“เมฆฝนนะซิครับ ตั้งเค้ามาทางโน้น ไม่รู้ว่าจะมาถึงเราหรือเปล่า” น้ำใสมองตามมือของลุงที่ชี้ไปยังอีกฝั่งของทะเลอันเวิ้งว้าง
“อ้าว แต่วิทยุเค้าบอกว่าวันนี้อากาศดีนี่คะ” น้ำใสแย้งหล่อนเพิ่งฟังพยากรณ์อากาศจากวิทยุท้องถิ่นที่กระจายเสียงตามลำโพงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของโรงแรมว่าอากาศดีเหมาะแก่การออกเรือ แล้วนี่มันยังไงพยากรณ์อากาศซึ่งได้ข้อมูลมาจากดาวเทียมกับประสบการณ์อันช่ำชองของลุงชาวเลแก่ ๆ คนหนึ่งมันไม่ตรงกันหล่อนจะเชื่อใครดี
แล้วเมฆฝนที่ลุงว่าน้ำใสมองตามมือแล้วไม่รู้สึกว่าจะมีอะไรเลยก็แค่ก้อนเมฆก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งเท่านั้นอาจจะดูใหญ่ไปนิด สีคล้ำไปหน่อย แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะเป็เมฆฝนได้เลย
“ก็ทะเลหล่ะครับคุณหนู เอาแน่ไม่ได้” ลุงลากเสียงยาวตรงท้ายประโยคพร้อมกับแสดงสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะพูดต่อว่า
“แต่คุณหนูไม่ต้องกลัวนะครับ ลุงกับเ้านี่อยู่กันมาทั้งชีวิตแล้วคุณหนูเชื่อมือลุงเถอะ”
ชายสูงวัยร่างผอมหากแต่ดูแกร่งพูดออกมาด้วยความมาดมั่น เหมือนมีความมั่นใจมาก แต่น้ำใสกลับไม่รู้สึกแบบนั้นเลยสักนิดไม่รู้ว่าคำพูดปลอบใจที่เปล่งออกมาเมื่อครู่จากปากของลุงนั้น ลุงปลอบใจใครกันแน่ อาจจะปลอบใจน้ำใสกับสุดาทิพย์ และเผลอ ๆ อาจจะปลอบใจตัวเองด้วยเป็แน่ น้ำใสคิด น้ำใสเห็นลุงเม้มปาก มือกำพวงมาลัยเรือจนแน่น
อย่างมากฝนก็ตกหนักหน่อยคงไม่ถึงกับพายุหรอกน่า คนที่อยู่กับทะเลมาทั้งชีวิตนึกในใจแม้จะรู้สึกไม่ดีกับเมฆฝนที่ตั้งเค้าอยู่เบื้องหน้าจึงเอื้อมมือไปหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมากดเบอร์ด้วยความคล่องแคล่วยกวิทยุขึ้นจนชิดใบหน้า แล้ว กรอกเสียงถามไปว่า
“เฮ้ย จันทร์แรมพูด จากเรือจันทร์แรม ทราบแล้วเปลี่ยน ได้ยินมั๊ย นี่จันทร์แรมพูด”
“ได้ยินแล้ว” เสียงอู้อี้ขาด ๆ หายตอบกลับมา
“จันทร์แรมกำลังมุ่งหน้าไปเกาะคราม แต่เห็นพายุฝนตั้งเค้ามาทางทิศเหนือ ขอเช็คหน่อยว่าฝนจะตกหนักประมาณไหน”ลุงหลีกเลี่ยงที่จะไม่ใช้คำว่าพายุถ้าใช้คำว่าพายุมันจะดูน่ากลัวเกินไป
“น่าจะหนัก เพราะทางนี้ฝนตกหนักแล้ว และดูท่าทางของกระแสลมแล้วคาดว่ามันกำลังพัดไปทางโน้น” เสียงตามสายตอบกลับมาไม่เป็ที่น่าพอใจนัก
“โอเค ขอบใจมาก จะได้เตรียมตัวป้องกัน” ลุงปิดสวิตช์เครื่องมือสื่อสารแต่ยังไม่ทันที่จะได้หันไปบอกลูกค้า น้ำใสกลับเดินเงียบ ๆออกมาั้แ่บทสนทนาจบลงตรงที่กระแสลมกำลังพัดฝนมาทางนี้แล้ว
สุดาทิพย์เห็นเพื่อนสาวเดินหน้าเครียดออกมาจากห้องคนขับความกังวลใจจึงเริ่มคุกรุ่น
“มีอะไรหรือน้ำ” สุดาทิพย์ะโถามแข่งกับเสียงคลื่นลมและเสียงเครื่องยนต์น้ำใสรู้สึกไม่ดี ก่อนจะตอบเพื่อนสาวด้วยเสียงที่ดังไม่ต่างกันว่า
“ทิพย์เห็นเมฆฝนด้านโน้นมั๊ย” น้ำใสชี้มือไปในทิศทางเดียวกับที่ลุงชี้ให้หล่อนดูเมื่อครู่ ่ระยะเวลาแค่ไม่กี่นาที สีของเมฆเปลี่ยนไปเป็คล้ำขึ้น เห็นทีน้ำใสคงต้องเปลี่ยนความคิดซะแล้วว่าประสบการณ์น่าจะแม่นกว่าเทคโนโนโลยี
