เจ้าภูแสน เห็นกิริยาและความกระปรี้กระเปร่าของอลินตาที่เหมือนอัดยาบ้ามาหมดทั้งประเทศก็อดแอบคิดในใจไม่ได้ร่างระหงแสนจะอรชรอ้อนแอ้นขนาดนั้น แต่ทว่า..ถึกยิ่งกว่าวัวต่างของนายฮ้อยขนสินค้ากลางป่าเสียอีก อลินตาเดินสำรวจต้นไม้ไปเรื่อยๆโดยเฉพาะต้นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ กระทั่งสัปเหร่ออุ่นพรหมเดินมาหยุดบริเวณริมน้ำตกท่ามกลางป่าใหญ่ก่อนจะชี้มือขึ้นไปบนต้นไม้
“นั่นห้างของพวกพรานป่าแน่นหนาพอสมควร เดี๋ยวต้องสร้างห้างเพิ่มอีกสักห้างหนึ่งแล้วแบ่งกันขึ้นไปพักห้างละสามคน” ทุกคนรับรู้และพยักหน้าเข้าใจเมื่อได้ยินสัปเหร่ออุ่นพรหมพูดแบบนั้น เจ้าภูแสนก็พูดขึ้นบ้าง
“ข้า ท่านอาจารย์และชัยยันต์ จะอยู่ด้วยกัน ส่วนสัปเหร่ออุ่นพรหม อลินตา และอวยชัยอยู่อีกห้างหนึ่ง”เจ้าภูแสนพูดพลางส่งสายตาเป็นสัญญาณให้หนานเมืองอินทร์เห็นด้วยกับตนเนื่องจากเจ้าภูแสนจะเล่าเรื่องที่เพิ่งพูดคุยกับเจ้าหลวงแสนยาศักดิ์ ซึ่งพลั้งปากบอกว่าแพงอรยังมีชีวิตอยู่และจะพาไปเข้าเฝ้าต่อหน้าพระพักตร์อีกด้วยและเจ้าภูแสนก็ต้องการขอคำปรึกษาจากโหรหลวงหนานเมืองอินทร์ว่าควรจะทำเช่นไรต่อไปดี
ทางด้านอลินตาก็ไมได้ยี่หระหรือใส่ใจว่าตนจะต้องอยู่ห้างกับใครแต่สิ่งที่เจ้าหล่อนกำลังสนใจคือการเดินสำรวจต้นไม้ต้นนั้นต้นนี้ด้วยความชิลทำราวกับว่ามาพักผ่อนตากอากาศแต่กระนั้นการกระทำทุกอย่างของอลินตาก็ไม่เคยออกนอกสายตาเจ้าภูแสนและหนานเมืองอินทร์เลย
อีกด้านหนึ่งกลุ่มของหมอผีจ้อมขิ่นก็รุดหน้าไปไม่ไกลจากกลุ่มของหนานเมืองอินทร์มากนักเพียงแต่ว่าอยู่คนละทิศเท่านั้นเอง ขณะที่หมอผีจ้อมขิ่นเดินเข้าป่าไปเรื่อยๆหมอผีร้ายก็ใช้มีดกรีดไปยังต้นไม้ทุกต้นที่ตนเดินผ่านส่วนปากก็พึมพำคาถากำกับไปด้วยเพื่อทำการสะกดป่าและรุกขเทวดาตลอดทาง หมอผีจ้อมขิ่นมีสีหน้าเหี้ยมเกรียมหากใครมีคาถาอาคมแกร่งพอหรือมีหูอันเป็นทิพย์ ก็จะได้ยินเสียงกรีดร้องทุกครั้งที่มีดปลายแหลมของหมอผีในคราบสัตว์ร้ายตนนี้กรีดไปบนเปลือกไม้และหลังจากที่หมอผีจ้อมขิ่นเดินจากไป รอยการกรีดนั้นก็ปรากฏเป็นเลือดสีแดงสดไหลรินลงมาเป็นทาง..
