กล่าววัตถุประสงค์

    “แต่เขาป่วยอยู่นะเจ้าคะ” เหวยเหนียงรีบแย้ง

    “ไปกันเถอะขอรับ” ซูเยี่ยนกล่าวด้วยท่าทางสุขุมหาใช่เด็กน้อยตามที่เหวยเหนียงเข้าใจไม่

    “ทะ ท่านพี่ นี่มันหมายความว่ายังไงเจ้าคะ ท่านหลอกข้าอย่างนั้นหรือ” เหวยเหนียงตกใจ

    “ฟังข้าก่อนนะเหวยเหนียง ข้าอธิบายได้” ซูเยี่ยนกำลังจะเดินเข้าไปหาฮูหยิน

    เหวยเหนียงรีบถอยหลังหนีและกล่าวว่า “ไหนว่าท่านพี่จะไม่หลอกลวงข้าอีกไงเจ้าคะ ข้าผิดหวังในตัวท่านจริงๆ”

    “เดี๋ยวก่อนเหวยเหนียง ฟังข้าก่อนอย่าเพิ่งไป” ซูเยี่ยนตะโกนแต่ไม่ได้วิ่งตามไป

    “เอ่อ ข้าขอโทษจริงๆ ที่ทำให้พวกท่านผิดใจกัน แต่ตอนนี้พวกเราจะต้องรีบประชุมวางแผน คงรออะไรไม่ได้อีกแล้ว” แม่ทัพเหวินตี้รู้สึกผิด

    “ได้ขอรับ” ซูเยี่ยนจำต้องยอมปล่อยฮูหยินให้สงบสติอารมณ์ไปก่อน ส่วนตัวเขาต้องรีบไปประชุมวางแผนที่ค่ายทหาร

    แต่แล้วพอซูเยี่ยนกลับมาถึงบ้าน ก็พบว่าเหวยเหนียงยังคงไม่กลับ และไม่มีวี่แววว่านางจะกลับมา

    “เอ่อ ท่านแม่ เหวยเหนียงยังไม่กลับมาอีกงั้นหรือขอรับ” ซูเยี่ยนกล่าว

    “ยังเลยลูก! ลูกก็ไม่น่าไปหลอกนางเลย นางทั้งรักและเป็นห่วงเจ้ามาก” ท่านแม่กล่าวอย่างเอาเรื่องเพราะเห็นใจลูกสะใภ้

    “ลูกมีความจำเป็นจริงๆ ขอรับ ตอนนี้ลูกจะรีบออกไปตามหาเหวยเหนียงเดี๋ยวนี้” ซูเยี่ยนรีบวิ่งออกจากบ้านทันที

    แต่ทว่าซูเยี่ยนกลับตามหาฮูหยินไม่เจอ เขาอยากจะตามหาต่อ แต่เขาติดว่าจะต้องรีบออกเดินทางไปพร้อมกับกองทัพของแม่ทัพเหวินตี้ จึงไม่อาจตามหาฮูหยินได้อีก เขาทำได้เพียงฝากให้ท่านแม่ช่วยอธิบายและช่วยกล่อมให้ฮูหยินหายโกรธเขาเท่านั้น

    *****************************

    ณ ค่ายทหาร

    “สายลับรายงานว่า กองทัพขององค์ชายหมิงฟุจะบุกมาที่เมืองสุ่ยเชี่ย ข้าจะรีบนำทัพไปที่นั่น” แม่ทัพเหวินตี้กล่าว

    “ขอรับ” แม่ทัพซูเยี่ยนกล่าวเสียงเศร้า

    “ดูสีหน้าของท่านดูไม่ดีเลย ยังห่วงฮูหยินอยู่อย่างนั้นหรือ” แม่ทัพเหวินตี้กล่าวอย่างเข้าใจ

    “ข้ากลัวนางจะมีภัยขอรับ” แม่ทัพซูเยี่ยนกังวล

    “ไว้ให้ข้าจ้างจอมยุทธ์ช่วยออกตามหานางอีกแรงก็แล้วกัน” ท่านแม่ทัพเหวินตี้เสนอ

    “ขอบคุณมากขอรับ” ซูเยี่ยนรู้สึกดีขึ้นมานิดนึง

    ซูเยี่ยนทำได้แต่หวังว่าจะได้เจอฮูหยินในเร็ววัน

    *****************************

    เพราะความโกรธ เหวยเหนียงจึงออกเดินทางกลับไปหาอาจารย์ที่ถ้ำในป่าลึก นางไม่อยากเห็นหน้าซูเยี่ยนอีกต่อไปแล้ว แต่เพราะความผูกพัน นั่นจึงทำให้เหวยเหนียงไม่อาจตัดใจจากสามีได้ทันที

