ตอนที่แปดสิบแปด Fallen Empire 3
อย่างน้อยผมจะได้สามารถกล่าวได้ว่ามีความรู้เท่ากับค่าเฉลี่ยของประชากรในอาณาจักรตนเอง
เรื่องที่อาจจะต้องชมคนในจักรวรรดิของผมว่าไม่อาจจะแย่ทีเดียวนักคือจะมากจะน้อย
ทฤษฎีวิทยาศาสตร์ต่างๆในด้านพลังจิตก็ก้าวหน้ามากขึ้นตามสมควร
เพราเราต้องได้วิจัยภาคทฤษฎี Theorical สำเร็จเสียก่อนเราถึงจะสามารพัฒนาดัดแปลงเทคโนโลยีในระดับเดียวกันได้
การที่ผมได้เทคโนโลยีทาสระดับ 8 มาหมายความว่าผมมีความก้าวหน้าด้านพลังจิตในระดับ 8และทางกายภาพระดับ 8 เช่นกันเป็นการถึงพร้อมทั้งการทำร่างกายที่สวยงามและมีความสามารถพร้อมกับเทคโนโลยีด้าพนลังจิตที่ทำให้ทาสนั้นซื่อสัตย์เชื่อฟัง
แหงล่ะ
หากสายจิตวิญยาณศาสนาไม่มีความก้าวหน้าแม้กระทั่งเรื่องพลังจิตคงไม่ต้องทำอะไรกินแล้ว
แต่เพราะความเก่งกาจในด้านศาสนาและพลังจิตนี่ล่ะ
ที่ทำให้จักรวรรดิของผมควบคุมประชากรได้ค่อนข้างอยู่หมัด
ประชาชนรักนักบวชของตนเองเอามากๆ
ว่านักบวชมีสถานะทางสังคมสูง Exalted Priest
ทำให้ชาวบ้านหรือแม้แต่ทาสที่มีพลังจิตก็สามารถกลายเป็นนักบวชได้เพราะทางโบสถ์เน้นพลังจิต
ไม่เน้นชนชั้นวรรณะเท่าระบบราชการหรือระบบศักดินา
ผมรู้สึกแปลกๆที่หน่วยงานที่มีความสามารถที่สุดในอาณาจักรของผมดันเป็นนักบวช
ผมเลยออกคำสั่งให้พวกเขาไปประจำตามสถานีไฮเปอร์เลนคอยสร้างความสงบสุขให้กับประชากรทางทหารและนักวิทยาศาสตร์ของผมที่อยู่ห่างไกลศูนย์กลางการปกครองได้มีความสงบมากขึ้นและจะเพิ่มประชากรของผมโดยการให้นักบวชพร่ำสอนศาสนาในสถานที่ที่เป็นชุมทางที่ประชากรในอวกาศจะต้องผ่านทางด้วยหากต้องการใช้ไฮเปอร์เลน
ผมกดใช้แต้มทางการเมืองไปหนึ่งร้องแต้ม
ออกคำสั่ง
Imperium Exam
การสอบของจักรวรรดิ
ที่เปิดการทดสอบยทุกระดับทุกชนชั้นให้เข้ามาเป็นราชการได้
แต่เนื่องจากเปิดจำนวนมากที่สุดและพยายามให้ยุติธรรมที่สุด
ทำให้ต้องใช้เวลาการเตรียมการสักพักและผมจะไปตรวจสอบด้วยตนเองด้วย
กับ
จัดงานประลองพลังจิต
Psionic Duel
ในสนามการประลองโคลอสเซียมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผม
ซึ่งตรงนี้ไม่ได้เสียแต้มการเมืองอะไรแต่ได้แต้มการเมืองมากขึ้นและราคาถูกกว่าการจัดงานสอบทั่วจักรวรรดิเสียอีก
เพราะผมปั๊มลานประลองยุทธมาตั้งแต่แรกรวมโลกให้เป็นหนึ่งเมื่อครั้งUnification War และการมีพลังจิตในอาณาจักรของผมจะทำให้มีสถานะสูงกว่าฐานันดรทั่วไป
สามารถทำอาชีพต่างๆได้ง่ายกว่าไม่ว่าคนคนนั้นจะมาจากฐานันดรต่ำหรือแม้แต่ทาสก็ตาม
นี่จะเรียกว่าเป็นข้อดีของสายพลังจิตก็ได้
หากเราเกิดไม่ถูกวรรณะอย่างน้อยหากเราเกิดมามีพลังจิต
เราก็ยังมีสิทธิมีสถานะสังคมสูงกว่าคนอื่นๆ
ผมจะใช้มุกเดิมที่ใช้มาตลอดคือ
รวบรวมคนที่มีพลังจิตเก่งๆมาเป็นกองทหารส่วนตัวของผม
นี่คือข้อดีของการมีโคลอสเซี่ยมขนาดยักษ์ที่ลงทุนเงินไปจำนวนมากในตอนแรก
มันทำให้เราได้ฮีโร่ยูนิทในสายการต่อสู้ได้ง่ายดายและรวดเร็วรวมไปถึงราคาถูกกว่าการไม่มีโคลอสเซี่ยม
แถมสามารถทำให้ได้แต้มทางการเมืองและความสุขของประชาชนเพิ่มมากขึ้นได้อีกต่างหาก
มีแต่ข้อดีใช่ไหม?
ข้อเสียมันคือ
มันไม่ได้ช่วยผมในการเพิ่มค่าวิจัยเทคโนโลยี!!!
พูดแบบภาษานิยายแนวสามก๊กคือ
ตัวท่านทำเช่นนี้จักได้แต่ผู้ทรงกำลังแต่หาได้ผู้ทรงปัญญาไม่
แต่ก็นั่นล่ะ
วัฒนธรรมรักการประลองคือสิ่งท่ำทให้ผมรอดชีวิตมาจากพวกสิ่งน่ากลัวต่างๆในอวกาศมาได้เพราะมันแปลว่าอย่างน้อยผมจะมีทหารองครักษ์เก่งๆอยู่ข้างผมเสมอนั่นเอง
(ส่วนการวิจัยที่ยังไม่ค่อยกระเตื้องก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)
ผมถึงได้เจ็บปวดทุกครั้งที่ใช้แต้มการเมืองไปเพื่อการวิจัยนั้นทำได้อย่างยากลำบากในทุกขั้นตอน
แต่หากออกคำสั่งในสิ่งที่ประชาชนของผมชอบอย่างความบันเทิงหรือการสร้างทาสหรือจัดงานเลี้ยงประลอง
ประชาชนกลับชอบมากขึ้น
จนบางครั้งว่าผมคิดว่าตนเองทำผิดหรือเปล่า?
ทำไมคนในจักรวรรดิของผมถึงได้เกลียดการวิจัยกันขนาดนั้น?
มายุคอวกาศออกแนวโลกอนาคตทั้งที
ประชาชนก็ชอบร้องรำทำเพลงประลองยุทธมากกว่าการศึกษาหาความรู้หรือนี่?