ย้อนเวลามาปลูกผักในวันที่โลกล่มสลาย

    ชู ชู ชู หิว!

    ชู ชู ชู ชู ชู ชู

    ชู ชู ชู ชู ชู ชู ชู ชู ชู

    ชู ชู ชู

    ชู ชู ชู ชู ชู ชู ชู ชู ชู ชู ชู ชู

     

    ตั้งแต่ที่พวกหัวกะหล่ำปลีขึ้นรถมาพวกนี้พูดไม่หยุด พูดจนสมิธสงสัยว่าพูดอะไรกันทำไมถึงไม่หยุดพักบ้าง ซึ่งคำตอบที่สมิธได้หลังจากถามกรีนชิลดคือ พวกนี้กำลังร้องเพลงสรรเสริญให้กับสมิธพระเจ้าองค์ใหม่ของพวกมัน! สมิธที่รู้แบบนี้ก็ได้แต่ปล่อยไม่อาจบอกให้หยุดได้เพราะครั้งก่อนที่เขาทำท่าก้มหัวซึ่งเป็นท่าบอกปฏิเสธของพวกกะหล่ำปลีพวกนี้ยังรู้แย่ ถ้าสมิธขัดพวกนี้อีกครั้งพวกหัวกะหล่ำคงเหี่ยวเฉา

     

    “สมิธใกล้ถึงหรือยัง?” กรีนชิลดถามว่าตอนนี้ใกล้ถึงหรือยังเพราะตอนนี้ร่างของมันจะเป็นหนึ่งเดียวกับเบาะรถอยู่แล้ว นั่งติดต่อกันหลาย 10 ชั่วโมงโดยไม่ทำอะไร

     

    “ใกล้แล้วได้สักประมาน 70% แล้ว เดี่ยวนอนอีกสักคืนตื่นเช้ามาขับต่ออีกชั่วโมงกว่าๆก็น่าจะถึง” สมิธเองก็เบื่อและเมื่อยเหมือนกันที่ต้องขับและนั่งอยู่บนเบาะเพียงอย่างเดียว แต่ทำไงได้โลกในตอนนี้ยังไม่เจอปรากฏการณ์อาติเเฟค ปรากฏการณ์ที่จะทำให้โลกค้นพบและสามารถใช้งานอุปกรณ์สุดวิเศษได้ หากมีอาติเเฟคประเภทเคลื่อนที่สมิธคงไปถึงฟาร์มแห่งนั้นได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

     

    “วันนี้คงต้องนอนบนรถ ฉันขับต่อไปไม่ไหวแล้ว” สมิธพูดออกมาพร้อมกับถอนมือออกจากพวงมาลัยและถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อย ตอนนี้รถจอดอยู่ที่ปั้มน้ำมันซึ่งมีจุดที่สามารถจอดได้นานเท่าไหร่ก็ได้สมิธจึงตัดสินใจนอนบนรถตรงนี้แหละเขาขับต่อไปหาโมเตลหรือโรงแรมไม่ไหวแล้ว ยิ่งกว่านั้นพวกชูคงไม่ได้รับอณุญาตให้เข้าพักด้วย

     

    “ข้ายังไงก็ได้” กรีนชิลดไม่เดือดร้อนหรือติดขัดอะไรที่ต้องนอนบนรถ

     

    “พวกชูคงเหนื่อยน่าดูรองเพลงติดต่อกันหลายชั่วโมงโดยไม่พัก” สมิธรู้สึกเอนดูพวกชูมากเพราะรวมๆแล้วนิสัยเหมือนเด็กไม่มีผิด อย่างในตอนนี้พวกชูที่กำลังหลับอยู่ก็เหมือนกับเด็กไม่มีผิดคือนอนไม่เป็นท่า นอนด้วยท่าทางอิสระอย่างซันเดย์คนพ่อนอนหงายแขนขากางอย่างกับทำท่านางฟ้าหิมะหรือมันเดย์พี่ชายคนโตสุดก็นอนด้วยท่าหลังพิงเบาะคอตก

     

    “ชู?” กรีนชิลดพูดออกมาด้วยความสงสัยว่าอะไรคือชู

     

