TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์

    ตอนที่ 95 เริ่มดำเนินการ

    ตอนที่ 95 เริ่มดำเนินการ


    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****





    เฟิร์สไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ที่หัวหน้าครูฝึกลีโนสร้างขึ้นเสียเปล่า เขารีบสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการฝึกฝนพลังสายเลือดและถามถึงที่มาของศิลาสายเลือดทันที


    สำหรับการบ่มเพาะพลังสายเลือดนั้นแบ่งออกเป็นสามเส้นทาง หนึ่งคือการใช้จิตสำรวจตัวเองแล้วรู้แจ้งในสายเลือด สองคือการฝึกฝนร่างกายโดยใช้ประสบการณ์ในการต่อสู้กระตุ้นพลังสายเลือด และสามคือการใช้ทรัพยากรในการเพิ่มพลังสายเลือด


    อย่างที่รู้กันว่าโลกแห่งนี้เกิดขึ้นด้วยร่างกายของสิ่งมีชีวิตหลากโลกา ดังนั้นทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตหลากโลกา ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ สัตว์ สัตว์อสูร พืชพันธุ์ สินแร่ หรือแม้แต่ก้อนหินเม็ดทราย ทุกสรรพสิ่งก็นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตหลากโลกาทั้งสิ้น


    หากมนุษย์กินพืชผักแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่หากพืชผักเหล่านั้นถูกปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานก็ย่อมต้องสูญเสียคุณค่าของมันไป เช่นกันแม้ซากของสิ่งมีชีวิตหลากโลกาจะมีประโยชน์เช่นกัน แต่หากผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน ทุกสิ่งหมุนเปลี่ยนและเกิดการวิวัฒน์ไปเรื่อยๆ ดังนั้นคุณค่าของมันจึงค่อยๆ ลดน้อยลงเช่นกัน


    ทรัพยากรในการบ่มเพาะก็เป็นเช่นนี้ มันจึงมีแค่พืชพันธุ์บางชนิดหรือสินแร่บางอย่างเท่านั้นที่นับว่าเป็นทรัพยากรในการบ่มเพาะได้


    หลังจากเรียนรู้เรื่องการฝึกฝนของผู้บ่มเพาะแล้ว เฟิร์สก็ถามถึงเรื่องศิลาสายเลือดต่อเลย 


    เพราะตอนนี้เขารู้แล้วว่าพลังสายเลือดของอีวาสามารถเพิ่มพูนได้ด้วยการดูดซับวิญญาณจากศิลาสายเลือด


    “เธออยากรู้เรื่องศิลาสายเลือดไปเพื่ออะไรกัน?” ครูฝึกมากาเร็ตเอ่ยถาม


    “ไม่ใช่ว่าฉันทำมันแตกไปหรอกหรอ? อีกอย่างฉันอยากรู้ว่าทำไมมึงถึงมีปฏิกิริยาอย่างนั้นกับแค่ฉันคนเดียว” เฟิร์สพยายามหลีกเลี่ยงเรื่องที่ศิลาสายเลือดสามารถใช้มันมาเป็นทรัพยากรในการบ่มเพาะร่างนี้ได้


    “มันก็จริงของเธอ แต่สำหรับผู้บ่มเพาะขอบเขตบารอนแล้ว ศิลาสายเลือดก็ไม่นับว่าแพงอะไรหรอกนะ ที่ศูนย์ฝึกแห่งนี้ก็ยังมีสำรองไว้ตั้งสิบลูก และในทุกๆ ปีก็จะได้เพิ่มอีกปีละสองลูก ซึ่งมันไม่ควรจะให้มามากขนาดนี้ก็ได้ เพราะศิลาสายเลือดนั้นไม่มีวันเสียหายอยู่แล้ว ... ไม่สิ ยกเว้นกรณีของเธอ” ครูฝึกมากาเร็ตเอ่ย


    “ฉันว่าฉันรู้นะ มันอาจเป็นเพราะอาณาจักรต้องการช่วยเหลือเหมืองศิลาสายเลือดแห่งเมืองเซลโล่ก็ได้ เพราะที่นั่นมีสินแร่ศิลาสายเลือดจำนวนมาก หากปล่อยทิ้งไว้ก็เป็นการเสียของ อย่างน้อยก็นำออกมาทำรายได้ได้บ้าง ห้าสิบเหรียญเงินต่อก้อน จะว่าไปมันก็ไม่ใช่เงินน้อยๆ เลย” ครูฝึกคอมฟอร์ดกล่าว


