กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างเชื่องช้า
เจียงลี่หยูใช้ชีวิตในฐานะนกน้ำประจำตำหนักหยางซิ่นอย่างสงบสุขวันๆ เอาแต่จิกกินผักกาดใบช้ำ แทะเล็มหญ้าแห้งและลอยตัวว่ายน้ำในบึงธรรมชาติท้ายจวนตามยถากรรม
ห้วงสมองของเธอคร้านจะคิดการใหญ่ให้ปวดรอยหยักเสียแล้ว
ทว่าความเงียบสงบก็ถูกฉีกกระชากลงในยามวิกาลของคืนหนึ่ง
เปรี้ยง!
เสียงอสนีบาตฟาดผ่าลงมาดังกึกก้องกังวานประหนึ่งมีใครเอาค้อนเหล็กั์มาทุบหลังคาโลกจนแตกร้าว
พายุฝนห่าใหญ่เทกระหน่ำลงมาราวกับฟ้ารั่วลมพายุพัดกรรโชกแรงเสียจนต้นไม้ใหญ่เอนลู่แทบหักโค่น
ก้อนขนสีขาวอวบอ้วนที่ยืนหลบอยู่ใต้ชายคาผุพังไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกใแต่อย่างใด
ั์ตากลมสีดำขลับเพียงแค่เหม่อมองแผ่นกระเื้ัคาจวนที่กำลังถูกลมพัดปลิวหลุดลอยหายไปในความมืดทีละแผ่นราวกับเปลือกกระเทียมแห้งที่ถูกเป่าหลุดร่อนเรี่ยราด
"ช่วยด้วย!ใครก็ได้ช่วยข้าที!"
เสียงะโแหบพร่าหลุดรอดฝ่าเสียงพายุฝนเข้ามาปะทะโสตประสาท
เจียงลี่หยูเอียงลำคอยาวระหงหูที่ซ่อนอยู่ใต้ขนสีขาวผึ่งรับเสียงโดยอัตโนมัติ
สายตาของเธอเหลือบไปมองเื้ัองค์ชายห้าและเหล่าบ่าวไพร่กำลังวิ่งถือถังไม้และกะละมังทองเหลืองตาลีตาเหลือกวุ่นวายอยู่กับการอุดรอยรั่วและรองรับน้ำฝน
'เสียงไม่ได้มาจากพวกมนุษย์สองขาพวกนี้นี่นา'
อดีตมนุษย์เงินเดือนรำพึงในใจ ก่อนจะตัดสินใจพาร่างอวบอ้วนก้าวเตาะแตะฝ่าสายฝนออกไปทิ้งที่บังฝนอันน้อยนิดไว้ เพื่อค้นหาต้นตอของเสียงด้วยความสงสัยแบบห่านๆ
ตีนผังผืดสีส้มย่ำลงบนโคลนแฉะๆเดินสะเปะสะปะไปจนถึงกลางลานดินด้านหน้าจวน
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำเอาตีนผังผืดต้องหยุดชะงัก
ปลาคราฟเกล็ดสีทองสว่างจ้า กำลังนอนดิ้นกระแด่วๆอยู่กลางแอ่งโคลน ตัวของมันเปล่งแสงเรืองรองแข่งกับสายฟ้าเบื้องบนคล้ายกับโคมกระดาษเคลือบน้ำมันที่ถูกจุดทิ้งไว้ท่ามกลางสายฝน
"ให้ตายเถอะ!นี่ข้าต้องมาขอความช่วยเหลือจากสัตว์ปีกงั้นเรอะแล้วห่านหน้าโง่แบบแกจะฟังภาษาคนเข้าใจไหมเนี่ย!"