    “ท่านพี่เห็นข้าเป็นตัวตลกใช่มั้ยเจ้าคะ คิดอยากแกล้งยังไงเมื่อไหร่ก็ได้” สักพักเหวยเหนียงก็หยิบจดหมายลับที่ฝ่าบาททรงประทานให้ขึ้นมาดูแล้วเปิดอ่าน เพราะอยากรู้ว่าฝ่าบาททรงให้ความร่วมมือกับซูเยี่ยนหรือไม่

    เหวยเหนียงคลี่จดหมายมาอ่าน ความว่า

    เราขอโทษกับทุกๆ เรื่องที่ผ่านมานะเหวยเหนียง เราไม่ได้อยากทำลายครอบครัวของเจ้า แต่เพื่อรักษาชีวิตของผิงหลางแล้ว เราจำเป็นต้องบีบบังคับให้พวกเจ้าหย่ากัน และกดดันให้ซูเยี่ยนยอมอภิเษกกับองค์หญิงตียาแต่โดยดี แต่เพราะเรารู้สึกผิด จึงได้คิดแผนการทำให้ซูเยี่ยนได้รับพิษปลอมหลังจากต่อสู้กับคนร้ายที่ลอบทำลายขบวนเจ้าสาว พิษนั่นมีผลทำให้ซูเยี่ยนกลายเป็นเด็กสิบขวบแค่เพียงสิบวัน ซึ่งเป็นยาที่เลียนแบบพิษของมารจันทน์ผา แต่เพราะชายชุดดำหยิบขวดยาผิด จึงทำให้ซูเยี่ยนไม่เป็นอะไรเลยหลังจากถูกซัดด้วยอาวุธลับที่เป็นเข็มเงินของคนร้าย เราจึงสั่งให้ซูเยี่ยนแกล้งแสดงเป็นเด็กเพื่อตบตาองค์หญิง และทำให้นางหมดเสน่หาในตัวซูเยี่ยนไปเอง ซึ่งนั่นก็ได้ผลเกินคาดจริงมั้ย องค์หญิงไม่อาจทนกับสภาพของซูเยี่ยนที่กลายเป็นเด็กได้ ผิดกันกับเจ้า เพราะไม่ว่าซูเยี่ยนจะเป็นเช่นไร เจ้าก็พร้อมที่จะอยู่ดูแลเขาเสมอ อย่าโกรธซูเยี่ยนเลยนะ ความจริงเขาก็ไม่อยากทำ แต่เขาไม่อาจขัดคำสั่งของเราได้

    สุดท้ายนี้เราขออวยพรให้ความรักระหว่างเจ้ากับซูเยี่ยนยั่งยืนหนักแน่นดั่งหินผา

    ฮ่องเต้แคว้นฉิน

    เหวยเหนียงได้รับรู้แล้วว่าซูเยี่ยนถูกบังคับให้หลอกลวงนาง นางจึงยอมให้อภัยซูเยี่ยนอย่างง่ายดาย และกำลังจะเดินทางกลับบ้าน แต่ทว่าอยู่ๆ ดีนางก็ได้ยินเสียงคนคุยกันตรงบริเวณที่นางยืนอยู่ นางก็เลยรีบหลบซ่อนตัว

    “555 ทหารแคว้นฉินน่าโง่ แค่เราปล่อยข่าวว่าจะบุกเมืองสุ่ยเชี่ย มันก็ไปปักหลักอยู่นั่นเพื่อรอพวกเรา เราจะบุกเมืองสุ่ยหนานที่ฮ่องเต้กับฮองเฮาแคว้นฉินประทับอยู่ต่างหาก เราจะสังหารผู้นำแคว้น คราวนี้แคว้นฉินได้ล่มสลายแน่ๆ ” องค์ชายหมิงฟุทรงหัวเราะอย่างสะพระทัย

    “องค์ชายหมิงฟุ พระองค์ทรงช่างปรีชายิ่งนักพะย่ะค่ะ” ที่ปรึกษากล่าวชม

    “เสด็จพ่อจะได้เลิกปรามาสเราเสียที” องค์ชายตรัส

    “ทรงสร้างผลงานโดดเด่นถึงเพียงนี้ ตำแหน่งองค์รัชทายาทแห่งแคว้นฝางคงอยู่ไม่ไกลพะย่ะค่ะ” ที่ปรึกษากล่าวยกยอ

