เกิดใหม่มาเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว

    บทที่ 60 คำขอร้องจากลู่หยาง

            บทที่60 

            คำขอร้องจากลู่หยาง 

            ทหารผู้ที่มาส่งสารการทำการรับจดหมายที่ถูกส่งจากท่านแม่ทัพกลับมาแล้วก็รีบวิ่งออกจากสถานที่แห่งนี้อย่างรวดเร็ว 

            ลู่หยางที่เพิ่งก้าวเข้ามาภายในนี้แสดงใบหน้าประหลาดใจดวงตาของเขามองร่างของทหารผู้นั้นที่วิ่งผ่านหน้าของตนเองหลังจากนั้นเขาก็เดินเข้าหาไป๋เฟิ่ง 

            ลู่หยางหย่อนกายของตนเองนั่งลงที่เก้าอี้เบื้องหน้าของนาง“ ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องบางอย่างสินะ ”

            ไป๋เฟิ่งปรายสายตาอันเฉียบคมของตัวเองมามองที่ลูกยางจากนั้นก็ทำการกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“ เรื่องราชการไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า ”

            ลู่หยางยักไหล่ทั้งสองข้างของตนเองจากนั้นเขาก็ยื่นใบหน้าของตนเองเข้าไปเล็กน้อยกล่าวขึ้นด้วยใบหน้าที่จริงจัง“ ข้ามีเรื่องที่อยากจะขอร้องเจ้าในวันนี้หลังจากที่ทำการรักษาบาดแผลของเจ้า ”

            ไป๋เฟิ่งกระพริบตามองแต่ก็ไม่ได้กล่าวอันใด 

            … 

            ยามราตรีหลังจากที่ทานอาหารค่ำเสร็จลู่หยางส่งบุตรสาวของตนเองเข้านอนหลังจากนั้นก็เข้ามาหาไป๋เฟิ่ง 

            การรักษาได้เริ่มขึ้นลู่หยางเพิ่มการรักษาของตนเองโดยเขานั้นใช้วิธีการรักษาหลากหลายแบบในการรักษานาง

            โดยทั่วไปแล้วการรักษาอาการบาดเจ็บถ้ามันบาดเจ็บไม่ได้หนักหนานะก็จะเลือกทางที่กินยาหรือว่าการรักษาเป็นไปตามอาการ

            คำว่าในตอนนี้พิษสะสมภายในร่างกายของไป๋เฟิ่งมีมากมายแถมยังสะสมมาเป็นเวลานาน การรักษาด้วยวิธีการเดียวคงจะไม่ได้ผล

            ลู่หยางเลือกใช้วิธีการหลายๆอย่างในการรักษาการฝังเข็มถอนพิษการใช้โอสถในการถอนพิษและก็การเดินลมปราณหลายๆอย่าง

            เขาใช้ศาสตร์การแพทย์ที่ตนเองเรียนรู้มาทั้งหมดในการรักษาอาการบาดเจ็บของไป๋เฟิ่ง 

            ในทุกๆวันต้องทำการรักษาเป็นเวลาประมาณสองชั่วยามและต้องรักษาติดต่อกันทุกๆวันซึ่งไม่สามารถบอกได้ว่าจะใช้เวลาเท่าใดถึงสามารถทำการรักษาอาการบาดเจ็บที่ฝังรากลึกภายในร่างกายเป็นเวลานานให้หายไป

            ลู่หยางลองดูจากการรักษาเขาคิดว่าคงจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองเดือนอย่างแน่นอน

            ลู่หยางไม่จำเป็นจะต้องกังวลเพราะว่าแม่นางผู้นี้อดทนราวกับว่าตนเองเป็นท่อนไม้ใหญ่ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีใดนางก็ไม่ได้ส่งเสียงกรีดร้องออกมาหรือว่าแสดงท่าทางต่อต้านหรือแม้แต่น้อย

            ช่วงสุดท้ายในการรักษาคือช่วงเวลาการฝังเข็มดึงพิษไป๋เฟิ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงด้วยท่าทางนอนคว่ำแผ่นหลังสีขาวดุจหยกกระเบื้องถูกเปิดออกเผยให้เห็นรอยเขียวช้ำอมม่วงบริเวณแผ่นหลังของนาง 

