เมื่อแม่ยายโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงจากไปแล้ว ซ่งเวยหลงจึงหันไปมองหน้าภรรยาที่นั่งข้างๆ นางไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาแม้เพียงครึ่งคำ ทำเพียงนั่งเหม่อออกไปข้างนอก คล้ายอาการของคนเหม่อลอย
“เป็นห่วงแล้วเหตุใดถึงพูดกับท่านแม่เช่นนั้นเล่า จะดีจะชั่วอย่างไรก็คือผู้มีพระคุณที่ให้กำเนิด” ซ่งเวยหลงจับมือภรรยา เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย
“ไม่รู้สิเจ้าคะ ลึกๆในใจข้ามันบอกว่าทั้งหมดที่พวกเขาพูดนั้นคือเรื่องโกหก” เซี่ยซูมี่พูดออกมาทั้งๆที่ยังคงเหม่อลอยอยู่ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี แล้วถ้าหากว่าเป็นเซี่ยซูมี่คนเก่าเล่า นางจะทำเช่นไรกับเหตุการณ์นี้
“ให้พี่ไปตามหมอในเมืองดีหรือไม่ เราแค่ทำหน้าที่ของลูก ส่วนพวกเขาจะคิดหรือทำสิ่งใดก็สุดแล้วแต่เวรกรรม คนเราทำเช่นไรย่อมได้รับสิ่งนั้นตอบแทน” ซ่งเวยหลงลูบหัวภรรยาเบาๆเพื่อเป็นการปลอบโยน ส่วนตัวไม่คิดเข้าข้างพ่อตาแม่ยาย แต่มองในบทบาทของลูกก็ยังคงต้องกตัญญูต่อพ่อแม่และผู้มีพระคุณ น้ำนมแค่หยดเดียวก็ถือว่ามีบุญคุณ พวกท่านเลี้ยงดูภรรยาของเขามา 15 ปีก็ถือว่ามีความเป็นคนมากแล้ว
“แล้วแต่ท่านพี่แล้วกันเจ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่คิดอะไรไม่ออก ไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปพัวพัน แต่ลึกๆแล้วก็ไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้ หรือตนควรจะให้เงินพวกเขาสักก้อนเพื่อตัดความสัมพันธ์ดีนะ ตามมาหลอกหลอนกันถึงในชาติภพนี้เลยหรือ ไหนล่ะพรที่ขอ เหตุใดตัวเองถึงยังวนอยู่ที่เดิม
ซ่งเวยหลงได้ยินภรรยาพูดเช่นนั้นก็เดินตรงไปยังวัวทั้งสองตัว หลังจากที่ให้น้ำให้หญ้า ปล่อยให้พวกมันพักราวๆ ครึ่งชั่วยาม ก็ออกเดินทางเข้าไปในเมือง เพื่อรับท่านหมอมาตรวจดูอาการป่วยของพ่อตา
ทางด้านเซี่ยซูมี่ เมื่อตั้งสติได้แล้วก็เริ่มทำงานบ้าน ติดผ้าม่าน รวมไปถึงเอาท็อปเปอร์จากในมิติมาปู หากสามีถามก็จะบอกว่าเอามาจากเถ้าแก่ก็แล้วกัน ตนไม่สามารถนอนที่นอนแข็งๆได้อีก อย่างน้อยๆก็ขอนอนท็อปเปอร์นุ่มๆก็ยังดี อีกทั้งยังเป็นที่นอนสำหรับคนรักสุขภาพอีกด้วย จากนั้นนำแจกันออกมาสำหรับใส่ดอกไม้ตกแต่งห้องนอน ภายในห้องนอนใหญ่มีห้องแต่ตัว จะว่าไปแล้วชุดสมัยนี้ก็มีความสวยงามไปอีกแบบ แม้จะว่าไม่ได้แต่งตัวโชว์เนื้อหนัง หรือความขาวเนียนของผิว แต่เมื่อใส่ออกมาแล้วกลับดูดีอย่างคาดไม่ถึง