    “เราก็หวังเช่นนั้น พวกเรารีบไปกันเถอะ เราจะขจัดราชวงศ์แคว้นฉินให้สิ้นซาก” องค์ชายตรัสอย่างมุ่งมั่น

    “พะย่ะค่ะ” ที่ปรึกษารับคำ

    เหวยเหนียงที่แอบฟังอยู่ นางรู้สึกร้อนรนและอยากไปบอกท่านพี่ให้เร็วที่สุด ดังนั้นนางจึงรีบออกเดินทางไปเมืองสุ่ยเชี่ยเพื่อบอกแผนการขององค์ชายหมิงฟุให้ทุกคนรับรู้

    *****************************

    สมกับความพยายาม และแล้วเหวยเหนียงก็เดินทางมาถึงเมืองสุ่ยเชี่ยเข้าจนได้

    “นี่เป็นเขตหวงห้าม บุคคลภายนอกห้ามเข้าเด็ดขาด” ทหารหน้าประตูรีบขัดขวางหญิงสาวแปลกหน้า

    “ข้าต้องการพบแม่ทัพซูเยี่ยน ขอข้าพบเขาหน่อยนะ” เหวยเหนียงขอร้อง

    “แล้วเจ้าเป็นใคร เหตุใดถึงต้องพบท่านแม่ทัพด้วย” ทหารไม่เข้าใจว่าหญิงชาวบ้านจะมีธุระอะไรกับท่านแม่ทัพ

    “ข้าคือฮูหยินของแม่ทัพซูเยี่ยน” เหวยเหนียงแนะนำตัว

    “555 พวกเราไม่เชื่อหรอก ฮูหยินของท่านแม่ทัพก็ต้องอยู่ที่จวนท่านแม่ทัพสิ” ทหารกล่าว

    “ข้ามีเรื่องด่วนที่ต้องรีบบอกเขาจริงๆ ให้ข้าเข้าไปพบเขาเถิดนะ” เหวยเหนียงพยายามขอร้อง

    “ก็บอกแล้วไงว่านี่คือเขตหวงห้าม เจ้ากลับไปเสียเถิด” ทหารไม่ยอม

    “ไม่! ข้าจะเข้าไป” เหวยเหนียงยังคงดึงดัน

    “ฟังไม่รู้เรื่องหรือยังไง” ทหารรีบผลักหญิงสาวจนนางล้มไม่ท่า

    “โอ๊ย!” เหวยเหนียงล้มก้นกระแทกเข้าอย่างจัง

    “มีอะไรกันน่ะ” ท่านแม่ทัพซูเยี่ยนออกมาดูความผิดปกติภายนอก

    “แม่นางท่านนี้อ้างตัวว่าเป็นฮูหยินของท่านขอรับ” ทหารรายงาน

    “ท่านพี่เจ้าคะ ข้ามีเรื่องด่วนจะบอกท่านจริงๆ นะเจ้าคะ” เหวยเหนียงรีบกล่าว

    ซูเยี่ยนไม่รอช้า เขารีบประคองฮูหยินให้ลุกขึ้น และรีบกอดนางต่อหน้าต่อตาลูกน้อง

    “เอ่อ ข้าขอโทษขอรับ ข้าไม่รู้จริงๆ ว่านางคือฮูหยินของท่าน งั้นพวกข้าขอตัวนะขอรับ” ทหารพากันเผ่นโดยรีบเดินไปจุดอื่นทันที เพราะกลัวเป็นก้างขวางคอ

    สักพักซูเยี่ยนก็ดึงตัวเหวยเหนียงเข้าไปจูบเพื่อให้สมกับความคิดถึง

    แรกๆ เหวยเหนียงก็ขัดขืน แต่สักพักนางก็เคลิบเคลิ้มและยินยอมจูบตอบราวโดนมนตร์สะกด แต่พอเหวยเหนียงตั้งสติได้ นางก็เลยรีบผลักฝ่ายชายทันที

    “นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาทำแบบนี้นะเจ้าคะ” เหวยเหนียงพูดทั้งๆ ที่หน้าแดงจัด