“เห็น ทำไมเหรอ” สุดาทิพย์ถามไปแบบนั้นทั้งที่ในใจรู้ดีว่าตนเองกับเพื่อนอาจจะกำลังเผชิญกับสิ่งที่น่าหวาดหวั่น ฝนอาจจะตกหนักถ้าเป็บนบกหรือเป็ถนนหล่อนคงไม่ยี่หระ แต่นี่มองไปทางไหนก็เจอแต่น้ำเจอแต่ทะเลแล้วก็ความเวิ้งว้าง ความกลัวมันจึงแผ่ซ่านเข้ามาอย่างรวดเร็วและรุนแรง
“ลุงบอกว่ามันคือเมฆฝนที่อาจจะกำลังมาถึงพวกเรา”
“ว้าย แย่แล้ว แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะน้ำ” สุดาทิพย์ร้องเสียงหลงเมื่อความคิดหล่อนเป็จริงน้ำใสเดินเข้าไปใกล้สุดาทิพย์ หญิงสาวยกมือขึ้นโอบไหล่เพื่อนเพื่อปลอบใจ
“ใจเย็น ๆ อย่าใ คงไม่มีอะไรหรอก แค่ ฝนตก ก็เท่านั้น”
“แต่นี่มันกลางทะเลนะน้ำ ถ้าเรือล่มเราจะทำยังไง” สุดาทิพย์ถามเสียงรัว
“คงไม่ร้ายแรงอะไรนักหรอก ถึงฝนจะตก แต่เรือลุงออกจะแข็งแรง คงไม่เป็อะไรง่ายๆ อีกอย่าง นี่ก็ใกล้จะถึงเกาะฝั่งโน้นแล้ว" น้ำใสย้ำเสียงดังขึ้นหวังให้เพื่อนและตัวเองรู้สึกดีขึ้น
“น้ำคิดแบบนั้นเหรอ” สุดาทิพย์ยังไม่คลายกังวล
“ใช่ เราต้องปลอดภัย เราต้องไม่เป็อะไร น้ำเชื่ออย่างนั้น” น้ำใสกระชับวงแขนเพื่อนเข้ามาใกล้จนไหล่ชิดกัน สุดาทิพย์ห่อไหล่ หันมองหน้าเพื่อนที มองไปยังก้อนเมฆเ้าปัญหาที
ลุงเแก่เ้าของเรือจันทร์แรมยังคงมุ่งมั่นบังคับเรือโดยใช้ความเร็วค่อนข้างสูงเพื่อจะได้ถึงที่หมายให้ไวขึ้นและหวังให้หนีเ้าเมฆก้อนนั้นได้พ้น แม้จะมืออาชีพอยู่กับเรือกับทะเลมานาน แต่เวลาฝนตกหรือมีลมพายุมันก็ไม่สนุกเลย แกยังคงบังคับพวงมาลัยไปพลางตาเหลือบมองไปทางด้านที่มีเมฆฝนไปพลาง เวลาผ่านไป เรือยังคงแล่นไปเมฆฝนก็ดูท่าจะก้อนใหญ่ขึ้น สีเข้มขึ้นท้องฟ้าที่เคยเป็สีฟ้าใสเริ่มเปลี่ยนกลายเป็สีเขียวรำไร ขืนดื้อไปไม่ดีแน่ประสบการณ์สอนให้แกต้องตัดสินใจแกล็อกพวงมาลัยให้อยู่นิ่งเพื่อให้เรือเดินหน้าไม่เฉไปเฉมาจากนั้นเดินออกจากห้องคนขับไปด้านหน้าของเรือตรงที่สองสาวนั่งอยู่
“คุณหนูครับ คุณหนู”
“คะ มีอะไรคะลุง” น้ำใสเงยหน้าขานรับ
“พายุจะมาถึงเราแล้วใช่มั๊ยคะ” สุดาทิพย์ถามเสียงสั่น
“ก็ เอ่อ น่าจะเป็แบบนั้นครับ” เ้าของเรือผู้ช่ำชองยอมรับ
“แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะคะลุง” น้ำใสถามเพื่อหาทางแก้ปัญหา
“ผมคิดว่าถ้าเราไปต่อ เราอาจจะโดนพายุฝนเล่นงานเอาก็ได้ไอ้ผมกับเรือน่ะผมไม่กลัวหรอก พอลุ้น แต่มีคุณหนูสองคนด้วยนี่ซิ”
“ลุงเห็นว่าเราควรทำยังไงคะ” น้ำใสซัก
“ผมก็เลยมาถามคุณหนูนี่ไงครับว่าคุณหนูจะยังยืนยันที่จะไปเที่ยวเกาะนั้นอยู่หรือเปล่า ถ้าไม่ผมจะได้หันหัวเรือกลับ คิดว่ากลับตอนนี้ยังทัน”
“น้ำ กลับเถอะ นะ” สุดาทิพย์เขย่าแขนน้ำใสหญิงสาวหน้าเสีย น้ำใสตบหลังมือเพื่อนให้กำลังใจก่อนหันไปปรึกษาลุงต่อว่า
“แล้วลุงคิดว่าเราควรจะกลับหรือว่าไปต่อคะ ถ้าไปต่อลุงแน่ใจว่าจะสามารถบังคับเรือฝ่าพายุจนถึงเกาะได้หรือเปล่า” น้ำใสเริ่มไม่สนุกเมื่อเห็นว่าเหตุการณ์ชักจะเลวร้ายกว่าที่หล่อนคิด
“ผมไม่มั่นใจเลยครับคุณหนู ถ้าตัวคนเดียวผมคงลุยไปแล้วเพราะผมก็มั่นใจในฝีมือของผมเหมือนกัน แต่นี่” ลุงแก่อึกอักพูดประหนึ่งว่าสองสาวเป็ตัวถ่วง
น้ำใสหันมองสุดาทิพย์ที่ส่งสายตาเว้าวอนทำให้หญิงสาวจำต้องตัดสินใจได้ว่าควรทำอย่างไร