จัดห้องนอนเรียบร้อยแล้วก็เข้าไปจัดห้องครัว จัดเรียงข้าวของเครื่องใช้ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย หม้อ ไห กระทะต่างๆ ครบครัน แบบนี้สิถึงจะเรียกว่าห้องครัว หาใช่ถ้วยชามแตกๆไม่ ถ้วยชามแตกใครเขาใช้กัน
เวลาผ่านไปราวๆ 1 ชั่วยาม ซ่งเวยหลงก็กลับเข้ามาภายในบ้านอีกครั้ง พร้อมทั้งท่านหมอชื่อดัง ที่ตนเคยตามมารักษาภรรยาในครั้งที่นางโดนพิษ
“คารวะท่านหมอเจ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่กล่าวทักทาย
“ตามสบายๆ ไหนล่ะท่านพ่อของเจ้า” ท่านหมอผู้นี้จำเซี่ยซูมี่ได้จึงพูดจาอย่างเป็นกันเอง
“อยู่ที่บ้านเดิมเจ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่พูดขึ้น ท่านหมอพยักหน้าเข้าใจ
“เช่นนั้นก็รีบไปเถอะ เดี๋ยวจะมืดค่ำกันเสียก่อน” ท่านหมอกล่าว
เมื่อมาถึงบ้านเซี่ยก็พบว่าประตูรั้วบ้านไม่ได้ปิด ภาพบรรยากาศเดิมๆเข้ามาในหัวเซี่ยซูมี่อีกครั้ง ซึ่งไม่มีภาพจำที่สวยงามเลยแม้แต่น้อย มีแต่คำด่าทอเรื่องที่ตนนั้นเจ็บป่วยออดๆแอดๆต้องพาไปรักษาอยู่เป็นประจำ
“ใครมาน่ะ ยายแก่แกออกไปดูสิ” เสียงของผู้เป็นพ่อดังออกมาจากภายในบ้าน แต่น้ำเสียงนั้นเสียงดังฟังชัด ไม่เหมือนคนป่วยเลยสักนิด
“ใครจะมาบ้านจนๆหลังนี้ แม้แต่ลูกมันยังไม่สนใจพ่อแม่ แกเลิกโวยวายได้แล้ว ข้าจะพักสายตา” นางเซี่ยพูดขึ้นอย่างนึกรำคาญ ตนอุตส่าหืห้ามสามีไม่ให้ดื่มเหล้าหลายวัน ซึ่งเขาเองก็ดูเหมือนคนป่วยจริงๆ หลังจากที่ได้อดเหล้าหลายวัน หากลูกสาวใจอ่อนยอมมาเยี่ยม มั่นใจว่าจะต้องตบตาลูกสาวได้อย่างแน่นอน แต่แล้วทุกอย่างกลับไม่เป็นดังที่หวังเอาไว้ ดูคล้ายว่าลูกสาวจะรู้ทัน ทำให้แผนการต้องล้มเลิกไปเสียก่อน เมื่อกลับถึงบ้านจึงไม่คิดห้ามสามีเรื่องกินเหล้าอีก
“อะ แฮ่ม” ท่านหมอกระแอมขึ้นเมื่อเข้ามาภายในบ้าน
“แค่กๆ” นายเซี่ยถึงกับสำลักเหล้าที่กระดกลงไป เมื่อเห็นหน้าของลูกสาวและลูกเขยที่อยู่ด้านหลังของท่านหมอ
“เป็นอันใดไปอีก?” นางเซี่ยตะโกน พร้อมทั้งลุกขึ้นด้วยความโมโห วันนี้ตนออกไปตากแดดรอลูกสาวที่บ้านท้ายหมู่บ้านหลายชั่วยาม จึงรู้สึกอ่อนล้าอ่อนเพลีย