            เข็มเงินจำนวนหลายสิบเล่มถูกปักลงไปที่รอยเขียวช้ำอมม่วงบริเวณแผ่นหลัง

            ลู่หยางที่กำลังยืนอยู่ใช้ผ้าสะอาดเช็ดมือของตนเองพลางกล่าวออกมาหลังจากที่ทำการฝังเข็มบนร่างกายของนางจนหมด“ รออีกสักหน่อยจะสามารถดึงออกได้เจ้าก็นอนนิ่งๆอย่าขยับและก็อย่าเดินลมปราณภายในร่างกายด้วย ”

            “ ลมปราณภายในร่างกายที่เจ้าทำการเดินไปมามันจะทำให้พิษภายในร่างกายแพร่กระจายได้รวดเร็วมากขึ้น”

            ไป๋เฟิ่งนอนแน่นิ่งด้วยท่าทางที่ไม่ขยับนางทำตามคำสั่งท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบงันไป๋เฟิ่งที่นอนคว่ำหน้าอยู่จึงกล่าวขึ้นมา “เรื่องที่เจ้าบอกว่ามีเรื่องที่จะคุยด้วย? ”

            ลู่หยางเมื่อได้ยินนางกล่าวขึ้นมาเช่นนั้นใบหน้าของเขาแสดงท่าทางนึกออกแล้วก็หันไปกล่าวอย่างรวดเร็ว“ เรื่องนั้นเอง เกี่ยวกับเรื่องนั้นถ้ามีเรื่องที่อยากจะขอร้องให้เจ้าช่วย ”

            “ เรื่องอันใด? ”

            “ ไปตอนนี้รู้สึกว่าเมืองต่างๆมันจะเริ่มรู้ข่าวเกี่ยวกับที่ว่าตัวของข้านั้นสามารถรักษาอาการโรคชนิดนี้ได้อีกไม่นานคงจะมีผู้คนจำนวนมากเดินทางมา สำหรับวัตถุดิบยาที่เป็นตัวสมุนไพร 2ชนิดไม่สามารถรวบรวมได้มากขนาดที่จะสามารถรับรองผู้คนมากมายขนาดนั้น”

            “ เกี่ยวกับเรื่องนี้ตัวของข้าคิดว่าเจ้าน่าจะสามารถช่วยได้ ”ลู่หยางเล่าเรื่องอย่างไม่ลังเลอันที่จริงแล้วการเอ่ยปากขอร้องควรจะมีความเกรงใจแต่ว่าที่เขาไม่เกรงใจมันก็เป็นเพราะว่าอย่างไรเสียเกี่ยวกับเรื่องราวผลกระทบที่เกิดขึ้นในตอนนี้ก็เป็นผลพวงจากสงครามที่ราชสำนักก่อขึ้น

            ภายในหัวของลู่หยางคิดว่าอย่างไรเสียตัวของนางเองก็คงจะยื่นมือช่วยเขาอย่างแน่นอน

            ไป๋เฟิ่งหลังจากที่ได้ยินคำขอร้องที่ถูกเอ่ยออกมานั่งนอนนิ่งสนิทไม่มีท่าทางตอบกลับอันใดมา

            ลู่หยางที่อยู่ด้านหลังรู้สึกประหลาดใจขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากันเขามองดูท่าทางที่นิ่งสนิทของนาง “ ไม่ได้อย่างนั้นเหรอ? ”

            ไป๋เฟิ่งที่นอนคว่ำหน้าอยู่กล่าว“ ตอนนี้ทางเข้าออกถูกปิดตายพวกข้าเองก็ไม่สามารถออกไปจากบริเวณนี้ได้ภายในราชสำนักมีขุนนางอีกจำนวนมากที่ต่อต้านให้เปิดการเดินทาง ”

            “ ในวันนี้มีข่าวสารแจ้งมาจากเมืองหลวงเกี่ยวกับเรื่องการประชุมภายในท้องพระโรงดูเหมือนว่าจะหารือกันเรียบร้อยแล้วพวกเขาอยากให้ทำการปิดเส้นทางการเดินทางไปอีกสักพัก ” 