    เมื่อได้ยินว่าเหมืองศิลาสายเลือด เฟิร์สก็หูผึ่งขึ้นมาในทันที


    ต้องรู้ไว้ว่าเขาพึ่งดูดซับศิลาสายเลือดเพียงแค่ก้อนเดียวร่างนี้ก็ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตใหม่ได้แล้ว ดูเหมือนว่าหากดูดซับศิลาสายเลือดไปอีกหลายๆ ก้อน ร่างนี้จะบ่มเพาะได้รวดเร็วเสียยิ่งกว่าตัวเขาที่อยู่อีกโลกหนึ่งด้วยซ้ำ


    หลังจากที่เขาได้รับคำแนะนำมากมายจากครูฝึกทั้งสอง เฟิร์สก็กลับบ้านมาเขียนไดอารี่โต้ตอบกับอีวา รวมทั้งเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้อีกฝ่ายได้รับรู้อีกด้วย


    ทั้งนี้ตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาความสัมพันธ์ของทั้งสองนั้นเริ่มสนิทกันไม่น้อย


    เฟิร์สได้ให้อีวาตัดสินใจเลือกว่าจะรับใช้อาณาจักรหรือเป็นนักผจญภัย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็แอบมอบเหตุผลที่เอนเอียงให้กับการเป็นนักผจญภัย


    ‘จริงอยู่ที่ว่าการรับใช้อาณาจักรนั้นจะมั่นคงและมีโอกาสที่จะช่วยเหลือพ่อแม่ของเธอได้ แต่มันก็เป็นเส้นทางที่เชื่องช้าเช่นกัน เพราะการเลื่อนตำแหน่งให้อยู่ในระดับสูงของอาณาจักรจะต้องใช้เวลาหลายปี แต่หากเธอเป็นนักผจญภัย ฉันจะทำให้เธอกลายเป็นนักผจญภัยที่ร่ำรวยและมีชื่อเสียง ได้ในระยะเวลาสั้นๆ อาณาจักรฮาดาจะต้องให้ความสำคัญกับเธอจนต้องไว้หน้าปล่อยพ่อแม่ของเธอออกมาอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดนี้ฉันให้เธอตัดสินใจเอาเอง ไม่ว่าจะเลือกทางไหนอย่างไรนี่ก็เป็นชีวิตของเธอ’


    เฟิร์สที่เขียนเกลี้ยกล่อมอีวาขนาดนี้ มีหรือที่หญิงสาวจะไม่ตอบตกลง


    ‘ฉันเชื่อใจนายได้ใช่ไหม?’


    ‘ฉันทำให้เธอกลายเป็นผู้บ่มเพาะขอบเขตบารอนภายในวันเดียว แบบนี้แล้วเธอยังไม่เชื่อใจฉันอย่างนั้นหรอ?’


    ‘ได้ ได้ ได้ ฉันจะทำตามที่นายบอก ฉันจะเป็นนักผจญภัย’


    ‘ดี ถ้าอย่างนั้นต้องเริ่มกันตั้งแต่วันนี้ นับจากนี้ไปเธอจะต้องฝึกฝนในพลังสายเลือดของเธอ ฉันจะบอกวิธีควบคุมพลังทั้งหมดให้กับเธอและเธอจะต้องมาฝึกฝนการต่อสู้ในร่างของฉันด้วย’


    ในที่สุดเฟิร์สก็ตัดสินใจฝึกฝนหญิงสาวอย่างจริงจัง


    เนื่องจากพวกเขาต้องใช้เวลาตอบโตกันเป็นเวลานาน เพราะต้องสลับร่างกันวันเว้นวัน การตัดสินใจนี้จึงกินเวลานานไปถึงครึ่งเดือน


    เมื่อทุกอย่างถูกตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว อีวาถึงกับเข้าไปแจ้งความจำนงในการเป็นนักผจญภัยด้วยตนเอง