“ข้าได้ข่าวจากท่านแม่ ว่าท่านพ่อไม่สบาย เป็นหรือตายเท่ากัน ลูกอุตส่าห์ขัดคำสั่งท่านพ่อที่เคยบอกกับข้าไว้ ไม่ว่าจะเป็นตายร้ายดีเช่นไรก็ห้ามมาเหยียบที่บ้านหลังนี้อีก เห็นทีลูกคนนี้จะดื้อรั้นยิ่งนักที่ไม่เชื่อฟังท่าน ได้มาเห็นกับตาตัวเองแล้วว่าท่านพ่อนั้นสบายดี ร่ำสุราอย่างมีความสุข หาได้เจ็บป่วยที่ใดไม่” เซี่ยซูมี่พูดขึ้น ไม่สามารถที่จะเก็บอารมณ์แห่งความเสียใจไว้ได้อีก จบสิ้นกันเสียที ลิ้นไม่มีกระดูกพูดจะเชื่อถือได้อย่างไร
“ใคร ใครบอกว่าข้ากำลังจะตาย? ข้าไม่ตายง่ายๆหรอกโว้ย” นายเซี่ยเมาจนคุมสติตัวเองไม่อยู่ ไม่พอใจที่ลูกสาวแช่งให้ตัวเองตายก่อนวัยอันควร
“เสี่ยวมี่ ลูกเขย อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ท่านพ่อของลูกก็แค่เสียใจที่ลูกๆไม่มาเยี่ยมเท่านั้น หาได้เป็นอย่างที่ลูกเข้าใจไม่” นางเซี่ยไม่คิดว่าลูกสาวจะมา ฟังจากน้ำเสียงและคำพูดแล้ว นางคงไม่คิดที่จะมาเหยียบที่บ้านหลังนี้อีกเป็นแน่ แต่แล้วเหตุการณ์กลับเป็นเช่นนี้ไปได้
“ฮึ่ย…เหลวไหล พูดจาอ้อมค้อมไปมาเช่นเจ้า แล้วเมื่อใดถึงจะเงินค่าเลี้ยงดู? นี่พ่อลูกเขยตัวดี เรื่องที่เจ้าปดข้า ปลอมตัวเป็นเศรษฐีหนุ่ม ซ้ำยังโกหกว่าพรานซ่งติดหนี้ ข้ายังไม่คิดบัญชีกับเจ้าเลย มาก็ดีแล้ว นางแก่…แกไปตามท่านผู้นำหมู่บ้านมา ข้าต้องการเรียกร้องค่าเลี้ยงดูของลูกสาวข้า” นายเซี่ยเป็นคนโผงผางไม่คิดจะอ้อมค้อมใดๆอีก ได้ข่าวว่าลูกเขยได้เงินค่าปรับจากชาวบ้านมามากโข คิดจะเสวยสุขคนเดียวหรือ หึ ไม่มีทางเสียหรอก
“นี่มันเรื่องอันใดกัน ไหนบอกว่าพ่อตาของเจ้าป่วยหนักอย่างไรเล่า” ท่านหมอรู้สึกงงงวยกับความวุ่นวายของบ้านนี้
“ต้องขอโทษท่านหมอด้วยขอรับที่ทำให้ท่านเสียเวลา ข้าขอเวลาสะสางเรื่องนี้ก่อน แล้วข้าจะเดินทางไปส่งท่าน ระหว่างนี้ข้าขอให้ท่านอยู่เป็นพยานให้ข้าและภรรยาก่อนได้หรือไม่ขอรับ?” ซ่งเวยหลงพูดขึ้น หลังจากที่เงียบมานาน
“อืม ข้าขอออกไปรอข้างนอกก็แล้วกัน” ท่านหมอพูดจบก็เดินออกไป
“ออกไปรอข้างนอกกันเถอะเจ้าค่ะ ข้าหายใจไม่ค่อยออก” เซี่ยซูมี่ดึงชายเสื้อของสามีเบาๆ จากนั้นทั้งสองคนก็เดินตามหลังท่านหมอออกไป