            ลู่หยางนั่งนิ่งสนิทเขาเงยหน้าของตนเองเล็กน้อยพลางคิดบางอย่าง “ การเลือกที่จะปิดเส้นทางการเดินทางก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีทำให้โรคระบาดนั้นไม่ระบาดไปไกลแต่ว่าราชสำนักยังไม่สรุปมาเลยอย่างนั้นหรือว่าจะเอาอย่างไรกับโรคระบาดที่กำลังระบาดอยู่ในตอนนี้ ”

            “ ราชสำนักยังไม่เคลื่อนไหวแผนการในครั้งนี้คงจะเป็นแผนการที่คนพวกนั้นเตรียมการเอาไว้ ”

            “ คนพวกนั้นที่ว่าหมายความว่าอย่างไร? ”

            “ อันที่จริงแล้วราชสำนักถ้ามีเรื่องราวใหญ่โตเช่นนี้ขึ้นมาข้อควรจัดการอย่างรวดเร็วเพื่อให้เหล่าผู้คนได้รับผลกระทบน้อยที่สุดในครั้งนี้ที่ดำเนินการได้ช้าเป็นอย่างมากเป็นเพราะว่ามีคนที่คอยขัดแข้งขัดขา ”

            “ พวกขุนนางที่อยู่คนละฝั่งกับข้าอยากให้ข้าตาย ”

            ลู่หยางดวงตาของเขามองตรงไปที่นางแม้ว่าจะไม่เห็นใบหน้าของนางในยามนี้แต่เขาก็รู้ได้ในทันทีว่านางคงจะแสดงใบหน้าเรียบเฉยไม่ต่างจากเดิมสักเท่าไหร่“ ตัวของท่านเป็นถึงแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลวงเหตุใดถึงมีคนอยากให้ท่านตาย ”

            “ อำนาจมากบารมีล้น ยิ่งเก่งทางด้านบุ๋นและบู๊ชะตายิ่งสั้น ”ไป๋เฟิ่งกล่าวออกมานั่งเปรียบเทียบกับความหมายที่ว่ายิ่งมีความสามารถที่เปี่ยมล้นยิ่งมีผู้คนอิจฉาริษยา

            มีผู้คนมากมายภายในราชสำนักอยากให้นางตายเพราะว่าอิจฉาในตำแหน่งของนาง 

            ลู่หยางพอจะเข้าใจเกี่ยวกับด้านความขัดแย้งในครั้งนี้เขาพยักหน้าของตนเองจากนั้นก็ทำการกล่าว“ เข้าใจแล้วคนพวกนั้นอยากจะให้ท่านติดโรคระบาดตายอยู่ที่สถานที่แห่งนี้ใช่หรือไม่ถึงกับเอาชีวิตของผู้คนมากมายมาเดิมพัน ดูเหมือนว่าจะแค้นเคืองท่านเป็นอย่างมากเลย”

            “ ส่วนเรื่องนั้นเจ้าไม่จำเป็นจะต้องกังวลถ้าพอมีวิธีในการรวบรวมสมุนไพรมาให้เจ้าถ้าจะส่งจดหมายไปที่เมืองหลวงขอให้ท่านพ่อทำการรวบรวมสมุนไพรชนิดนั้นมาส่งให้บริเวณเขตปิดตาย”

            “ พวกเจ้าก็เพียงแค่ส่งคนไปรับสมุนไพรจากจุดนั้นก็พอ ” ไป๋เฟิ่งตอบกลับ 

            ลู่หยางยิ้ม“ ขอบคุณท่านแม่ทัพใหญ่มากที่ยื่นมือช่วยในครั้งนี้ว่าแต่ในครั้งนี้ท่านแม่ทัพใหญ่พูดจายาวกว่าทุกครั้งจริงๆ ”

            ไป๋เฟิ่งนิ่ง 

            ลู่หยางเห็นนางนอนนิ่งเขาจึงทำการเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง“ หนิงหนิงเป็นอย่างไรบ้าง ท่านดูแลนางมาสองวันแล้วเห็นว่านางเป็นเด็กอย่างไร ”

            “ นางเป็นเด็กฉลาดเฉลียวมีไหวพริบเข้ากับคนได้ง่ายแถมยังมีความคิดที่แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไปข้าคาดการณ์ว่าภายในสถานศึกษานางเองก็คงจะโดดเด่นมีความสามารถเหนือผู้อื่น ”