    “ก็พวกนี้ไงจะให้เรียกโดยรวมว่าพวกกะหล่ำปลีมันก็ยังไงอยู่ อีกอย่างพวกนี้ก็พูดได้แต่คำว่าชูจะเรียกว่าชูสะดวกกว่าเยอะ” สมิธตัดสินใจเรียกพวกหัวกะหล่ำปลีแบบรวมๆว่าชู

     

    “ราตรีสวัสกรีนชิลด”

     

    สมิธกล่าวราตรีสวัสก่อนจะเอนเบาะรถเล็กน้อยแล้วนำเสื้อสำรองมาห่มเป็นผ้าห่มจากนั้นก้หลับตานอน…

     

    ชู ชู ชู ชู ชู ชู ชู ชู ชู ชู ชู ชู ชู ชู ชู ชู ชู ชู ชู ชู ชู ชู ชู ชู!!!!!!!!!!!!!!!

     

    สมิธถูกปลุกด้วยเสียงของเหล่าชู เขามองไปที่กระจกซึ่งตอนนี้เช้าแล้วแสงแดดเริ่มสาดส่อง สมิธกไม่รู้เหมือนกันว่าพวกชูร้องแบบนี้เพราะอะไรเขาจึงปลุกกรีนชิลดและถาม

     

    “พวกนี้ก็แค่หิวแสงแดด” กรีนชิลดตอบออกมาอย่างงัวเงีย

     

    “พวกเธอหิวสินะ ได้!ได้!” สมิธรีบเปิดประตูรถให้และหลังจากประตูรถถูกเปิดเหล่าชูก็พากันลงจากรถอย่างรวดเร็ว ซึ่งตอนนี้พวกชูสามารถ เดิน กระโดด วิ่ง เคลื่อนไหวได้ตามปกติแล้วต้องขอบคุณรองเท้าดีๆจากรีนชิลด

     

    สมิธที่อยากรู้ว่าพวกชูทำไงจึงรถจากรถตามไปดูและภาพที่สมิธเห็นคือเ หล่าชูเงยขึ้นมองไปยังทิศทางของดวงอาทิตย์ ยกแขนสูงชี้ไปทางดวงอาทิตย์เช่นเดียวกัน สองเท้าเล็กที่มันเป็นใบไม้ยื่นอย่างมั่นคง จากนั้นหลับตา...

     

    สีผิวของดอกกะหล่ำ เถาวัลย์ตามร่างกาย หรือแม้แต่มือและเท้าที่เป็นใบไม้ เริ่มกลับมาสีสดและอุดมสมบูรณ์หลังจากได้รับแสงแดด

     

    “ว้าวสุดยอด!” สมิธถึงกับหายง่วงเมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า จากพวกชูที่ดูเริ่มจะเหี่ยวเฉากลับมาดูแข็งแรงได้ในเวลาไม่กี่นาทีหลังจากได้รับแสงแดด

     

    ชู ชู ชู ชู ชู ชู

    ชู ชู 

    ชู ชู ชู ชู 

     

    เมื่อพวกชูได้รับแสงแดดเป็นที่เรียบร้อยพวกนี้ก็กลับมาครึกครื้นอีกครั้ง

     

    สมิธที่หายง่วงแล้วจึงหยิบของใช้ส่วนตัวแล้วเข้าไปภายในห้องอาบน้ำสาธารณะที่อยู่ภายในปั้มแห่งนี้ สมิธได้พาพวกชูไปอาบน้ำด้วยเพราะไหนๆก็ได้รับแดดแล้วต่อไปก็รับน้ำด้วยไปเลยแล้วกัน หลังจากอาบน้ำเสร็จสมิธก็แวะเข้าร้านค้าซื้อของกินให้ตัวเองและกรีนชิลด จากนั้นก็เติมน้ำมันรถให้เต็มถังแล้วสตาร์ทรถมุ่งสู่ฟาร์มแห่งนั้นในทันที

     

    ขับมาอย่างต่อเนื่องชั่วโมงกว่าจนสมิธกมองเห็นป้ายเมืองที่ตั้งฟาร์ม ขับเข้ามาภายในเมืองอีกไมกี่นาทีและในที่สุด...

     

    “พวกเรามาถึงแล้ว”

     

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาปลูกผักในวันที่โลกล่มสลาย ที่คุณอ่าน