ปลาคราฟเรืองแสงขยับปากพะงาบๆสบถด่าแข่งกับเสียงสายฝนที่เทกระหน่ำ
เจียงลี่หยูเอียงหัวกลมๆ ไปทางซ้ายที ขวาทีั์ตาดำขลับแหงนขึ้นมองก้อนเมฆดำทะมึน สลับกับก้มมองปลาเรืองแสงตรงหน้า
'พายุยุคโบราณนี่มันรุนแรงระดับเฮอริเคนเลยหรือไงถึงขั้นหอบเอาปลาขึ้นมาจากบ่อน้ำแล้วเอามาทิ้งแหมะไว้กลางลานดินประหนึ่งเศษขยะเปียกแบบนี้ได้'
ทว่าเสี้ยวลมหายใจถัดมาสมองห่านก็เพิ่งจะประมวลผลความผิดปกติบางอย่างได้
จะงอยปากแบนกว้างสีส้มอ้าค้าง
'เดี๋ยวนะ... ไอ้ปลาตะเพียนเรืองแสงนี่มันเพิ่งจะบ่นเป็ภาษามนุษย์ให้ฉันฟังใช่ไหม!'
แต่อาการตกตะลึงก็คงอยู่เพียงไม่นานหญิงสาวในร่างห่านพ่นลมหายใจออกทางรูจมูกเบาๆ
'ช่างเถอะ...ขนาดนกเตาถ่านไฟลุกท่วมอย่างเ้าวิหคเพลิงยังบินโฉบไปมาได้ แค่ปลามีไฟนีออนในตัวพูดภาษาคนได้มันจะไปแปลกอะไร โลกแฟนตาซีนี่มันก็มักง่ายแบบนี้แหละ'
"จะขาดใจตายแล้วเว้ย!ยืนบื้ออยู่ได้ ใครก็ได้พาข้าไปโยนลงบ่อน้ำที่ไหนที!"
ปลาคราฟประหลาดยังคงแหกปากะโก้องเกล็ดสีทองของมันเริ่มหม่นแสงลงเรื่อยๆ ร่างกายบิดเร่าอย่างทรมานจากการขาดน้ำแม้น้ำฝนจะตกใส่ตัวมันแบบไม่ยั้งก็เถอะ
ก้อนขนสีขาวพ่นลมหายใจอีกครั้งก่อนจะยื่นลำคอยาวระหงก้มหน้าลงไปใกล้
‘การช่วยสัตว์โลก ย่อมได้บุญอย่างน้อยฉันก็มีจิตสำนึกแบบมนุษย์สาวใจโอบอ้อมอารีแหละนะ’
กึก... ครืด...
จะงอยปากสีส้มแข็งๆกระแทกและงัดเข้าที่สีข้างของปลาคราฟเรืองแสง ออกแรงไถดันให้ร่างลื่นๆม้วนกลิ้งไปตามพื้นโคลนแฉะๆ มุ่งหน้าไปยังทิศทางของบึงน้ำท้ายจวน
"อ๊ากกก!นี่แกจะเขี่ยข้าไปไหนเ้าห่านผีบ้า!"
เสียงร้องโหยหวนของเ้าปลาคราฟดังแทรกทะลุพายุฝนขึ้นมาอย่างเ็ป
เจียงลี่หยูไม่ได้สนใจคำด่าทอเธอทำเพียงก้มหน้าก้มตาใช้จะงอยปากสับเปลี่ยนมุม ไถ เขี่ยและดันร่างของมันไปตามพื้นดินขรุขระอย่างทุลักทุเล ราวกับคนกำลังใช้ไม้กวาดด้ามหักๆกวาดใบไม้ใบหญ้า
แกรก... แกรก...
เกล็ดสีทองร่วงหลุดติดพื้นดินโคลนไปตลอดทางประหนึ่งเศษเลื่อมวิบวับราคาถูกบนชุดนางรำที่หลุดลุ่ยเพราะเต้นครูดไปกับพื้นคอนกรีต
การเดินทางฝ่าสายฝนด้วยวิธีไถกลิ้งดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและยาวนานกินเวลาไปไม่น้อยจนร่างปลาคราฟแทบจะกลายเป็ปลาขอดเกล็ดเตรียมลงหม้อต้มอยู่รอมร่อ
ในที่สุด ตีนผังผืดสีส้มก็ย่ำมาหยุดอยู่ที่ริมตลิ่ง
จะงอยปากแบนกว้างงัดเข้าที่ใต้ท้องปลาคราฟที่สลบเหมือดไปั้แ่ตอนไหนไม่รู้ก่อนจะออกแรงสะบัดคอ เหวี่ยงเ้าก้อนเนื้อเรืองแสงไร้เกล็ดนั้นลอยละลิ่วขึ้นฟ้าเป็ครั้งสุดท้าย
ตู้ม!