            “ ในวันข้างหน้าน่าจะต้องกลายเป็นคนที่มีความสามารถและสร้างชื่อให้กับตนเองอย่างแน่นอน”ไป๋เฟิ่งตอบกลับมาอย่างรวดเร็ววิเคราะห์ได้จากลักษณะนิสัยที่นางพบเจอจากเด็กน้อยผู้นั้นมาเป็นเวลาสองวัน 

            ลู่หยางลุกขึ้นแล้วก็เริ่มทำการดึงเข็มเงินที่ปักอยู่แผ่นหลังของนางออกจากนั้นก็เริ่มบทสนทนาอีกครั้ง“ ท่านแสดงท่าทางนิ่งเงียบแล้วก็เย็นชาเช่นนั้นหรือว่าไม่ชอบเด็ก ”

            “ ไม่เกลียดแล้วก็ไม่ชอบ ” ไป๋เฟิ่งตอบ 

            “ ท่านมีบุตรบ้างหรือยัง ”ลู่หยางเอ่ยถามขึ้นมาอย่างรวดเร็วเขาไม่รู้ว่าแม่ทัพใหญ่ผู้นี้มีครอบครัวหรือยังมองดูช่วงอายุของนางน่าจะอ่อนกว่าเขาแต่ว่าก็น่าจะไม่มากนักช่วงอายุน่าจะเกินวัยออกเรือนของสตรีภายในยุคสมัยนี้มาแล้ว 

            “ ยังไม่ออกเรือน ”

            “ เอ๋? ท่านยังไม่ออกเรือนสตรีอายุเช่นท่านเหตุใดถึงยังไม่ออกเรือนแต่ยังมีตำแหน่งใหญ่โตอีกอยู่ในตระกูลใหญ่ๆไม่ใช่ว่าผู้คนนั้นจะจับบุตรชายและบุตรสาวของตนเองแต่งออกเรือนไปงั้นรึ?” ลู่หยางส่วนนางคุยไปด้วยในขณะที่มือของตนเองก็ทำการดึงเข็มออกทีละเล่มอย่างบรรจง 

            “ เคยโดนจับออกเรือแล้ว ข้าพังงานแต่ง ”

            “ ฮ่าๆๆ ” ลู่หยางหลุดหัวร่อออกมา 

            เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องนึงที่น่าขบขันเป็นที่รู้กันดีภายในเมืองหลวงเป็นเรื่องราวในตอนที่ไป๋เฟิ่งบิดาของตนเองจับแต่งออกเรือนโดยที่นางนั้นแต่งกับบุตรชายของขุนนางผู้หนึ่งภายในราชสำนักที่เป็นสหายกับบิดา 

            ขุนนางไป๋ผู้ที่เป็นบิดาของนางทำการจัดงานแต่งอย่างสวยๆโดยที่ไม่บอกให้นางรู้เรียกได้ว่าเป็นสถานการณ์บังคับผู้เป็นบิดาคิดว่าจะจัดบุตรสาวของตนเองเข้าหอลงโรงไปเลยทีเดียว

            แต่ผู้ใดจะคาดคิดในวันนั้นที่มีแขกมามากมายผู้เป็นบิดานั้นคิดว่าบุตรสาวของตนเองคงจะไม่กล้าหักหน้าต่อหน้าเหล่าขุนนางจำนวนมาก

            แต่ไป๋เฟิ่งที่อยู่ๆก็โดนจับแต่งชุดสีแดงเดินเข้างานยังไม่รู้ตัวนางไปมองเห็นว่านั่นคืองานแต่งที่บิดาของตนเองจัดขึ้น

            การทำการค้ากระบี่ฟันแท่นพิธีคำนับฟ้าดินเบื้องหน้าจนขาดเป็นสองท่อนพาเหล่าแขกภายในงานต่างพากันขนลุกพอง แม้แต่บิดาของนางก็เอือมระอากับบุตรสาวสุดท้ายแล้วตั้งแต่ในตอนนั้นก็ไม่กล้าจัดงานแต่งให้บุตรสาวของตนเองอีกเลย

            ลู่หยางหัวร่ออยู่สักพักก่อนที่จะหยุดแล้วก็กล่าวขึ้นมา“ ในเมื่ออายุขนาดนี้แล้วยังไม่มีบุตรเอาหนิงหนิงไปเป็นบุตรดีหรือไม่… ”

            จบบท

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว ที่คุณอ่าน

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199