    “เจ้าไปอยู่ไหนมา รู้มั้ยข้าออกตามหาเจ้าเสียทั่ว ข้ากังวลกลัวเจ้าจะเกิดภัยอันตราย ต่อไปเจ้าห้ามหนีข้าไปไหนอีกนะเหวยเหนียง” ซูเยี่ยนกอดฮูหยินเสียแน่นอย่างกับกลัวว่านางจะหายไปอีก

    “ข้าโกรธท่านมาก ก็เลยว่าจะเดินทางกลับไปหาอาจารย์ แต่เพราะข้าไปเจอข้าศึกแคว้นฝางโดยบังเอิญ ข้าก็เลยรีบมาหาท่านพี่เพื่อบอกแผนการฝ่ายนั้นให้ท่านพี่รับทราบเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงอธิบาย

    ซูเยี่ยนหันซ้ายหันขวาแล้วกล่าวว่า “พวกเราไปข้างในกันก่อนเถิด แล้วค่อยพูดเรื่องสำคัญ”

    “เจ้าค่ะ” เหวยเหนียงยอมให้สามีจูงเข้าไปในค่ายทหาร

    พอเดินไปถึงห้องประชุม แม่ทัพเหวินตี้ก็แซว “555 ข้ายินดีด้วยจริงๆ ที่ท่านทั้งสองคืนดีกันแล้ว”

    “นางรักข้ามาก นางไม่มีวันทิ้งข้าลงหรอกขอรับ” แม่ทัพซูเยี่ยนกล่าวอย่างภูมิใจ

    “ท่านพี่น่ะ พูดอะไรอายเขาเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงเขิน

    “เอาล่ะ! เลิกเขินได้แล้ว เจ้ามีอะไรหรือเปล่า หรือแค่อยากพบสามีเท่านั้น” แม่ทัพเหวินตี้สงสัย

    “อ้อใช่! ตอนที่ข้าเดินทางกลับไปหาอาจารย์ ระหว่างทาง ข้าได้ไปเจอเข้ากับองค์ชายหมิงฟุแห่งแคว้นฝาง พระองค์ทรงกำลังตรัสคุยกับที่ปรึกษา ซึ่งตรัสว่าจะบุกเมืองสุ่ยหนานเพื่อปลงพระชนม์ฝ่าบาทและฮองเฮาเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงเล่า

    “อะไรนะ! เป็นความจริงงั้นหรือ แต่สายลับรายงานว่าทหารจะบุกมาที่จุดยุทธศาสตร์แห่งนี้นี่” แม่ทัพเหวินตี้หมายถึงเมืองสุ่ยเชี่ยแห่งนี้

    “นี่เป็นกลลวงเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงกล่าว

    “เอาอย่างไรดี เราไม่อาจเชื่อเหวยเหนียงจนหมดใจได้ เพราะหากเราทิ้งที่นี่ไป และข้าศึกเข้ามายึด พวกเราจะกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ” แม่ทัพเหวินตี้ลังเล

    “งั้นเอาอย่างนี้ดีมั้ยขอรับ พวกเราต้องแบ่งเป็นสองทัพ ข้าจะรีบนำทัพไปที่เมืองสุ่ยหนานเอง ส่วนท่านจงประจำอยู่ที่นี่เพื่อดูเชิงก่อน” แม่ทัพซูเยี่ยนเสนอ

    “ก็ดีเหมือนกัน! พวกเราต้องคิดการณ์อย่างรอบคอบ ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองอาจเสียหายได้” แม่ทัพเหวินตี้เห็นด้วย

    “เอ่อ ข้าฝากฮูหยินไว้ที่นี่ได้มั้ยขอรับ” ซูเยี่ยนอยากให้ฮูหยินอยู่ในที่ที่ปลอดภัย

    “ข้าอยากไปกับท่านด้วยเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงเป็นห่วงสามี

    “เชิญพวกเจ้าคุยกันตามสบายนะ ข้าจะไปสั่งลูกน้องก่อน” แม่ทัพเหวินตี้อยากให้ทั้งสองตกลงกันก่อน

    “ขอรับ” ซูเยี่ยนรับคำ

    ซูเยี่ยนรอให้ทุกคนเดินออกนอกห้องประชุมไปก่อน แล้วค่อยดึงตัวเหวยเหนียงเข้ามากอดอีกครั้ง

    “ฟังนะเหวยเหนียง! ข้ารักเจ้ามาก หากเจ้ามีภัยอันตรายขึ้นมา ข้าคงไม่มีกะจิตกะใจออกรบ หวังว่าเจ้าจะเข้าใจข้านะ” ซูเยี่ยนกล่าว