ผิวน้ำในบึงแตกกระจายเป็วงกว้าง ร่างของปลาคราฟปากมากจมดิ่งลงสู่ก้นบึงอันเย็นฉ่ำกลมกลืนไปกับความมืดมิดของค่ำคืนพายุคลั่งได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ผิวน้ำในบึงบัวกระเพื่อมไหวเป็วงกว้างเจียงลี่หยูชะเง้อลำคอยาวระหงฝ่าม่านฝนที่สาดกระเซ็นั์ตากลมสีดำขลับจ้องมองไปยังจุดที่เพิ่งงัดเหวี่ยงร่างเรืองแสงลงไป หวังลึกๆว่าเ้าปลาปากมากจะฟื้นคืนชีพแล้วแหวกว่ายน้ำได้อีกครั้ง
บุ๋ง บุ๋ง... ปุ๊บ!
ร่างไร้เกล็ดสีทองสว่างจ้าค่อยๆลอยตุ๊บป่องขึ้นมาเหนือน้ำท้องขาวโพลนหงายชี้ฟ้าลอยเท้งเต้งราวกับเศษไม้ผุที่รอวันเน่าเปื่อย
ความเงียบงันเข้าปกคลุมตลิ่งดินโคลนสตรีทะลุมิติในร่างสัตว์ปีกยืนไว้อาลัยให้กับสหายร่วมโลกเป็เวลาหนึ่งวินาทีถ้วน
'เอาเถอะ...ถือว่าแต้มบุญของแกมันหมดแค่นี้ก็แล้วกัน อย่างน้อยฉันก็ช่วยแกเต็มที่แล้วล่ะนะ'
อดีตพนักงานออฟฟิศปลอบใจตัวเองอย่างหน้าตาเฉย
'ฉันช่วยงัดจนจะงอยปากแทบเบี้ยวเต็มความสามารถแล้วไม่ใช่ความรับผิดชอบของห่านต๊อกต๋อยอย่างฉันเสียหน่อยไปสู่สุคติเถอะนะเ้าปลาไฟนีออน อมิตา พุทโธ และเอเมน'
เมื่อปัดความรับผิดชอบพ้นตัวได้อย่างสบายใจตีนผังผืดสีส้มก็หมุนกลับ เตรียมย่ำฝ่าโคลนแฉะๆกลับไปซุกตัวนอนบนกองฟางใต้ร่มไม้ตามเดิม
ทว่าก้าวไปได้ไม่กี่่ลำคอสายตาของเธอก็สะดุดเข้ากับเศษซากบางอย่างบนพื้นดิน
เกล็ดปลาสีทองที่หลุดร่วงตลอดทางยังคงเปล่งประกายเรืองแสงวิบวับสู้สายฝน ราวกับเศษกระจกเงาแตกๆ ที่สะท้อนแสงไฟจากริมถนน
สัญชาตญาณความตะกละของนกน้ำทำงานเร็วกว่าจิตสำนึกมนุษย์จะงอยปากแบนกว้างก้มลงไปจิกเกล็ดเรืองแสงชิ้นหนึ่งขึ้นมาชิมโดยอัตโนมัติ
เจียงลี่หยูชะงักกรามที่กำลังจะเคี้ยว ดวงตาเบิกกว้างและตระหนักได้ถึงการกระทำอันน่าสมเพชของตนเอง
'นี่ฉันหิวจนเป็บ้าไปแล้วหรือไง... แต่จะว่าไปฉันก็ไม่ได้รู้สึกหิวเลยนะ อ่า...สมองของฉันคงหลอมรวมกับร่างห่านไปแล้วแน่ๆ ถึงคิดจะกินเกล็ดปลาแข็งๆแถมยังเรืองแสงได้อีก เกิดกินเข้าไปแล้วติดคอตายขึ้นมาจะทำยังไง!'
แต่ถึงกระนั้น ความเสียดายก็ทำให้เธอเผลอขยับลิ้นชิมรสััของมัน
กร้วม!
เสียงเคี้ยวเกล็ดปลาดังขึ้นเบาๆ