    แม้หัวหน้าครูฝึกจะรู้สึกผิดหวังแต่ก็ไม่ได้ขัดความต้องการของเธอแต่อย่างใด


    ส่วนเฟิร์สนั้นได้ติดต่อกับสารวัตรเอไอเพื่อ ขอทำภารกิจต่อไปในทันที


    ใช่แล้ว เขาต้องการที่จะให้อีวาฝึกฝนในอบิส


    “หืม ... ผมคาดไม่ถึงเลยว่าคุณจะเข้าร่วมภารกิจกวาดล้างระลอกที่สาม ไม่ใช่ระลอกแรก” 


    นี่คือคำพูดของสารวัตรเอไอที่เอ่ยออกมาอย่างประหลาดใจ


    แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็อนุมัติตามความต้องการของเฟิร์สแต่โดยดี


    ซึ่งในระหว่างนี้เฟิร์สได้ทำการชี้แนะการฝึกฝนพลังของทั้งร่างอีวาและร่างของเขาไปพร้อมๆ กัน


    ในส่วนของการฝึกฝนกระบี่ หญิงสาวย่อมไม่สามารถแสดงมันออกมาได้อย่างแน่นอน เฟิร์สจึงเน้นไปที่การใช้พลังสปีริตมากกว่า


    เขาได้ทำการวางค่ายกลอักขระลงบนร่างของตนเองไว้เผื่อสถานะการฉุกเฉิน เพราะทั้งเขาและเธอจะต้องสลับร่างกันวันเว้นวัน 


    เพื่อความปลอดภัยของร่างของเขา เขาจึงต้องทำเช่นนี้


    ซึ่งเฟิร์สรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก เมื่อผ่านการฝึกฝนแค่สิบกว่าวันอีวานั้นสามารถควบคุมพลังสปีริตได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งยังสามารถใช้อำนาจอักขระทั้งสี่รูปแบบได้ตามอำเภอใจอีกด้วย


    ส่วนการสร้างวงแหวนอักขระและการใช้กระบี่ แน่นอนว่าเธอไม่สามารถทำได้


    จนถึงวันที่เฟิร์สต้องลงเทรดอบิส เขาได้พกสมุดไดอารี่ติดตัวมาด้วย


    “สวัสดีผู้กองเฟิร์สวัน ยินดีนะครับที่คุณมาที่อบิสของผมได้” ผู้กองตัวโตเอ่ยปากขึ้น หลังจากที่เขาออกมาต้อนรับเด็กหนุ่ม


    “ยินดีเช่นกันครับ ครั้งนี้ผมจะไม่รบกวนคุณแน่นอน” เฟิร์สเอ่ย


    อบิสที่เขามาลงในครั้งนี้เป็นอบิสสีขาวระดับสูง แต่เป็นการกวาดล้างระลอกที่สาม ซึ่งเป็นภารกิจที่ร่วมกวาดล้างกับคนอื่นๆ


    แน่นอนว่าภารกิจนี้มีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าภารกิจอื่นๆ ที่ผ่านมา เพราะเขาตั้งใจที่จะเอาไว้ฝึกฝนให้กับอีวาโดยเฉพาะ


    “ผมขอตัวก่อนนะครับ”


    “เชิญ”


    เฟิร์สเข้าไปในประตูอบิสพร้อมกับสายตาของผู้คน 


    ภารกิจกวาดล้างระลอกสามในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมมากกว่าห้าสิบกว่าคน ซึ่งแต่ละคนเป็นเวเนเตอร์ดาราขาวหกแฉกขึ้นไปทั้งสิ้น


    หลังจากการกวาดล้างครั้งนี้แล้ว นิวโฮปก็จะให้ทีมสำรวจลงพื้นที่และทำการเก็บเกี่ยวทรัพยากรในเวลาต่อมา


    ทันทีที่เฟิร์สเข้ามาในอบิสเขาก็แยกตัวออกไปทันที โดยที่พยายามจะอยู่ห่างจากเวเนเตอร์คนอื่นๆ ให้มากที่สุด เพื่อจะได้จัดการเหล่ามอนสเตอร์ได้อย่างสบายใจ


    “เขาเป็นใครกัน?” เวเนเตอร์หลายคนไม่รู้จักเฟิร์ส แต่พวกเขาได้เห็นท่าทางของพนักงานนิวโฮปที่นอบน้อมต่อเด็กหนุ่มคนนั้น พวกเขาก็รู้สึกสงสัย


    วอชเชอร์ในทีมก็กล่าวขึ้น “นั่นคือคุณเฟิร์สวัน เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของนิวโฮป”