    “ก็ได้เจ้าค่ะ! ข้าจะรอท่านอยู่ที่นี่ ท่านต้องรักษาตัวให้ดี อย่าเป็นอะไรเด็ดขาดนะเจ้าคะ” เหวยเหนียงกล่าว

    “ข้าสัญญา! หลังป้องกันข้าศึกให้แคว้นฉินแล้ว ข้าจะรีบกลับมาหาเจ้า รอข้านะเหวยเหนียง ห้ามมีสามีใหม่เด็ดขาด” ซูเยี่ยนกำชับในเชิงล้อเล่น

    “แหม! ท่านเล่นให้ข้าสวมสร้อยที่ห้อยหยกที่สลักชื่อของท่านแบบนี้ ใครจะกล้าเข้าหาข้ากันล่ะเจ้าคะ” เหวยเหนียงหยิบจี้สร้อยหยกให้ดู จึงรู้ว่านางสวมสร้อยตลอดเวลา

    ซูเยี่ยนหมั่นเขี้ยวจึงดึงตัวฮูหยินเข้ามาจูบอย่างดูดดื่มอีกครั้ง ก่อนจะละจากไปเพื่อเตรียมทัพออกเดินทางมุ่งหน้าไปที่เมืองสุ่ยหนาน

    เหวยเหนียงเขินอาย นางคิดในใจว่า “ทำไมข้าถึงให้อภัยท่านพี่ง่ายจัง ดูไม่มีมาดเลยนะเหวยเหนียง”

    *****************************

    ณ เมืองสุ่ยหนาน

    “555 พวกเจ้ายอมจำนนเสียเถิด ฝ่ายฝางได้ล้อมหมู่บ้านแห่งนี้ไว้หมดแล้ว” องค์ชายหมิงฟุตรัสตะโกน

    “ก็ไหนว่าท่านอ๋องแห่งแคว้นฝางจะเขียนสัญญาสงบศึกไงล่ะ ทำไมถึงตระบัดสัตย์เสียได้” ฝ่าบาทตรัส

    “เราไม่เห็นด้วย เราก็เลยยกทัพมากำจัดฮ่องเต้ผู้อ่อนแออย่างเจ้าเองต่างหาก” องค์ชายตรัส

    “เจ้าไม่เห็นแก่ปวงชนแคว้นฝาง การก่อศึกสงครามนำมาซึ่งการทำลายล้างเหล่ามวลมนุษย์ เจ้าเองก็รู้นี่” ฝ่าบาทตรัสอย่างไม่พอพระทัย

    “เราไม่สน! ขอเพียงเรายึดแคว้นฉินได้ คราวนี้เราก็จะสามารถขยายอาณาจักรฝางไปทุกสารทิศ” องค์ชายทรงคิดการใหญ่

    “เจ้าไม่คำนึงถึงปวงชน เจ้าแผ่อำนาจได้ไม่นานหรอก อีกหน่อย ก็จะมีคนไม่พอใจและต่อต้านเจ้า” ฝ่าบาทตรัส

    “ก็มาลองดูกัน ตอนนี้พวกเจ้าอย่าอยู่เลย” องค์ชายทรงไม่สนพระทัยใดๆ ทั้งสิ้น

    ฝ่าบาทและฮองเฮาพากันจับอาวุธพร้อมที่จะต่อสู้ แต่ทว่าฝ่ายฝางกลับมีเยอะมาก จนทำให้ทหารองครักษ์เพียงแค่หยิบมือพากันล่าถอย และคอยคุ้มกันทั้งสองพระองค์จนถึงหน้าผาแห่งหนึ่ง

    “555 พวกท่านหนีไม่รอดหรอก” องค์ชายตรัส

    “ทำอย่างไรดีเพคะ ฝ่ายเรามีน้อยเกินไป เลยไม่อาจต่อกรฝ่ายฝางได้” ฮองเฮาทรงกังวล

    “เราเชื่อว่าพวกเราต้องรอด” ฝ่าบาทตรัสอย่างเชื่อมั่น

    “จะโดดหน้าผาด้วยกันอย่างนั้นหรือ เอาไว้พวกเจ้ากระโดดลงไปเมื่อไหร่ เราจะตั้งชื่อว่าผาคู่รักก็แล้วกัน เห็นว่ารักกันดีนี่” องค์ชายตรัส