“เฮอะ!!!” นายเซี่ยมองหน้าลูกสาวแล้วรู้สึกขัดใจยิ่งนัก เขาทำเป็นมองไม่เห็นทั้งสองคน จากนั้นก็ดื่มเหล้ารอภรรยากลับมาจากไปตามท่านผู้นำของหมู่บ้าน เพื่อจัดการเรื่องนี้
“ท่านช่วยไปตามแม่สื่อคนนั้นได้หรือไม่เจ้าคะ?” เซี่ยซูมี่ต้องการพยานให้กับสามีของตนเอง รู้ดีว่าพ่อแม่ของตนนั้นจะเรียกร้องค่าเลี้ยงดูตรงส่วนใดบ้าง
“อืม” ซ่งเวยหลงไม่คิดจะถามเหตุผลที่ต้องไปตามแม่สื่อ เพราะเขาเองก็คิดเรื่องนี้เอาไว้เหมือนกัน
“ไปเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วงข้า นังหนูนี่จะได้หลุดพ้นเสียที” ท่านหมอพูดขึ้น
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่พูดขึ้นอย่างซาบซึ้งใจ เพราะในความทรงจำท่านหมอผู้นี้ใจดียิ่งนัก หลายต่อหลายครั้งที่ไม่ได้รับค่ารักษา แต่ทุกครั้งที่ไปตามท่านก็จะมารักษาอยู่เสมอ หรือหากว่าไม่ได้มาด้วยตัวเอง ก็จะให้ยามาต้มกินทุกครั้ง
จากนั้นเพียงไม่นานท่านผู้นำหมู่บ้านก็มาถึง แม้จะรู้สึกเบื่อหน่ายกับเรื่องของสองบ้านนี้ตามที แต่ในเมื่อเป็นหน้าที่ของตนจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ นางเซี่ยเข้าไปตามสามีในบ้าน จากนั้นก็พยุงกันออกมา กลิ่นเหล้าที่ตัวเหม็นหึ่ง ทุกคนต่างเบ้ปากหันหน้าหนีไปตามๆกัน
“ท่านผู้นำมาก็ดีแล้วขอรับ ข้าต้องการเรียกร้องความเป็นธรรม พรานซ่งแต่งลูกสาวคนเล็กของข้าไป หาได้ให้ค่าเลี้ยงดูแก่พวกข้าสองเฒ่าไม่ บอกเพียงว่าตัวเองไม่มีเงิน ข้าหรือก็สงสาร คิดไม่ถึงว่าเวลาเพียงไม่นานกลับสร้างบ้านหลังใหญ่โต อยู่กินสุขสบายหาได้คิดถึงพ่อแม่ไม่” นายเซี่ยพูดขึ้น ชาวบ้านต่างพยักหน้าเห็นด้วย เรื่องความเป็นอยู่ของสองผัวเมียที่ดีขึ้นผิดหูผิดตา แต่พ่อแม่กลับปล่อยทิ้งขว้าง
“เรื่องความเป็นอยู่ ข้าเองก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งสองคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่เป็นเพราะเด็กทั้งสองขยันทำมาหากิน พรานซ่งเองก็ไปเช่าเกวียนบ้านข้าอยู่หลายครั้ง เพื่อขนสัตว์ป่าที่ล่าไปขาย หรือแม้กระทั่งพวกท่านเองก็ยังเคยได้ซื้อเนื้อหมูป่าที่พรานซ่งแบ่งขายให้ไม่ใช่หรือ?" ท่านผู้นำพูดขึ้นตามเนื้อผ้า และเท่าที่ตนได้สัมผัสเด็กทั้งสองคน พวกเขามีจิตใจดีไม่คิดร้ายผู้ใด แค่นี้สำหรับคนเป็นพ่อแม่ยังไม่พอใจอีกหรือ?