    หลายคนดูตกใจกับคำตอบนี้ พวกเขาไม่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงจะมีอายุน้อยขนาดนี้


    “เขาต้องเก่งมากแน่ๆ”


    “ใช่เขาเก่ง ...​ พวกเราไปกันเถอะ” วอชเชอร์คนนั้นเอ่ยตัดบท


    แม้พวกเขาเหล่านั้นต้องการรู้เรื่องอื่นๆ เขาก็ไม่มีอะไรจะตอบออกไป ถึงต่อให้รู้ก็ไม่กล้าจะตอบออกมาด้วย


    เจ้าหน้าที่ที่ทำภารกิจให้กับเบื้องบนโดยตรง ไม่ใช่ตัวตนที่จะพูดอะไรออกมาพล่อยๆ ได้


    ท่ามกลางภูมิประเทศที่รายล้อมไปด้วยทะเลทรายอันไม่สิ้นสุด เฟิร์สได้แยกตัวออกมาอย่างสันโดด


    ตลอดรายทางเขาได้พบเห็นมอนสเตอร์อยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่ได้สนใจมัน


    เนื่องจากถูกกวาดล้างไปสองรอบแล้ว มอนสเตอร์ภายในอบิสแห่งนี้จึงเหลือน้อยมาก


    เฟิร์สร่อนลงบนทะเลทรายที่ดูนิ่งสงบ ทว่าสัมผัสของเขากลับรับรู้ถึงสิ่งที่ไม่ปกติใต้พื้นทราย


    โครม!


    พื้นทรายที่เขาอยู่กลายเป็นหลุมยักษ์ที่ถูกบางสิ่งดูดเข้าไป


    ไม่นานเขาก็ได้พบกับคมเขี้ยวที่เหมือนใบเลื่อยเรียงรายอย่างน่าสยดสยอง


    มอนสเตอร์ขนาดใหญ่หลายสิบเมตรพุ่งตัวขึ้นสู่อากาศพร้อมกับกลืนกินร่างของเด็กหนุ่มในคราเดียว 


    ทว่าเฟิร์สกลับไม่ได้ต่อต้านการโจมตีนี้เลยแม้แต่น้อย


    ควบ!


    มันคือมอนสเตอร์ที่มีรูปร่างคล้ายหนอนแต่มีดวงตารายรอบ พร้อมกับปากที่สามารถขยายจนดูดทุกสิ่งเข้าไปด้านในและบดขยี้ทุกสิ่งได้


    ตูมมมมมมม


    ตอนนั้นเองร่างของหนอนยักษ์ตัวนั้นมีเลือดพุ่งสาดกระจายออกมานับไม่ถ้วน ผิวหนังของมันถูกบางสิ่งตัดเฉือนจนเป็นชิ้นๆ


    ร่างของเด็กหนุ่มปรากฏขึ้นกลางอากาศคล้ายกับกำลังยืนอยู่ที่เดิม โดยมีม่านพลังสีฟ้าครอบคลุมเอาไว้ จึงทำให้โลหิตของมอนสเตอร์ตัวนี้ไม่สามารถแตะต้องตัวเขาได้


    แน่นอนว่ามอนสเตอร์ธรรมดาเหล่านี้ไม่สามารถทำอันตรายเขาได้


    เด็กหนุ่มยืนอยู่กลางอากาศอย่างเยียบเย็น


    ซึ่งตอนนั้นเองทะเลทรายก็ราวกับจะเกิดการเดือดพล่าน


    มอนสเตอร์หนอนยักษ์ที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นหลายตัวพุ่งเข้าโจมตีในทันที


    “พวกมันเหล่านี้ไม่เพียงพอที่จะทำให้ฉันทะลวงชีพจรซักจุดด้วยซ้ำ” เฟิร์สเอ่ยออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนจะขยับฝ่ามือลงมือจัดการมอนสเตอร์พวกนี้ทันที


    ตูม! ตูม! ตูม!


    เฟิร์สใช้เวลาทั้งวันหยุดอยู่ที่นี่ พร้อมกับเขียนไดอารี่แจ้งข้อความให้กับอีวาที่จะใช้ร่างนี้ในวันพรุ่งนี้


    “จงเอาตัวรอดจากที่นี่ ล่ามอนสเตอร์และเก็บเกี่ยวแกนสปีริตให้ได้มากที่สุด”