อลินตายืนนิ่งอยู่หน้าต้นไม้ขนาดหลายคนโอบต้นหนึ่งโดยยืนหันหลังให้ทางด้านกลุ่มของพวกผู้ชายที่กำลังช่วยกันขนไม้ขึ้นไปประกอบเป็นห้างสำหรับพักค้างแรมเจ้าภูแสนที่แม้จะช่วยทุกคนทำห้างยุ่งๆ อยู่นั้น ทว่าสายตากลับเฝ้ามองไปทางอลินตาตลอดซึ่งมีหรือที่อลินตาจะไม่รู้ว่ากำลังถูกจับตามอง แต่ตอนนี้หญิงสาวต้องปล่อยผ่านเพราะหน้าที่ตรงหน้าสำคัญกว่าเยอะอลินตาหยิบก๋วยที่สะพายหลังอยู่มาวางลงก่อนจะเปิดฝาก๋วยออก มองลงไปในก๋วย โอ๊ววว!. คุณพระคุณเจ้า อุปกรณ์ปราบผีสะบึมป่ามาก
แทนที่จะมีเครื่องแต่งตัวแป้ง หวี ลิปสติก เครื่องมือการเดินป่า แต่เปล่าเลยข้างในก๋วยของอลินตามีสายสิญจน์ ข้าวสาร น้ำมนต์ หลอดเก็บวิญญาณกุมาร และโหงพรายยันต์สีน้ำเงิน สีแดงและสีขาว ม้วนรวมกันเป็นอย่างดี ไหนจะมีดสั้น มีดยาว กรรไกรทรงแปลกประหลาดและอีกเยอะที่มันสวนทางกับหน้าตาและรูปร่างอันแสนจะบอบบางแบบฉบับคุณหนูผู้เลอโฉมอลินตามองลงไปในก๋วยแล้วยิ้มกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะพูดเสียงหนักแน่น
“ฉันมาที่นี่ไม่ใช่มาเพื่อถูกล่าแต่ฉันมาเพื่อล่าพวกแกต่างหาก!!” พูดจบเจ้าหล่อนก็ปิดฝาก๋วยพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบใบไม้รอบๆต้นไม้ใหญ่นั้นขึ้นมาก่อนจะหลับตาพึมพำแล้วเป่าพรวดเดียว จากนั้นก็เดินไปยังต้นไม้อันเป็นที่ตั้งห้างของกลุ่มตัวเองในคืนนี้แล้วโปรยใบไม้นั้นลงบนพื้น ส่วนในปากก็เคี้ยวหมากฝรั่งไปหยับๆราวกับเป็นเด็กฝรั่งมังค่า
“ปลุกเสกอะไรอยู่..”น้ำเสียงอันหนักแน่นแต่สุขุมของหนานเมืองอินทร์เอ่ยขึ้นทางด้านหลังของอลินตาหญิงสาวรีบหันกลับมาอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจที่อยู่ๆหนานเมืองอินทร์ก็โผล่มาจากทางด้านหลังของเธอด้วยความเงียบกริบ
“ก็เสกคาถาป้องกันพวกเรานิดหน่อยเหมือนที่ปู่ชวดกำลังทำอยู่นั่นแหละค่ะ” อลินตาพูดพลางจิกสายตาไปยังมือของหนานเมืองอินทร์ที่ถือไม้เล็กๆเอาไว้ซึ่งหนานเมืองอินทร์กำลังปักเขตหลักมนต์ทั้งสี่ทิศกันวิญญาณเข้ามาถึงตัวได้โดยง่ายแต่อลินตาที่ไม่เคยเห็นการทำพิธีกรรมแบบนี้มาก่อน และด้วยนิสัยชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่เสมอก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่อายที่ตนไม่รู้
“เขาเรียกอะไรคะ?พอจะถ่ายทอดให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ?” คำถามของอลินตาทำเอาหนานเมืองอินทร์ยิ้มอย่างพึงพอใจนี่แหละที่เรียกว่าน้ำไม่เต็มแก้วอย่างแท้จริงคนเราต้องพร้อมที่จะเรียนรู้อยู่เสมอและไม่หยิ่งทะนงว่าตัวเองเป็นผู้มีความรู้อยู่แล้วหนานเมืองอินทร์พูดอย่างอารมณ์ดี