    สักพักก็มีเสียงแตร

    “แย่แล้วพะย่ะค่ะ! ทหารแคว้นฉินได้ล้อมพวกเราหมดแล้วพะย่ะค่ะ” ทหารแคว้นฝางรายงาน

    “ก็จับฮ่องเต้เป็นตัวประกันก็สิ้นเรื่อง” องค์ชายตรัส

    ซูเยี่ยนและทหารคนสนิทรีบกระโดดไปขวางทันที ทำให้ฝ่ายฝางไม่อาจเข้าใกล้ฝ่าบาทและฮองเฮาได้

    “ไม่มีทางซะหรอก” ซูเยี่ยนตะโกน

    “นี่น่ะหรือ แม่ทัพซูเยี่ยน ช่างเก่งสมชื่อจริงๆ เลยนะ ขนาดเราปล่อยข่าวหลอก พวกเจ้ายังมาโผล่ที่นี่ได้” องค์ชายตรัสอย่างเจ็บพระทัย

    “ยอมจำนนเสียเถิดพะย่ะค่ะ กระหม่อมส่งข่าวบอกแม่ทัพเหวินตี้แล้ว อีกหน่อยกองกำลังก็จะมาเสริมทัพของกระหม่อม” ซูเยี่ยนกล่าวอย่างประนีประนอม

    “เราไม่ยอมแพ้หรอก” องค์ชายทรงไม่ยอมแพ้

    “เจ้ายอมสูญเสียไพร่พลเพียงเพื่อรักษาเกียรติของตัวเองอย่างนั้นหรือ เจ้าไม่มีคุณสมบัติของความเป็นผู้นำเลยจริงๆ ถึงว่า ท่านอ๋องถึงทรงไม่ยอมยกตำแหน่งองค์รัชทายาทให้กับเจ้า” ฝ่าบาทตรัส

    “หุบปาก! ท่านไม่มีสิทธิ์วิจารณ์เรา” องค์ชายทรงพิโรธ

    หลังจากนั้นซูเยี่ยนก็เข้าจู่โจมองค์ชาย จนทำให้พระองค์ทรงถูกดาบจ่อไปที่พระศอและจำต้องยอมจำนนอย่างช่วยไม่ได้

    “วางอาวุธเดี๋ยวนี้ หากไม่อยากให้องค์ชายแคว้นเจ้ามีอันเป็นไปน่ะ” ซูเยี่ยนตะโกน

    “อย่าไปฟังมัน” องค์ชายทรงยังไม่ยอมแพ้

    ทหารแคว้นฝางมองหน้ากัน แต่พอแม่ทัพแคว้นฝางพยักหน้า ทุกคนจึงยอมวางอาวุธแต่โดยดี ตอนนี้กองทัพฝ่ายฝางได้กลายเป็นเชลยศึกอย่างง่ายดาย

    “ขอบคุณมากแม่ทัพซูเยี่ยน” ฝ่าบาทตรัส

    “ทรงปลอดภัยดีใช่มั้ยพะย่ะค่ะ” ซูเยี่ยนกล่าวด้วยความเป็นห่วง

    “เราปลอดภัยดี ว่าแต่ ท่านรู้แผนการขององค์ชายแคว้นฝางได้อย่างไร” ฝ่าบาททรงสงสัย

    “เหวยเหนียงแอบไปได้ยินแผนการชั่วร้ายขององค์ชายโดยบังเอิญพะย่ะค่ะ เลยรีบเดินทางมาบอกกระหม่อม” ซูเยี่ยนเล่า

    “พวกเจ้าเข้าใจกันดีแล้ว เหวยเหนียงไม่ได้โกรธเจ้าแล้วใช่มั้ย” ฝ่าบาททรงเป็นห่วง

    “ตอนแรกนางก็โกรธจนถึงขั้นเดินทางกลับไปพบอาจารย์ของนาง แต่สุดท้ายนางก็เปลี่ยนใจเพราะความผูกพันระหว่างกระหม่อมกับนางมันฝังลึกพะย่ะค่ะ” ซูเยี่ยนเชื่อมั่นในความรักระหว่างเขากับนาง

    “เรายินดีด้วย พวกเรารีบกลับไปที่พักของเราเถิด เราคงต้องรีบส่งข่าวไปหาท่านอ๋องแห่งแคว้นฝาง” ฝ่าบาทตรัสแผน

    “พะย่ะค่ะ” ซูเยี่ยนรับคำ

    คล้ายกับเรื่องเหวยเหนียง หมอดูเทวดา ที่คุณอ่าน