“ใช่ๆ เมียข้าเคยเล่าให้ฟัง” ชาวบ้านท่านหนึ่งเอ่ยขึ้น เรื่องข่าวคาวมักจะส่งกลิ่นเร็ว ยิ่งกว่าแมลงวันตอมของเหม็นเน่า เวลาเพียงไม่นานคนก็มาออกมาดูกันเต็มลานบ้าน
“แต่ถึงอย่างไรก็ควรที่จะคิดถึงพวกข้าบ้าง ข้าสองผัวเมียไร้ที่พึ่ง ต้องยอมขายลูกสาวคนโต เพื่อมารักษาอาการป่วยของลูกสาวคนเล็ก ไม่คิดเลยว่าพอได้ดีแต่งงานออกไปแล้วจะไม่เห็นหัวของพ่อแม่” เซี่ยซูมี่ได้ยินคำพูดนี้ของผู้เป็นแม่ ถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่สมน้ำหน้าตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ซูมี่ เจ้ามีสิ่งใดจะพูดหรือไม่” ท่านผู้นำพูดไม่ออก เพราะเรื่องที่ขายลูกสาวคนโตไปเป็นทาสนั้นคือเรื่องจริง แต่เรื่องภายในเป็นเช่นไรนั้น ตนไม่สามารถก้าวล่วงได้
“ข้าน้อยเซี่ยซูมี่ วันนี้เพิ่งได้ทราบความในใจของท่านพ่อท่านแม่ที่มีต่อข้า ก่อนอื่นข้าต้องขอขอบคุณพวกท่านทั้งสอง ที่เลี้ยงดูข้ามาเป็นอย่างดี เรื่องภายในบางเรื่อง ข้าเองก็ละอายใจที่จะพูดออกมาได้หมด แต่วันนี้ถือว่าสวรรค์ยังเมตตาผู้น้อยอยู่บ้าง สามีข้าไปตามท่านหมอมาจากในเมือง ด้วยทราบข่าวจากท่านแม่ของข้า ว่าท่านพ่อป่วยหนัก เช่นนั้นวันนี้ก็เลยจะขอให้ท่านหมอ ช่วยเป็นพยานให้กับซูมี่ด้วยเจ้าค่ะ ว่าท่านพ่อกับท่านแม่เสียเงินไปมากน้อยเพียงใดสำหรับรักษาข้าผู้อาภัพ” เซี่ยซูมี่พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ด้วยรู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง
“ข้านามว่าหมอเหลียง เชื่อว่าหลายๆท่านคงจะรู้จักเป็นอย่างดี นังหนูเซี่ยผู้นี้ข้ารักษามาตั้งแต่ยังเล็กๆ แต่หาได้เก็บเงินค่ารักษาไม่ ด้วยสงสารที่บ้านยากไร้ ทำได้เพียงรักษาตามอาการเท่านั้น ยาสมุนไพรบางตัวไม่ได้ซื้อ จึงยกให้โดยไม่คิดเงินสักอีแปะเดียว” สิ้นเสียงท่านหมอ เซี่ยซูมี่ก็น้ำตาร่วงอย่างกลั้นเอาไว้ไม่อยู่ นึกสงสารร่างนี้ยิ่งนัก
“อะ เอ่อ แต่ถึงอย่างไรข้าก็เลี้ยงดูนางมาตั้ง 15 ปี ไม่เคยให้ทำงานหนัก เงินสินสอดข้าก็ไม่ได้สักอีแปะเดียว” นางเซี่ยหน้าเสียทันที เมื่อสิ้นเสียงของท่านหมอที่ออกมาพูดความจริง ชาวบ้านต่างเสียงแตก ส่งเสียงฮือฮากันใหญ่โต
“เหลวไหล ช่างกล้ายิ่งนัก ใครกันแน่ที่ไม่ยอมแม้แต่จะเปิดดูห่อสินสอด ไม่เข้ามาทำพิธีให้บ่าวสาวยกน้ำชาเลยด้วยซ้ำ”
เซี่ยซูมี่จากคนที่ยืนไร้ที่พึ่ง กลับรู้สึกอบอุ่นหัวใจอีกครั้ง เมื่อสามีพาแม่สื่อที่ทำพิธีแต่งงานผู้นั้นมาเป็นพยาน นอกจากนั้นยังมีท่านลุงจูตามมาด้วย