“ตอนนี้ข้ายังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าข้ากับเจ้าสืบเชื้อสายเป็นญาติทางสายเลือดกันจริงๆ หรือไม่แต่ข้าจะสอนพิธีกรรมการปักเขตหลักมนต์ให้เจ้า แค่เจ้าแบมือแล้วค้อมหัวเพื่อขอรับวิชานี้จากข้า”อลินตากลอกตามองบนก่อนพึมพำ
“ตรวจดีเอ็นเอก็สิ้นเรื่องนะคะเดี๋ยวขากลับขอเส้นผมโหรหลวงกลับบ้านไปด้วยดีกว่า” อลินตานั้นค่อนข้างมั่นใจว่าหนานเมืองอินทร์คนนี้แหละคือต้นตระกูลของเธอตั้งแต่แรกพบแล้วเพราะไม่มีใครอ่านใจเธอออกอย่างถ่องแท้หากว่าไม่ใช่ญาติสืบสายเลือดทางตรงที่มีวิชาอาคมและญาติผู้สืบทอดชะตาหมอผีจากรุ่นสู่รุ่นซึ่งอลินตาก็ยังคงต้องหาคำตอบต่อไปว่าเพราะเหตุใดตระกูลของเธอจึงต้องสืบเชื้อสายการเป็นหมอผีเรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบัน
แต่เอาน่า..ก็ยังดีกว่าสืบเชื้อสายกระสือละกัน และโหรหลวงหนานเมืองอินทร์คือคนแรกที่อ่านใจเธอได้อย่างละเอียดยิบจนเธอต้องมีสมาธิคอยระงับความคิดต่างๆ ไปอีกชั้นด้วย เพื่อไม่ให้โหรหลวงหนานเมืองอินทร์รู้ความคิดของเธอไปหมดทุกเรื่อง
หนานเมืองอินทร์และอลินตาเริ่มคุยกันถูกคออลินตารู้สึกดีใจที่ได้รับวิชาใหม่ๆ มาสู่ตนเอง ในขณะนั้นเจ้าภูแสนก็ลอบมองอลินตาด้วยความรู้สึกที่แปลกๆความรู้สึกนี้เจ้าภูแสนยังไม่แน่ใจว่าคืออะไร แต่ที่แน่ๆ ทำไมเพลินตา หญิงสาวเบื้องหน้ามีความมุ่งมั่นฉลาดทันคน ไม่ปล่อยเนื้อปล่อยตัว และค่อนข้างมีความรู้สึกหนักแน่นทางด้านจิตใจแม้สาวๆในคุ้มในเมืองไม่ว่ายุคนี้หรือสมัยปัจจุบันต่างเคลิ้มไปกับรูปร่างหน้าตาของเขาทั้งนั้น
แต่กับอลินตาผิดทั้งหมดอลินตามักมองเขาด้วยทีท่าเย็นชาและเมินเฉย ไม่มีกิริยาออดอ้อนเชิญชวนหรือแม้แต่เรียกร้องความสนใจเช่นหญิงที่สนใจชายหนุ่มหน้าตาดีมีฐานะทั่วไปที่ผ่านมาผู้หญิงทุกคนจะคอยมองและคอยสนใจเขามาโดยตลอดแต่กับอลินตาแม้แต่หางตาเธอก็ไม่เคยปรายมาทางเขาเลยและกลายเป็นเขาที่ต้องคอยมองตามเธอไม่ว่าเธอจะทำอะไรอยู่ก็ตามมันอยู่ในความสนใจเขาทั้งสิ้นหรือเพราะอลินตาหน้าเหมือนแพงอร เจ้าภูแสนพยายามหาข้ออ้างมาลบล้างความสนใจที่มีต่ออลินตาแต่กระนั้นจิตใจของเจ้าภูแสนก็แอบกังวล หรือเบ้าหน้าจะไม่หล่อในสายตาของอลินตากันแน่เอาล่ะสิองค์รัชทายาทที่แสนเย็นชาและหยิ่งยโสแอบไม่มั่นใจในตัวเองเสียแล้ว
“เอาล่ะทุกคนทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย เพราะหลังจากขึ้นห้างแล้ว คืนนี้ทั้งคืนห้ามใครลงมาจากห้างเป็นอันขาดจนกว่าตะวันจะขึ้นในวันพรุ่งนี้”น้ำเสียงของสัปเหร่ออุ่นพรหมสั่งเฉียบขาดตามประสาพรานป่าที่เคยเข้าดงพงไพรมานักต่อนัก
ความมืดเริ่มมาเยือนทุกทีอลินตารีบแว้บไปอาบน้ำชะระร่างกาย กินข้าวกินน้ำเติมพลังให้กับตัวเอง คนอื่นๆ ก็เช่นเดียวกันและแล้วเมื่อตะวันแสงสุดท้ายลับขอบฟ้าทุกคนก็ขึ้นไปบนห้างซึ่งเป็นไม้ขัดอยู่บนต้นไม้สูงใหญ่ แม้ทั้งสองห้างจะไม่ได้อยู่ติดกัน แต่ก็มองเห็นกันได้ถนัดชัดเจน...